Last updated: 6 พ.ย. 2569 | 38 จำนวนผู้เข้าชม |
เพียเจต์ (Piaget) และ มูลนิธิ Andy Warhol (Andy Warhol Foundation for the Visual Arts) เผยโฉมเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุด ผลงานคอลลาบอเรชั่นลำดับที่ 2 ที่ครั้งนี้เมซงหยิบแรงบันดาลใจมาจาก Camouflage Self-Portrait ภาพถ่ายพอร์เทรตที่มีลวดลายพรางทหารทับซ้อนอยู่บนใบหน้า ที่ศิลปินชาวอเมริกันผู้นี้สร้างสรรค์ไว้เมื่อปี 1986 มาเป็นแก่นสำคัญ – ผ่านหน้าปัดอันประณีตที่ผสานทองคำเข้ากับงานมาร์เก็ตทรีจากหินประดับล้ำค่า ถ่ายทอดจิตวิญญาณของผลงานชุด Camouflage series ออกมาเป็นเรือนเวลาลิมิเต็ดอิดิชั่นที่ผลิตเพียง 86 เรือนได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งยังส่งมอบสถาปัตยกรรมแห่งการออกแบบที่งดงามและเปี่ยมด้วยฝีมืออันเป็นเลิศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
นับตั้งแต่เพียเจต์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1874 ณ เมือง La Côte-aux-Fées หนึ่งในภารกิจสำคัญ นอกเหนือจากการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นเครื่องประดับและเครื่องบอกเวลาชั้นเลิศ คือ การรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับเหล่าศิลปินร่วมสมัย โดยหนึ่งในศิลปินผู้ทรงอิทธิพลที่คงสร้างกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับคอลเลกชั่นของเมซงแห่งนี้อยู่เสมอ ก็คือ Andy Warhol – ในฐานะนักสะสมนาฬิกาตัวยง "ราชาแห่งป็อปอาร์ต" ผู้นี้เคยครอบครองเรือนเวลาจากเพียเจต์ไว้ไม่ต่ำกว่า 7 เรือน ซึ่งรวมถึงรุ่นยอดนิยมอย่าง Reference 15102 นาฬิกาที่มาพร้อมตัวเรือนทรงคุชชั่น ขนาด 45 มม. ที่ผลิตในจำนวนจำกัดระหว่างปี 1972 ถึง 1977 ทั้งยังออกแบบโดย Jean-Claude Gueit ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ ณ ขณะนั้น


ที่ผ่านมาเรือนเวลาทรงคุชชั่นสุดไอคอนิกนี้ ได้รับการตีความใหม่ในหลากหลายมิติ อาทิ ตัวเรือนที่นำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ในปี 2014 ภายใต้ชื่อ Black Tie Vintage – จนกระทั่งปี 2024 เพียเจต์ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับมูลนิธิ Andy Warhol (Andy Warhol Foundation for the Visual Arts) ซึ่งนอกจากจะได้รับสิทธิ์การใช้ชื่อศิลปินบนเรือนเวลาดังกล่าวว่า 'Andy Warhol Watch' มูลนิธิยังเปิดโอกาสให้แบรนด์สร้างสรรค์เรือนเวลาที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจมาจากผลงานของศิลปินได้ปีละหนึ่งเรือน
Stéphanie Sivrière ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของเพียเจต์ กล่าวว่า "เป้าหมายของเรา คือการนำแรงบันดาลใจจากผลงานของ Warhol มาตีความใหม่ในแบบฉบับของแบรนด์ เน้นไปที่การบอกเล่าแนวคิดของศิลปิน โดยไม่จำเป็นต้องหยิบผลงานของเขามาถ่ายทอดลงบนหน้าปัดนาฬิกาอย่างตรงไปตรงมา – เพราะสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่าง Warhol และเมซงไว้อย่างแนบแน่น คือ 'สีสัน' โดยเฉพาะการเลือกใช้หินประดับล้ำค่า ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงนาฬิกาอันโดดเด่นเรือนนี้เข้าไว้ด้วยกัน"
หลังจากเปิดตัวเรือนเวลารุ่นพิเศษในชื่อ 'Collage' เมื่อปี 2025 ที่โดดเด่นด้วยการฝังหินมีค่าเป็นลวดลายคอลลาจ อย่าง โอปอลสีชมพู ไครโซเพรส (chrysoprase) สีเขียว และหินเซอร์เพนไทน์ (serpentine) สีเหลือง มาปีนี้เมซงเผยโฉมเรือนเวลารุ่นใหม่ในชื่อ 'Camouflage' ซึ่งผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 86 เรือนทั่วโลกเท่านั้น โดยนาฬิการุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพถ่ายพอร์เทรตของ Andy Warhol ที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1986 ซึ่งแนวคิดและแก่นสำคัญของผลงานชุด Camouflage Self-Portrait สื่อถึงความย้อนแย้งของการมีชื่อเสียง โดยเผยถึงด้านมืดที่คนดังต้องเผชิญ นำเสนอออกมาในรูปแบบของลายพรางที่เป็นเหมือนเกราะกำบัง แต่กลับถ่ายทอดด้วยสีสันที่เข้มและสดใสมีชีวิตชีวาพาดผ่านลงบนใบหน้าของเขา

