Last updated: 18 มิ.ย. 2569 | 301 จำนวนผู้เข้าชม |
ที่ Ulysse Nardin เราเชื่อในการคิดต่าง และเชื่อว่าความก้าวหน้าเกิดขึ้นได้เมื่อเราก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ นับตั้งแต่ปี 1846 เราได้ผลักดันศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาด้วยเทคโนโลยีบุกเบิกและงานฝีมืออันไร้ผู้เปรียบ
เกิดขึ้นจากแนวคิดของ Dr. Ludwig Oechslin (ดร.ลุดวิก เอิคสลิน) ในปี 2001 Freak ของ Ulysse Nardinได้ทำลายกรอบความคิดเดิมของวงการด้วยการออกแบบอันปฏิวัติวงการที่ปราศจากเข็มนาฬิกา ไม่มีหน้าปัด และไม่มีเม็ดมะยม เมื่อผสานเข้ากับกลไกอันล้ำสมัยและการบุกเบิกการใช้เทคโนโลยีซิลิคอน จึงกลายเป็นนาฬิกาที่นิยามความหมายใหม่ให้กับการประดิษฐ์นาฬิการ่วมสมัย นับแต่นั้น Freak ได้ขับเคลื่อนนวัตกรรมตลอดระยะเวลา 25 ปี ผ่านสิทธิบัตร 35 รายการและคาลิเบอร์ 17 รุ่น จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของการประดิษฐ์นาฬิกายุคใหม่ เป็นหนึ่งในผลงานที่แหวกขนบที่สุดในโลกโฮโรโลจี และเป็นนาฬิกาแสดงเวลาอย่างเดียวที่มีกลไกซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างขึ้น
ในปี 2019 Freak X ได้ท้าทายหลักการพื้นฐานของ Freak ดั้งเดิม ด้วยการเป็น “Freak ที่มีเม็ดมะยม” ขนาดกะทัดรัดขึ้น ใช้งานได้อเนกประสงค์มากขึ้น และถูกสร้างขึ้นเพื่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังคงยึดมั่นในสถาปัตยกรรม Flying Carousel อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งตัวกลไกทำหน้าที่บอกเวลาโดยตรง
ปี 2026 ถือเป็นวาระสำคัญสองประการของ Ulysse Nardin ได้แก่ การครบรอบ 180 ปีของแบรนด์ และครบรอบ 25 ปีของ Freak เพื่อเฉลิมฉลองทั้งสองโอกาส Manufacture ได้เปิดตัวปีแห่งนวัตกรรม Freak รุ่นใหม่ พร้อมสานต่อจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการปรับโฉม Freak X ใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องอาศัยเวลากว่า 2 ปีในการพัฒนาโดยทีมวิศวกรและนักออกแบบของ Ulysse Nardin
ด้วยการออกแบบที่กะทัดรัดยิ่งขึ้น วิศวกรรมที่ล้ำหน้ากว่าเดิม และการเก็บรายละเอียดงานตกแต่งที่ประณีตขึ้น Freak X รุ่นใหม่จึงหลอมรวมการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมถูกออกแบบมาเพื่อการสวมใส่ทุกวันอย่างแท้จริง

วิวัฒนาการของไอคอนกับชุดกลไกใหม่ทั้งหมด
สำหรับนักสะสมนาฬิกา Freak คือชื่อที่แทบไม่ต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม เอกลักษณ์ของมันอยู่ที่สถาปัตยกรรม Flying Carousel ซึ่งตัวกลไกทำหน้าที่บอกเวลาโดยตรง โดยชุดคารูเซลหมุนครบหนึ่งรอบทุก 60 นาทีเพื่อแสดงนาที ขณะที่ชั่วโมงจะแสดงผ่านตัวชี้บนจานหมุนอีกชุดหนึ่ง คำว่า “Flying” หมายถึงการทำงานโดยไม่มีสะพานจักรด้านบนคอยยึด จึงทำให้กลไกทั้งชุดถูกแขวนลอยและมองเห็นได้อย่างเต็มตา สร้างมิติทางกลไกอันน่าตื่นตาตั้งแต่แรกเห็นบนข้อมือ
Freak X เจเนอเรชันล่าสุดนี้ Ulysse Nardin ได้พัฒนากลไกอินเฮาส์ใหม่ทั้งหมดในชื่อ UN-232 ซึ่งบางลง ฉลาดขึ้น และล้ำหน้าทางกลไกยิ่งกว่าเดิม กลไกชุดใหม่นี้มีขนาดกะทัดรัดกว่ารุ่นก่อนหน้า ทำให้สามารถบรรจุอยู่ภายในตัวเรือนขนาด 41 มิลลิเมตรที่ได้รับการออกแบบใหม่ (ลดลงจาก 43 มิลลิเมตร) พร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรง Glassbox รูปแบบใหม่ นอกเหนือจากมิติที่เล็กลงแล้ว สถาปัตยกรรมของกลไกยังถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดด้วยแนวคิดแบบโมดูลาร์และชาญฉลาดยิ่งขึ้น ทำให้สามารถรองรับการสร้างสรรค์จานแสดงชั่วโมงด้วยงานศิลป์แขนงต่าง ๆ ได้หลากหลายกว่าเดิม
