Last updated: 13 พ.ค. 2569 | 18 จำนวนผู้เข้าชม |
ทุกแนวคิดย่อมมีบทสรุปในตัวเอง และกับ UR-10 SpaceMeter Blue รุ่นสุดท้ายจำนวน 25 เรือนนี้ URWERK ไม่ได้เป็นเพียงการปิดฉากอีกหนึ่งบทของแบรนด์ หากแต่คือการผนึกจุดสูงสุดของการสำรวจทางการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง ที่ซึ่ง “เวลา” ไม่ได้ถูกวัดอีกต่อไป แต่หลอมรวมเข้ากับ “อวกาศ” อย่างสมบูรณ์
UR-10 ของ URWERK ไม่เคยเป็นนาฬิกาในความหมายดั้งเดิมของคำนี้ หากแต่มันคือเครื่องมือแห่งการตระหนักรู้ถึงจักรวาล วัตถุกลไกที่คอยย้ำเตือนว่า โลกของเราไม่ได้เป็นเพียงผู้กำหนดจังหวะของการดำรงอยู่เท่านั้น แต่ยังดำเนินไปตามจังหวะของตัวเอง หมุนรอบแกน โคจรรอบดวงอาทิตย์ และพุ่งทะยานผ่านห้วงจักรวาลอย่างไม่หยุดนิ่ง
UR-10 ถูกสร้างขึ้นเพื่อเผยให้เห็นทุกการสั่นไหวของการเคลื่อนไหวนั้น เชื่อมโยง “เวลา” เข้ากับแรงขับเคลื่อนอันมองไม่เห็นที่ค้ำจุนการดำรงอยู่ของมนุษยชาติทั้งหมด มันไม่ได้นำ “เวลาของโลก” มาไว้บนข้อมือผู้สวมใส่ หากแต่นำ “ตัวโลก” ในการเคลื่อนไหวจริงมาถ่ายทอดไว้ วินาทีต่อวินาที กิโลเมตรต่อกิโลเมตร

หน้าปัดทรงกลมที่สะท้อนแนวคิดของ URWERK
UR-10 SpaceMeter ครองตำแหน่งอันพิเศษในประวัติศาสตร์ของ URWERK ตั้งแต่แรกเห็น หน้าปัดทรงกลมมอบภาพลักษณ์ที่เกือบจะคลาสสิกให้กับนาฬิกาเรือนนี้ และนั่นเองคือหัวใจของความขบถในแบบของมัน รูปทรงภายนอกสร้างความรู้สึกคุ้นเคยเพียงชั่วขณะ ก่อนที่หน้าที่การทำงานจะดึงสายตาไปสู่อีกทิศทางในทันที
เพราะ UR-10 คือผลงานแห่งความขัดแย้งในตัวเอง เป็นทั้งนาฬิกาที่ “ดูเป็น URWERK น้อยที่สุด” และ “เป็น URWERK อย่างถึงที่สุด” พร้อมกันในทุกคอลเลกชัน เป็นเรือนที่ชวนสับสนที่สุดในรูปลักษณ์ แต่ซื่อสัตย์ต่อแก่นแท้ของแบรนด์มากที่สุดเช่นกัน ด้วยหน้าปัดหลักที่เสริมด้วยหน้าปัดย่อย 3 ตำแหน่ง UR-10 จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือสำหรับวัดระยะทางที่โลกของเราเดินทางผ่านกาลอวกาศ โดยหน้าปัดย่อยทั้ง 3 ตำแหน่งมีดังนี้
· ตำแหน่ง 2 นาฬิกา - หน้าปัดย่อย EARTH แสดงทุกระยะ 10 กิโลเมตรที่โลกหมุนรอบตัวเอง โดยแบ่งสเกลละเอียดทุก 500 เมตร
· ตำแหน่ง 4 นาฬิกา - หน้าปัดย่อย SUN บันทึกทุกระยะ 1,000 กิโลเมตรที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยแบ่งสเกลทุก 20 กิโลเมตร
· ตำแหน่ง 9 นาฬิกา - หน้าปัดย่อย ORBIT ผสานทั้งสองเส้นทางการเคลื่อนที่ แสดงระยะ 1,000 กิโลเมตรจากการหมุนของโลก และ 64,000 กิโลเมตรจากการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ผ่านสเกลคู่ที่ทำงานสอดประสานกัน
UR-10 ไม่ได้เพียงทำหน้าที่บอกชั่วโมงและนาที หากแต่ถ่ายทอดมุมมองที่เปลี่ยนนาฬิกาให้กลายเป็นระบบจำลองการเคลื่อนที่ของโลก การอ่านเวลาจึงแทบกลายเป็นเรื่องรอง ผู้สวม UR-10 ไม่ได้เผชิญเพียงลำดับของช่วงเวลาอีกต่อไป แต่ถูกวางไว้ภายในการเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่ที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลา นาฬิกาไม่ได้เพียงบอกว่า “ตอนนี้ 10 โมง” หากกำลังกล่าวว่า “นี่คือตำแหน่งของคุณภายในกลไกอันมหึมาของโลก”
Martin Frei ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ URWERK กล่าวว่า “เวลาไม่ใช่สิ่งที่เรายืนมองอยู่ภายนอก แต่คือสิ่งที่เราอาศัยอยู่ภายใน สำหรับ UR-10 เราต้องการขยายมุมมองนั้น เพื่อย้ำเตือนว่าเราทุกคนกำลังอาศัยอยู่บนวัตถุท้องฟ้าที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา และรุ่นสีน้ำเงินรุ่นสุดท้ายนี้ก็ดูเหมาะสมที่สุดสำหรับเรา เพราะมันพานาฬิกาเรือนนี้กลับไปสู่บริบทที่แท้จริงของมันโดยธรรมชาติ นั่นคืออวกาศ”

