Last updated: 26 มิ.ย. 2569 | 43 จำนวนผู้เข้าชม |
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน เวลา 13.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น Jannik Sinner (ยานนิค ซินเนอร์) Rolex Testimonee จะเป็นนักเทนนิสคนแรกที่ก้าวลงสู่เซ็นเตอร์คอร์ต เพื่อเปิดฉากการแข่งขัน The Championships, Wimbledon 2026 โดยซินเนอร์ยังเป็นนักเทนนิสชาวอิตาลีเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่นี้
การกลับคืนสู่เวทีอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของวงการเทนนิสในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นภารกิจป้องกันแชมป์ประเภทชายเดี่ยว ซึ่งเขาคว้าไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อฤดูร้อนปีที่ผ่านมา
ซินเนอร์กล่าวว่า “สำหรับผม การได้เป็นคนแรกที่ก้าวลงสู่เซ็นเตอร์คอร์ตคือช่วงเวลาที่ทำให้ขนลุก บรรยากาศของคอร์ตแห่งนี้มีความพิเศษ แตกต่างจากสนามเทนนิสทุกแห่งในโลก ผมไม่เคยฝันเลยว่าสักวันหนึ่งจะเป็นตัวเองที่ได้ก้าวลงบนสนามหญ้าแห่งนี้ และเข้าสู่เวทีอันยิ่งใหญ่เพื่อแข่งขันแมตช์แรกของวิมเบิลดัน”
ธรรมเนียมที่สงวนไว้สำหรับแชมป์เก่าประเภทชายเดี่ยวให้เป็นผู้ลงแข่งขันในเซ็นเตอร์คอร์ตเป็นคนแรก ถือเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญที่ Rolex ดูแลในฐานะผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของวิมเบิลดันมาตั้งแต่ปี 1978 อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญในเส้นทางอาชีพของนักเทนนิส เพราะเป็นรางวัลแห่งความมุ่งมั่น ความทุ่มเท และความเชื่อมั่นในตนเอง ที่หล่อหลอมจนสามารถก้าวขึ้นคว้าแชมป์การแข่งขันเทนนิสอันทรงเกียรติที่สุดของโลก
Stefan Edberg (สเตฟาน เอ็ดเบิร์ก) Rolex Testimonee อีกหนึ่งผู้เคยสัมผัสเกียรติยศนี้ หลังคว้าแชมป์วิมเบิลดันได้สองสมัยในปี 1988 และ 1990 ด้วยสไตล์การเล่นแบบเสิร์ฟและวอลเลย์อันโดดเด่น กล่าวถึงช่วงเวลานั้นว่า “วิมเบิลดันคือเมกกะแห่งวงการเทนนิส ดังนั้นการได้เป็นคนแรกที่เดินลงสู่เซ็นเตอร์คอร์ตจึงเป็นเกียรติอย่างยิ่ง นับเป็นธรรมเนียมที่ยอดเยี่ยม และเป็นความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความคาดหวังต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังจากนั้น ในช่วงเวลานั้นเอง สนามหญ้าจะเขียวสดที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์”
จากการเล่นแบบเสิร์ฟและวอลเลย์ของเอ็ดเบิร์ก สู่แบ็กแฮนด์มือเดียวอันสง่างามของ Pat Rafter (แพ็ต ราฟเตอร์), Justine Henin (จัสติน เอแน็ง) และ Roger Federer (โรเจอร์ เฟเดอเรอร์) เหล่า Rolex Testimonees ต่างร่วมสร้างผลงานอันน่าจดจำบนคอร์ตหญ้าผ่านหลายยุคหลายสมัย
ในปี 2025 Iga Świątek (อีกา ชฟียงเท็ก) สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการคว้าแชมป์หญิงเดี่ยววิมเบิลดัน หลังจากปรับเทคนิคการเล่นให้เหมาะกับคอร์ตหญ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ เธอกลายเป็นนักเทนนิสชาวโปแลนด์คนแรกที่ชูถ้วย Venus Rosewater Dish พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ Grand Slam® ครบทั้งสามพื้นผิวการแข่งขัน

ในฐานะ Rolex Testimonee ซึ่งจะลงแข่งขันบนเซ็นเตอร์คอร์ตในวันที่สองของการแข่งขันปีนี้ ชฟียงเท็กกล่าวว่า “การได้ชูถ้วยแชมป์เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เพราะการปรับเกมของตัวเองให้เหมาะกับคอร์ตหญ้าเป็นกระบวนการที่ใช้เวลายาวนาน ฉันมุ่งเน้นการพัฒนาการเคลื่อนที่ เพิ่มความดุดันในการยืนตำแหน่ง และเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเองที่จะเข้าตีลูกให้เร็วขึ้น การที่ Rolex เป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์วิมเบิลดันมายาวนาน ทำให้ชัยชนะครั้งนี้มีความหมายมากยิ่งขึ้น ฉันรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้ และรู้สึกซาบซึ้งต่อความไว้วางใจและการสนับสนุนที่ Rolex มอบให้ตลอดเส้นทางของฉัน”
วิมเบิลดันคือจุดสูงสุดแห่งความเป็นเลิศของกีฬาเทนนิส ในทุกฤดูร้อน ผู้ชมหลายพันคนจะเดินทางสู่ All England Lawn Tennis and Croquet Club เพื่อชมสุดยอดนักเทนนิสของโลกผลักดันศักยภาพของกันและกันสู่ขีดสูงสุด เพื่อไล่ล่าหนึ่งในถ้วยรางวัลอันทรงคุณค่าที่สุดของวงการกีฬา