เป็นครั้งแรกใน Freak X ที่กลไกมาพร้อมระบบเอสเคปเมนต์ DIAMonSIL ซึ่งช่วยยกระดับทั้งความเที่ยงตรง ประสิทธิภาพ และความทนทาน เทคโนโลยีพื้นผิวขั้นสูงนี้ทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกัน เพิ่มความแข็งแกร่งและความต้านทานต่อแรงเค้นทางกลให้กับหนึ่งในชิ้นส่วนที่ต้องรับภาระการทำงานหนักที่สุดของกลไก ซึ่งต้องเผชิญแรงกระแทกมากกว่า 250 ล้านครั้งต่อปี นอกจากนี้ Freak X ยังติดตั้งจักรกลอกซิลิคอนขนาดใหญ่พิเศษและสปริงจักรกลอกซิลิคอน ซึ่งผลิตโดย SIGATEC ห้องปฏิบัติการซิลิคอนของ Ulysse Nardin
กลไกชุดนี้ยังได้รับประโยชน์จากระบบไมโครวิศวกรรมขั้นสูงอีก 3 ระบบ ซึ่งผลิตด้วยค่าความคลาดเคลื่อนระดับไมครอน และได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อลดเสียงรบกวนและแรงเสียดทานตลอดชุดควบคุมการเดินของกลไก พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งผ่านพลังงาน ต่อยอดจากสิทธิบัตร Freak ทั้งหมด 35 รายการ คาลิเบอร์ UN-232 รุ่นใหม่นี้ผสานสิทธิบัตรสำคัญ 5 รายการ ได้แก่ เอสเคปเมนต์ DIAMonSIL, สปริงจักรกลอกซิลิคอนชดเชยอุณหภูมิ, รูปทรงสปริงจักรกลอกแบบ Ovoid, ระบบเพิ่มประสิทธิภาพจุดสัมผัสของแกนหมุน และโซลูชันการประกอบชิ้นส่วนซิลิคอนตามแนวแกน เช่นเดียวกับกลไกทั้งหมดได้รับการผลิตและประกอบภายในโรงงานของ Ulysse Nardin ที่เมือง La Chaux-de-Fonds ตั้งแต่ต้นจนจบโดยช่างนาฬิกาเพียงคนเดียว กระบวนการประกอบต้องอาศัยความแม่นยำ ความอดทน และความเชี่ยวชาญในระดับสูง แม้จะมีสถาปัตยกรรมที่กะทัดรัดลง แต่กลไกยังคงมอบพลังงานสำรองได้นานถึง 72 ชั่วโมง

ตัวเรือนที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด
Freak X รุ่นใหม่มาพร้อมสถาปัตยกรรมตัวเรือนที่ได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมด เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์แบบ Freak สู่การสวมใส่ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ลดทอนอัตลักษณ์อันโดดเด่นของนาฬิกาแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับ Freak X รุ่นดั้งเดิม ทุกสัดส่วนได้รับการปรับปรุงอย่างพิถีพิถัน เส้นผ่านศูนย์กลางลดจาก 43 มิลลิเมตรเหลือ 41 มิลลิเมตร ระยะ Lug-to-Lug ลดจาก 49.6 มิลลิเมตรเหลือ 47.3 มิลลิเมตร และความหนาลดจาก 10.7 มิลลิเมตรเหลือ 10.3 มิลลิเมตร (13.6 มิลลิเมตรเมื่อรวมกระจก)
เป็นครั้งแรกในตระกูล Freak ที่ระบบไขลานอัตโนมัติขับเคลื่อนด้วยไมโครโรเตอร์ ซึ่งได้รับการบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกอย่างสมบูรณ์ เพื่อรักษาความกะทัดรัดของโครงสร้างพร้อมมอบประสิทธิภาพการขึ้นลานในระดับสูง
โครงสร้างตัวเรือนเองก็ได้รับการพัฒนาเช่นกัน ต่างจาก Freak X รุ่นก่อนหน้าที่ใช้สถาปัตยกรรมไทเทเนียมแบบโมดูลาร์ รุ่นใหม่นี้สร้างขึ้นบนตัวเรือนแบบ Monobloc ที่ผลิตจากสเตนเลสสตีลรีไซเคิล 80% หรือพิงก์โกลด์ทั้งตัวเรือน สถาปัตยกรรมใหม่นี้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง พร้อมเสริมเสถียรภาพด้านอะคูสติกด้วยการลดการส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนทางกลภายในตัวเรือน ผนึกกระจกแซฟไฟร์ทรง Glass Box ที่พัฒนาขึ้นใหม่ยังช่วยยกระดับประสบการณ์การมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น ทั้งลุ่มลึกและมีมิติทางสถาปัตยกรรมมากกว่าเดิม พร้อมขยายความโดดเด่นของกลไก Flying Carousel ให้ปรากฏอย่างชัดเจน เปิดมุมมองแบบพาโนรามาสู่กลไกทรงบาแกตต์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Freak ขณะกำลังเคลื่อนไหว
ประสิทธิภาพการกันน้ำที่ดียิ่งขึ้น