"เราได้ถอดรหัสผลงานต้นฉบับของ Andy Warhol แล้วนำมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยของแบรนด์" Sivrière กล่าวเสริม
ในครั้งนี้ เมซงเลือกผสานหินประดับอย่าง โซดาไลต์ (sodalite) และ เทอร์ควอยซ์ (turquoise) เข้ากับทองคำขัดด้านซาตินและประกายอันเจิดจรัสของโรสโกลด์ขัดเงา เพิ่มมิติทางสถาปัตยกรรมให้กับลวดลาย 'Camouflage' บนหน้าปัดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความแตกต่างของวัสดุ – ทั้งในแง่พื้นผิวของโลหะสีทองสองเฉด ไปจนถึงการผสมผสานโทนสีฟ้าสดใสของเทอร์ควอยซ์กับโซดาไลต์สีน้ำเงินเข้ม – เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญของเมซง ทั้งในด้านการรังสรรค์ทองคำและงานมาร์เก็ตทรีหินประดับบนหน้าปัด ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนมากถึง 27 ชิ้น – นับตั้งแต่เริ่มนำสีสันและทองคำมาใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เมซงได้รังสรรค์ผลงานโดยใช้หินประดับมาแล้วกว่า 50 ชนิดไม่ว่าจะเป็น ลาพิส ลาซูลี (lapis lazuli), โอปอล (opal), หยก (jade) ไปจนถึงปะการัง (coral) ซึ่งการใช้สีสันสดใสที่โดดเด่นสะดุดตาเช่นนี้ ได้กลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์และภาษาเฉพาะตัวของเมซงไปแล้ว

สำหรับนาฬิกา “Andy Warhol ‘Camouflage’ Limited Edition” ประจำปี 2026 นี้ เมซงใช้เวลามากกว่าหนึ่งร้อยชั่วโมง
ในการรังสรรค์ ตั้งแต่ออกแบบ ค้นคว้าข้อมูล ไปจนถึงประดิษฐ์หน้าปัดนาฬิกา ‘Camouflage’ นี้ขึ้นมา – เพียเจต์ไม่เพียงแต่นำลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์มาถ่ายทอดใหม่ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น แต่ยังเน้นย้ำถึงความงามในเชิงศิลปะแบบนามธรรม เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันล้ำค่าให้แก่นักสะสมเสมือนได้สวมใส่ผลงานศิลปะไว้บนข้อมือ – หน้าปัดล้อมกรอบด้วยตัวเรือนทรงคุชชั่นในเวอร์ชั่นไวท์โกลด์ ขอบตัวเรือนโดดเด่นด้วยลวดลาย 'gadroon' อันเป็นเอกลักษณ์ เสริมด้วยเข็มบอกเวลาทรง Dauphine ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 501P1 ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของเพียเจต์เอง ขณะที่ฝาหลังสลักลายเซ็นของ Andy Warhol และจำนวนเรือนในซีรีส์ลิมิเต็ดนี้ และทั้งหมดนี้คืออีกชิ้นงานที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญชั้นสูงของเพียเจต์ ในการถ่ายทอดสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์สู่ผลงานศิลป์แห่งเรือนเวลา
6 พ.ย. 2569
4 พ.ย. 2569