VAN CLEEF & ARPELS Boucle Solitaire

Last updated: 3 ก.พ. 2569  |  23 จำนวนผู้เข้าชม  | 

VAN CLEEF & ARPELS Boucle Solitaire

ด้วยชื่ออันสื่อถึงจุดเริ่มต้นทางการสร้างสรรค์ อีกทั้งยังยกย่องความสำคัญของหนึ่งในแหล่งกำเนิดแรงบันดาลใจที่เมซงรักยิ่ง นั่นก็คือศิลปะแห่งการเย็บปักถักร้อย Boucle (บูเคลย์) ถูกใช้เรียกงานออกแบบแถบริบบินมัดปมโบว์ จำลองความอ่อนช้อยของขดม้วนระหว่างทศวรรษ 1920 และกลายเป็นหนึ่งในผลงานสัญลักษณ์ Van Cleef & Arpels อย่างรวดเร็วสืบเนื่องจากรูปลักษณ์เอื้อต่อการรังสรรค์ ดัดแปลงได้อย่างหลากหลาย สัดส่วนอสมมาตรของงานออกแบบริบบินขดห่วงหรือ Boucle ได้กลับมาสร้างความหรูหราตระการตาในคอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูงเพชรเดี่ยว (High Jewelry Solitaires) ของเมซง เมื่อปีค.ศ. 2014 ด้วยความอ่อนช้อย จุดประกายจินตนาการถึงโบว์ประดับชุด สำหรับปีนี้ตัวเรือนขดริบบินแพลทินัมฝังเพชรได้ก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งในคอลเลกชันแหวนเพชรเดี่ยว และแหวนแต่งงานอย่างถาวรเพื่อร่วมกันถ่ายทอดความหมายเชิงสัญลักษณ์ ในฐานะตัวแทนแห่งความรัก อันถือเป็นรากฐานความสำเร็จของ Van Cleef & Arpels มานับแต่ก่อตั้ง

Boucle solitaire: ห่วงริบบินมัดปมรองเพชรเดี่ยวประกายแสง
ในขณะที่ศิลปะเย็บปักถักร้อย boucle หมายถึงงานขดห่วงเชือกเกลียว หรือแถบริบบินมัดปมโบว์สำหรับใช้เป็นรายละเอียดตกแต่งบนเสื้อผ้า อุตสาหกรรมสิ่งทอจะใช้คำนี้เรียกผ้าซึ่งผ่านกระบวนการทอยกปมเป็นขดห่วงม้วนงอระหว่างด้ายขัดแนวตั้งกับแนวนอน (ด้ายพุ่งกับด้ายยืน) ตลอดผืนเหมือนผ้าขนหนู ทว่ามีมิติขนาดที่เล็กละเอียดกว่า ให้สัมผัสอบอุ่น และนุ่มนวลเมื่อนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า กระนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใด สิ่งที่เหมือนกันก็คือลักษณะขดม้วนเป็นห่วงกลม ซึ่ง Van Cleef & Arpels ได้ถ่ายทอดมาสู่งานออกแบบอันให้ความรู้สึกราวกับแถบริบบินทำจากแพลทินัมฝังเพชรจิกไข่ปลา ถูกนำมาทาบบนข้อนิ้วเพื่อบรรจงม้วนรอบให้โอบแนบแล้วผูกรวบเป็นขดโบว์หนึ่งห่วงอย่างอ่อนช้อยก่อนเติมเพชรเดี่ยวลงไปต่างมัดปมตรงใจกลาง

กรอบเขี้ยวหนามเตยสี่ซี่ เปิดหน้าตัดรับแสงรอบทิศทางจรัสประกายสุกสว่างเรืองรองของน้ำเพชร ด้วยการใช้สัดส่วนอสมมาตร อันถือเป็นหนึ่งในสไตล์สัญลักษณ์ของ Van Cleef & Arpels ร่วมกับลูกเล่นขัดแย้งระหว่างแสงกับเงาท่ามกลางมิติทรงโครงสร้างที่มีทั้งช่องว่างเปิดโปร่ง และมวลน้ำหนัก

แต่ละโค้งสัณฐานล้วนถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ให้ได้ตำแหน่งสะท้อนแสงตกกระทบ และเมื่อนำโครงสร้างตัวเรือนเปิดโปร่งมารองรับงานฝังเพชรจิกไข่ปลา แหวน Boucle solitaire หรือ “ห่วงริบบินมัดปมรองเพชรเดี่ยว” คือบทสรุปแห่งศิลปะเล่นแสงระยับประกายสะกดสายตาอย่างแท้จริง