ในฐานะผลลัพธ์ของการผสานการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง Freak X รุ่นใหม่มาพร้อมเม็ดมะยมแบบขันเกลียวและความสามารถในการกันน้ำลึก 100 เมตร ซึ่งถือเป็นพัฒนาการทางวิศวกรรมครั้งสำคัญเพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมเชิงกลไกและความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น นาฬิการุ่นนี้จึงพร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉง โดยยังคงรักษาความประณีตและความสง่างามไว้ได้อย่างครบถ้วน
งานตกแต่งที่ยกระดับขึ้น
Ulysse Nardin ได้ยกระดับมาตรฐานงานตกแต่งและรายละเอียดในทุกส่วนของนาฬิกาใน Freak X รุ่นใหม่ให้สูงขึ้นไปอีกขั้น โดยทุกองค์ประกอบของ Freak X ตั้งแต่กลไก ตัวเรือน ไปจนถึงสายโลหะ ล้วนได้รับการรังสรรค์ตามมาตรฐานของการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง ผสานความแม่นยำทางกลไกเข้ากับพลังแห่งงานออกแบบที่โดดเด่น พื้นผิวที่ตัดสลับระหว่างการขัดซาติน การขัดเงา และการเก็บรายละเอียดด้วยมือ ช่วยสร้างมิติ แสงเงา และความเคลื่อนไหวให้กับนาฬิกาทั้งเรือน ตอกย้ำสถานะของ Freak X ในฐานะเครื่องบอกเวลาชั้นสูงที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของสถาปัตยกรรมเชิงเทคนิค
หลักชั่วโมงและนาที รวมถึงสะพานจักรกลอก ได้รับการลบมุมและขัดแต่งด้วยมือ เพื่อเน้นย้ำความงดงามเชิงสถาปัตยกรรมของกลไก ตัวนาฬิกายังมาพร้อมหลักชั่วโมงแบบติดตั้งแยกชิ้นเคลือบสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนว่า สีขาว ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งมิติ ความชัดเจนในการอ่านเวลา และความโดดเด่นสามมิติให้กับองค์ประกอบต่างๆ ฝาหลังแบบโปร่งใสเผยให้เห็นสถาปัตยกรรมด้านหลังของคาลิเบอร์ โดยพื้นผิวที่สลับระหว่างการขัดซาติน การตกแต่งแบบ Grain และการขัดเงา ช่วยเน้นรูปทรงประติมากรรมของทั้งกลไกและตัวเรือน
อีกหนึ่งองค์ประกอบใหม่คือไมโครโรเตอร์พิงก์โกลด์ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ผ่านฝาหลัง โดยถูกแขวนลอยอยู่ระหว่างทับทิมสังเคราะห์ เพิ่มทั้งความอบอุ่นทางสายตาและความแตกต่างเชิงกลไกภายในสถาปัตยกรรมอันล้ำสมัยของกลไก ไมโครโรเตอร์พิงก์โกลด์ถูกจัดวางอยู่ภายในโครงสร้างสะพานคู่ที่มีความสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ สะท้อนรูปทรงของตลับลานที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ขณะที่ทั้งสององค์ประกอบได้รับการตกแต่งด้วยลวดลาย Colimaçon อย่างประณีต

ทางเลือกสายรูปแบบใหม่
Freak X รุ่นใหม่ Ulysse Nardin มาพร้อมการเปิดตัวระบบสายแบบถอดเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว (Quick-Release Interchangeable Strap System) ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนสายได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือความช่วยเหลือจากช่างผู้ชำนาญ ระบบมาพร้อมสายประเภทต่างๆ ที่มีให้เลือกถึง 9 รูปแบบ ครอบคลุมทั้งสายโลหะ สายยาง และสายหนัง มอบความยืดหยุ่นในการใช้งานที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในโอกาสทางการ ลุคร่วมสมัย หรือกิจกรรมเชิงสปอร์ต
สายโลหะแบบบูรณาการใหม่ผลิตจากสเตนเลสสตีลรีไซเคิล 80% และใช้ภาษาการตกแต่งเดียวกับตัวเรือน ด้วยการผสานพื้นผิวขัดซาตินเข้ากับขอบที่ขัดเงาอย่างประณีต โครงสร้างแบบ Integrated ช่วยสร้างความต่อเนื่องทางสายตาและมอบความสบายสูงสุดบนข้อมือ ขณะที่ระบบ Micro-Adjustment ขนาด 2 มิลลิเมตรทั้งสองด้าน ช่วยให้ปรับความกระชับได้อย่างละเอียดตลอดทั้งวัน
18 มิ.ย. 2569
18 มิ.ย. 2569
18 มิ.ย. 2569