การหมุนของโลกบนฝาหลัง
ด้านหลังตัวเรือน เข็มแบบวงรอบจะแสดงชั่วโมงบนสเกล 24 ชั่วโมง สื่อถึงการหมุนครบรอบของโลก ฝาหลังได้รับการสลักสัญลักษณ์แทนการหมุนของโลกและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ แทน “Rotation” (โลก) และ “Revolution” (ดวงอาทิตย์) โดย Rotation อ่านตามเข็มนาฬิกา ส่วน Revolution อ่านทวนเข็มนาฬิกา ทำให้ฝาหลังของ UR-10 SpaceMeter เปรียบเสมือนแผนที่จักรวาลขนาดพกพาบนมาตราส่วน 24 ชั่วโมง การแสดงผลทั้งสาม Hours, Rotation และ Revolution เปิดโอกาสให้ตีความได้ทั้งในเชิงกวีและเชิงวิทยาศาสตร์ สามหน่วยพื้นฐาน สามความจริงทางฟิสิกส์ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านกลไกการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง
อีกหนึ่งพัฒนาการด้านการประดิษฐ์นาฬิกาที่เกี่ยวข้องกับ UR-10 คือการเพิ่มระบบ Double Flow Turbine ซึ่งต่อยอดมาจากระบบไขลานอัตโนมัติที่ขึ้นลานทิศทางเดียวของ URWERK กังหันที่จดสิทธิบัตรนี้ประกอบด้วยใบพัดสองชุดซ้อนกัน และหมุนสวนทางกัน
เมื่อกลไกอัตโนมัติไม่ได้หมุนในทิศทางการขึ้นลาน ความเร็วสูงของโรเตอร์จะสร้างแรงกดและภาระอย่างมากต่อระบบ กลไก Double Turbine จึงสร้างกระแสอากาศระหว่างใบพัดทั้งสองชุดเพื่อลดความเร็วในการหมุน และช่วยรักษาความสมบูรณ์ของกลไกภายในเอาไว้ ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของใบพัดเหล่านี้ยังสร้างภาพที่ชวนสะกดสายตาราวกับการเคลื่อนไหวแบบสะกดจิตอีกด้วย

มรดกที่ได้รับการตีความขึ้นใหม่
UR-10 ได้รับแรงบันดาลใจจากเหล่าปรมาจารย์แห่งอดีต รวมถึงมรดกที่ใกล้ชิดยิ่งกว่า นั่นคือเรื่องราวของ Gérard Baumgartner บิดาของ Felix Baumgartner ผู้เป็นช่างบูรณะนาฬิกาโบราณ ซึ่งค้นพบและฟื้นฟูนาฬิกาลึกลับของ Gustave Sandoz ที่มาพร้อมหน้าปัดดาราศาสตร์สามชุด
จิตวิญญาณของ UR-10 จึงถือกำเนิดจากนาฬิกาในตำนานเรือนนี้ ที่ถูกส่งต่อจากพ่อสู่ลูก และเช่นเดียวกับทุกผลงานของ URWERK กลไกไม่เคยถูกสร้างขึ้นเพื่อการตกแต่ง หากแต่ทำหน้าที่รับใช้แนวคิด และทำให้สิ่งที่เดิมเป็นเพียงนามธรรม กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง
จุดจบ และจุดเริ่มต้นของตำนาน
UR-10 SpaceMeter Blue จึงเป็นรุ่นสุดท้าย และเป็นบทสรุปตามธรรมชาติของแนวคิดที่ถูกผลักดันไปสู่ความเข้มข้นสูงสุด ที่ซึ่งเวลาไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกวัดอีกต่อไป แต่คลี่ตัวออกภายในอวกาศ
นาฬิการุ่นนี้ปิดฉากคอลเลกชัน “10” อย่างสมบูรณ์ และสำหรับ URWERK เมื่อผลงานใดออกจากสายการผลิต มันไม่ได้เลือนหายไป หากแต่ก้าวเข้าสู่คลัง The Legends ของแบรนด์โดยทันที
13 พ.ค. 2569
13 พ.ค. 2569
13 พ.ค. 2569
13 พ.ค. 2569