Last updated: 4 ก.พ. 2569 | 48 จำนวนผู้เข้าชม |
โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวคาลิเบอร์ 6401 กลไกโครโนกราฟ อัตโนมัติรุ่นใหม่ล่าสุด ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และความประณีตในการบอกเวลาที่มากขึ้น นับเป็นก้าวสำคัญทางเทคนิคในพัฒนาการของนาฬิการุ่น Royal Oak โดยเปิดตัวครั้งแรกในนาฬิกา 3 รุ่น กับตัว เรือนสแตนเลสสตีล และตัวเรือนพิ้งค์โกลด์ แต่ละเรือนยังมาพร้อมฝาหลังแซฟไฟร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกสำหรับนาฬิกา Royal Oak Chronograph ขนาด 38 มิลลิเมตร ที่จะเผยให้เห็นโครงสร้างและงานตกแต่งสุดประณีตของกลไก ภายใน ทั้งหมดนี้คือก้าวที่ล้ำหน้าทั้งในเชิงสุนทรียะและเทคโนโลยีสำหรับนาฬิการุ่น Royal Oak ขนาด 38 มิลลิเมตร โดยยังคงรักษาสัดส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ไว้ พร้อมผลักดันให้กลไกโครโนกราฟก้าวไปสู่อนาคต


นาฬิกา Royal Oak สามเรือนใหมม่าพรอ้มการเปิดตวัคาลิเบอร์ 6401 กลไกโครโนกราฟอตัโนมตัิใหมจ่ากโอเดอมาร์ ปิเกต์ © ภาพลิขสิทธิ์ จากโอเดอมาร์ ปิเกต์
คาลิเบอร์ 6401
ก้าวใหมสู่ค่วามทันสมัย
คาลิเบอร์ 6401 ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นการภายในตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี โดยถือเป็นบทใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ นาฬิกาโครโนกราฟของโอเดอมาร์ ปิเกต์ และเป็นก้าวที่สำคัญในพัฒนาการของนาฬิการุ่น Royal Oak Chronograph ขนาด 38 มิลลิเมตร ที่จะมาแทนที่คาลิเบอร์ 2385 ซึ่งใช้งานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1997 และกลายเป็นหัวใจสำคัญ ของนาฬิกาจากโอเดอมาร์ ปิเกต์มาเกือบ 3 ทศวรรษ
เช่นเดียวกับคาลิเบอร์รุ่นก่อน คาลิเบอร์ 6401 เป็นกลไกที่มาพร้อมระบบคลัตช์แนวตั้งและคอลัมน์วีลในตัว โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้จดสิทธิบัตรกลไกคลัตช์นี้ที่ลดความซับซ้อนของโครงสร้างกลไก ลดจำนวนชิ้นส่วน และขจัดการเคลื่อนไหวที่ ไม่จำเป็นออกไป ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิกาโครโนกราฟที่แข็งแรง ทนทาน และตอบสนองได้ดี ใช้แรงกดน้อยลงในการกด ปุ่มเพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น
กลไกนี้สามารถสำรองพลังงานได้ 55 ชั่วโมง และยังมาพร้อมกับฟังก์ชันแสดงวันที่แบบกระโดดทันที รวมถึงการจัดวางหน้าปัดย่อยแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความชัดเจนในการอ่านเวลา ทั้งนี้คาลิเบอร์ 6401 จะถูกบรรจุไว้ใน คอลเลกชัน Royal Oak Offshore ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและสอดคล้องกันของคอลเลกชันต่าง ๆ ของแบรนด์
ความประณีตพิถีพิถัน
และความสง่างามทีใ่ช้ประโยชน์ได้จริง
การเปิดตัวคาลิเบอร์ 6401 นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงสุนทรียะอย่างมีนัยสำคัญสำหรับนาฬิการุ่น Royal Oak ขนาด 38 มิลลิเมตร ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ฝาหลังประดับแซฟไฟร์ที่เผยให้เห็นความซับซ้อนของกลไก ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเชื่อมโยงกับหัวใจของนาฬิกาโดยตรง จากด้านหลังของนาฬิกาโรเตอร์แบบโมโนบล็อกเผยให้เห็นงานตกแต่งที่งดงาม ของกลไกอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นงานขัดลายวงกลมวน (Côtes de Genève) หรืองานขัดแบบซาตินสลับกับการขัดเงาลบมุม
การจัดวางหน้าปัดก็ได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีความสมมาตรมากขึ้นและอ่านเวลาได้ง่ายยิ่งขึ้น ช่องแสดงวันที่ถูก ขยับมาให้อยู่ตรงกลางมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างเครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงต˚าแหน่ง 4 และ 5 นาฬิกา สิ่งที่แตกต่างไป จากคาลิเบอร์ 2385 ก็คือ ส˚าหรับคาลิเบอร์นี้ หน้าปัดย่อยนับนาทีจะอยู่ที่ต˚าแหน่ง 9 นาฬิกา ส่วนหน้าปัดย่อยนับชั่วโมง จะอยู่ที่ต˚าแหน่ง 3 นาฬิกา เพื่อให้เกิดความสมดุลทางสายตาที่ดีขึ้น