เวลา คือหัวใจสำคัญของการแข่งขันตลอดสองสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่นักกีฬาถูกนำเข้าสู่เซ็นเตอร์คอร์ต ความแม่นยำของทุกลูกตีที่ตัดสินชัยชนะ หรือแม้แต่กฎเคอร์ฟิวอันเคร่งครัดในเวลา 23.00 น. มีเพียงผู้ที่สามารถก้าวผ่านบททดสอบอันเป็นเอกลักษณ์ของวิมเบิลดัน ระหว่างวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน ถึงวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม เท่านั้น ที่จะมีโอกาสชูถ้วยแชมป์ และได้รับเกียรติเป็นผู้ก้าวลงสู่สนามหญ้าที่เพิ่งตัดแต่งใหม่เป็นคนแรกในปีถัดไป

ROLEX และกีฬาเทนนิส
Rolex เฉลิมฉลองความสำเร็จของมนุษย์ พร้อมยกย่องเส้นทางที่เต็มไปด้วยหลักไมล์และอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งหล่อหลอมจนเกิดเป็นช่วงเวลาสำคัญในชีวิต ความสำเร็จจึงไม่ได้ถูกกำหนดด้วยถ้วยรางวัลเพียงใบเดียว หากเกิดจากเส้นทางทั้งหมดที่นำไปสู่จุดนั้น
ปรัชญาดังกล่าวสะท้อนผ่านความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Rolex กับกีฬาเทนนิส ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบครึ่งศตวรรษก่อน จากการเป็นพันธมิตรกับ The Championships, Wimbledon ในปี 1978 นับแต่นั้น Rolex ได้ก้าวขึ้นเป็น Official Timekeeper ของการแข่งขัน Grand Slam® ทั้งสี่รายการ ได้แก่ Australian Open, Roland-Garros, The Championships, Wimbledon และ US Open
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตำนานแห่งวงการเทนนิสจำนวนมากได้เข้าร่วมเป็น Rolex Testimonees ไม่ว่าจะเป็น Roger Federer, Rod Laver, Björn Borg และ Chris Evert

ความมุ่งมั่นของ Rolex ต่อวงการเทนนิสยังครอบคลุมถึงความร่วมมือกับ Association of Tennis Professionals (ATP) และ Women's Tennis Association (WTA) ตลอดจนการแข่งขันระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นรายการ Masters 1000 และ WTA 1000 ทั้งหมด รวมถึง Nitto ATP Finals, WTA Finals และการแข่งขันประเภททีมชั้นนำอย่าง Laver Cup, Davis Cup Finals และ Billie Jean King Cup Finals
บนเวทีการแข่งขันเหล่านี้ Rolex Testimonees ยังคงผลักดันขีดจำกัดของสมรรถนะและความมุ่งมั่นบนคอร์ตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แชมป์ Grand Slam® อย่าง Carlos Alcaraz, Coco Gauff, Jannik Sinner และ Iga Świątek ไปจนถึงนักเทนนิสดาวรุ่งแถวหน้าอย่าง Mirra Andreeva, João Fonseca และ Taylor Fritz

เกี่ยวกับ Rolex
ชื่อเสียงที่ไม่มีใครเทียบได้ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญ
Rolex คือผู้ผลิตนาฬิกาสวิสแบบครบวงจรที่ดำเนินงานอย่างอิสระ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา แบรนด์ได้รับการยอมรับทั่วโลกจากความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความสง่างาม และเกียรติภูมิ
กลไกของนาฬิกาตระกูล Oyster Perpetual และ Perpetual ทุกเรือนได้รับการรับรองมาตรฐานจาก COSC ก่อนนำมาทดสอบเพิ่มเติมภายในโรงงานของ Rolex ทั้งด้านความเที่ยงตรง สมรรถนะ และความน่าเชื่อถือ การรับรองมาตรฐาน Superlative Chronometer ซึ่งแสดงด้วยตราประทับสีเขียว ยืนยันว่าทุกเรือนได้ผ่านการทดสอบตามเกณฑ์เฉพาะของ Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของแบรนด์เอง โดยมีหน่วยงานอิสระภายนอกตรวจสอบและรับรองเป็นระยะ
คำว่า Perpetual ที่ปรากฏอยู่บนหน้าปัดของนาฬิกา Oyster ทุกเรือนไม่ใช่เพียงคำเรียก หากเป็นปรัชญาที่สะท้อนวิสัยทัศน์และคุณค่าของบริษัท ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ (Hans Wilsdorf) ผู้ก่อตั้ง Rolex ได้ปลูกฝังแนวคิดเรื่อง "ความเป็นเลิศอย่างไม่สิ้นสุด" ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์พัฒนานวัตกรรมด้านนาฬิกาข้อมืออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Oyster นาฬิกาข้อมือกันน้ำเรือนแรกของโลกที่เปิดตัวในปี 1926 และระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Perpetual Rotor ที่คิดค้นขึ้นในปี 1931
ตลอดประวัติศาสตร์ของแบรนด์ Rolex ได้จดสิทธิบัตรแล้วมากกว่า 600 รายการ ภายในโรงงานทั้งสี่แห่งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์ออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนนาฬิกาส่วนใหญ่ด้วยตนเอง ขณะที่โรงงานแห่งที่ห้าซึ่งกำลังก่อสร้างในสวิตเซอร์แลนด์ มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2029
Rolex ดำเนินทุกขั้นตอนการผลิตภายในองค์กร ตั้งแต่การหล่อโลหะผสมโกลด์ การขึ้นรูปชิ้นส่วน การผลิต การประกอบ และการตกแต่งกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และสายนาฬิกา นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนศิลปะ วัฒนธรรม กีฬา การสำรวจ ตลอดจนผู้ที่กำลังพัฒนาแนวทางเพื่อร่วมอนุรักษ์โลกของเรา
24 มิ.ย. 2569
25 มิ.ย. 2569
23 มิ.ย. 2569
24 มิ.ย. 2569