นาฬิกาเรือนนี้ยังคงรักษาอัตราส่วนของรุ่นก่อนหน้าเอาไว้ โดยมีความหนา 11 มิลลิเมตร ทั้งนี้เพื่อรองรับกลไกใหม่โดย ไม่ลดทอนความสะดวกสบายในการสวมใส่หรือขนาด แต่ละรุ่นใน 3 เรือนใหม่ เผยให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนเหล่านี้ผ่าน มุมมองเรื่องสไตล์ในแบบแตกต่างกัน หน้าปัด “Bleu Nuit, Nuage 50” Grande Tapisserie อันเป็นเอกลักษณ์ ถูกน˚ามาจับคู่กับตัวเรือนและสายนาฬิกาสแตนเลสสตีล เพื่อเป็นการยกย่องรหัสดีไซน์แบบดั้งเดิมของ Royal Oak ที่ดู หรูหราแบบสปอร์ตเหนือกาลเวลา โมเดลนี้รักษาความงดงามในแบบเดียวกับเวอร์ชันปัจจุบัน โดยเพิ่มฝาหลังประดับ แซฟไฟร์และช่องแสดงวันที่ระหว่างเครื่องหมายบอกเวลาในต˚าแหน่งที่อยู่ตรงกลางมากขึ้น
รุ่นพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเทาเข้มตัดกับหน้าปัดย่อยโทนสีเงิน การเลือกผสมเฉดสีทองที่แลดูอบอุ่น และสีเทาเย็นตา ช่วยเพิ่มมิติของความลึกและความชัดเจนในการอ่านเวลา ส่วนเข็มนาฬิกาและเครื่องหมายบอกหลัก ชั่วโมงสีพิ้งค์โกลด์ ช่วยเพิ่มความหรูหราและความกลมกลืนให้นาฬิกาทั้งเรือน
ส่วนเรือนที่สามเป็นการผสมผสานการใช้ตัวเรือนพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัตเข้ากับหน้าปัดโทนสีแซนด์โกลด์ หน้าปัดย่อยสี เงิน และขอบตัวเรือนประดับเพชร ซึ่งช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับโทนสีอ่อน เผยความสง่างามและความเชี่ยวชาญทาง เทคนิคได้อย่างโดดเด่น
ROYAL OAK CHRONOGRAPH
เปิดประวัติศาสตร์บทใหม่
นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1972 นาฬิการุ่น Royal Oak ได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมการสร้างสรรค์เรือนเวลาชั้นสูง ผลงานที่ออกแบบโดยเจอรัลด์ เกนตา (Gérald Genta) ชิ้นนี้นำเสนอแนวคิดของการสร้างสรรค์นาฬิกาสตีลสไตล์ สปอร์ตคุณภาพสูง เปลี่ยนนาฬิกาเพื่อการใช้งานทั่วไป ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสถานะและสไตล์อันโดดเด่น นาฬิกา Royal Oak Chronograph ที่เปิดตัวในวาระครบรอบ 25 ปีของคอลเลกชัน Royal Oak เพิ่มรายละเอียดของความมีชีวิตชีวาและความซับซ้อนให้กับคอลเลกชัน พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้ชื่นชอบนาฬิการุ่นใหม่ด้วย
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Royal Oak Chronograph ได้มีการพัฒนาหลายครั้ง ทั้งการออกแบบตัวเรือนใหม่ในปี 2008 (Ref. 26300) เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้าง 3 ส่วนของคอลเลกชัน Royal Oak Offshore จากนั้นในปี 2012 ขนาดของตัวเรือนถูกขยายเพิ่มขึ้นเป็น 41 มิลลิเมตร (Ref. 26320) พร้อมรูปแบบหน้าปัดที่ดูคลาสสิกขึ้น ในสัดส่วนที่ ประณีตยิ่งขึ้น จากนั้นอีก 5 ปีต่อมาก็มีการปรับโฉมครั้งใหญ่ (Ref. 26331) โดยเพิ่มขนาดหน้าปัดย่อย ขยับตำแหน่ง ช่องแสดงวันที่ และนำเสนอดีไซน์ที่ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
ในปี 2019 นาฬิกา Royal Oak Chronograph ขนาด 38 มิลลิเมตร (Ref. 26315) กลับมาใช้ขนาดที่ใกล้เคียงกับ ขนาดของรุ่น “Jumbo” ของ Royal Oak รุ่นดั้งเดิม ทำให้มีขนาดกะทัดรัดและสมดุลกว่านาฬิกาโครโนกราฟรุ่นที่มี ขนาดใหญ่ ดีไซน์หน้าปัดย่อยแบบสมมาตรสะท้อนถึงดีไซน์ของรุ่น Ref. 25860 ดั้งเดิมที่เปิดตัวในปี 1997 กับตัว เรือนขนาด 39 มิลลิเมตร ในขณะที่การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยบนหน้าปัดและสายนาฬิกาทำให้รูปลักษณ์ของนาฬิกา ยังมีความทันสมัย
ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ในวาระครบรอบ 150 ปีของโอเดอมาร์ ปิเกต์ นาฬิการุ่น Royal Oak Extra-Thin Selfwinding Flying Tourbillon Chronograph RD#5 ขนาด 39 มิลลิเมตร (Ref. 26545, คาลิเบอร์ 8100) ได้ยกระดับนาฬิกา โครโนกราฟให้เข้ากับยุคสมัยใหม่มากขึ้น ด้วยตัวเรือนที่บางเฉียบและปุ่มกดที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่าย ด้วยแรงบันดาลใจจากระบบสัมผัสของสมาร์ทโฟน จึงมอบประสบการณ์การใช้งานที่ง่ายและราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้
จากภาพร่างเดิมของเจอรัลด์ เกนตา มาจนถึงกลไกโครโนกราฟที่พัฒนาขึ้นเองภายใน ปัจจุบันนาฬิการุ่น Royal Oak ยังคงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมรักษาเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเอาไว้ กลไกล่าสุดที่กำหนดทิศทางใหม่ให้กับนาฬิกา Royal Oak Chronograph ในขนาด 38 มิลลิเมตรนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันหยุดนิ่งของโอเดอมาร์ ปิเกต์ ในการแสวงหาความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์เรือนเวลา
“การมาถึงของคาลิเบอร์ 6401 สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการ สร้างสรรค์นวตักรรมกลไก และความตั้งใจที่
จะรังสรรค์กลไกที่ทั้งประณีตและแข็งแกร่ง”
ลูคัส แรกกี (Lucas Raggi)
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอุตสาหกรรม โอเดอมาร์ ปิเกต์ กล่าว
Join the discussion @Audemars Piguet
Follow us on #Audemars Piguet
Facebook https://www.facebook.com/audemarspiguet
Instagram https://www.instagram.com/audemars piguet
Line: https://aplb.ch/Line
LinkedIn https://www.linkedin.com/company/audemars-piguet
Pinterest https://www.pinterest.com/audemarspiguet/
TikTok https://www.tiktok.com/@audemars piguet
WeChat: https://aplb.ch/WeChat
Weibo https://www.weibo.com/audemarspiguetchina
X https://x.com/Audemars Piguet
Youku https://www.youku.com/profile/index/?uid=UNDMwNjcyODQ4
YouTube https://www.youtube.com/c/audemarspiguet
About Audemars Piguet
โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์นาฬิกาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องบอกเวลาชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งยังคง ดําเนินธุรกิจสืบทอดกันในครอบครัวผู้ก่อตั้งมาจวบจนปัจจุบัน (ตระกูลโอเดอมาร์และตระกูลปิเกต์) นับตั้งแต่ปี 1875 โอเดอมาร์ ปิ เกต์ยังคงผลิตเครื่องบอกเวลาที่เมืองเลอ บราซูส์ (Le Brassus) โดยสืบสานฝีมือการทํางานของช่างผู้เชี่ยวชาญจากรุ่นสู่รุ่น พร้อม ทั้งพัฒนาทักษะและเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อขยายขอบเขตความชํานาญที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถอันนําไปสู่การก้าวข้าม ขีดจํากัดที่เคยมีอย่างต่อเนื่อง โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้สร้างสรรค์เรือนเวลาหรูหราแห่งประวัติศาสตร์มากมาย ณ วัลเลย์ เดอ ฌซ์ (Vallée de Joux) หนึ่งในต้นกําเนิดของศาสตร์การผลิตนาฬิกาข้อมือชั้นนําใจกลางสวิตเซอร์แลนด์ และสถานที่ซึ่งเผยให้เห็น เอกลักษณ์ความเชี่ยวชาญของคนรุ่นก่อนซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณอันก้าวหน้าอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง โอเดอมาร์ ปิเกต์พร้อมแบ่งปัน ความหลงใหลและความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ผลงานให้กับผู้ที่รักเครื่องบอกเวลาทั่วโลกภายใต้ภาษาแห่งอารมณ์ ผ่านการ แลกเปลี่ยนคุณค่าที่หลากหลายในสายงานสร้างสรรค์ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจออกไปยังผู้คนทั่วทุกมุมโลก
The Beat Goes On www.audemarspiguet.com
4 ก.พ. 2569
4 ก.พ. 2569
4 ก.พ. 2569