ไหวพริบในการพลิกแพลง:และหลอมรวมหลากเทคนิคหัตถศิลป์
ภายในห้องปฏิบัติการสร้างสรรค์แผนกต่างๆ ของเมซง ผลงานแต่ละชิ้นล้วนเป็นการสืบสานขยายผลจากธรรมเนียมนิยมความเป็นเลิศ และไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญทางหัตถศิลป์เครื่องประดับชั้นสูง หลอมรวมไว้ซึ่งหลากเทคนิคบนความพิถีพิถัน และความอดทน ตลอดหลายขั้นตอนสลับซับซ้อนของกระบวนการสร้างสรรค์ตัวเรือนทองคำของเครื่องประดับแต่ละชิ้น ความพิถีพิถันทางงานฝีมือของช่างขึ้นแบบปรากฏให้ประจักษ์อย่างชัดเจนตั้งแต่งานหล่อโครงสร้าง, เก็บรายละเอียด, ตกแต่งตำแหน่งรองรับงานฝังอัญมณีตลอดโค้งสัณฐาน ขณะเดียวกับที่ช่างฝีมือขัดผิวต้องใช้เชาวน์ชำนาญในการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสม จากด้ายตะไบไปจนถึงแปรงขัดต่างทรง ต่างขนาด เพื่อให้เนื้อทองหมดจด เกลี้ยงเกลาเป็นเงางาม เผยความเลอค่าผ่านประกายล้อแสงก่อนช่างฝังอัญมณี จะบรรจงลงเพชรทีละเม็ด ทีละตำแหน่งบนโครงสร้าง“ฉลุลายเปิดโปร่ง” หรือ mise à jour (มิซซาฌูร) ของตัวเรือนทองคำ ช่วยให้แสงลอดผ่านน้ำเพชร เร่งประกายสว่างระยิบระยับ

ท่ามกลางรายละเอียด ซึ่งต้องอาศัยความประณีต พิถีพิถันอย่างที่สุด คือการขึ้นแบบกรอบเขี้ยวหนามเตยสี่ซี่ให้มิติขนาดรอง รับกับเพชรเดี่ยวเม็ดกลางอย่างพอเหมาะ เพื่อให้กรอบเขี้ยวหนามเตยสี่ซี่ร่วมกันยกเพชรลอยตัวเปิดหน้าตัดรับแสงจรัสประกายสุกสว่างรอบทิศทาง ช่างขึ้นโครงสร้างตัวเรือนจะทำการตรวจสอบหน้าตัด และเหลี่ยมมุมเจียระไนของเพชรเดี่ยวอย่างถี่ถ้วน รวมถึงความสูงของเรือนเพชร เส้นรอบวงขอบเพชร ตลอดจนองศาพื้นหน้าตัดบนก่อนขึ้นโครงสร้างเขี้ยวหนามเตยล้อมกรอบยึดรอบขอบกว้างรองหน้าเพชรได้ระดับอย่างพอดี และแน่นหนา

คุณภาพเพชรตามมาตรฐานเฉพาะของ Van Cleef & Arpels: ตัวแทนความชำนาญอันเป็นเลิศกว่าหนึ่งศตวรรษ
ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับรัตนชาติ และภารกิจมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ คือหัวใจสำคัญในประวัติความเป็นมาอันยาวนานจนกลายเป็นหนึ่งอัตลักษณ์โดดเด่นของ Van Cleef & Arpels มานับแต่ก่อตั้ง ประกายเจิดจรัสระยับแสงจากน้ำเพชรสุกสกาวสะท้อนความเลอค่า ร้อยเรียงความวิจิตรบรรจงให้แก่แต่ละงานสร้างสรรค์ของเมซง ล้วนเป็นผลจากกระบวนการคัดเลือกตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสูงสุดที่แผนกอัญมณีของ Van Cleef & Arpels กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด แสดงให้เห็นถึงรสนิยมเหนือชั้นบนครรลองความชำนาญ อันผ่านการพัฒนา และสั่งสมอย่างต่อเนื่องมากว่าหนึ่งศตวรรษ

เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ 4Cs อันเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งบัญญัติขึ้นโดยสถาบันอัญมณีวิทยา GIA เพื่อตรวจวัดคุณภาพสำคัญ 4 ประการ ประกอบไปด้วย “สี” (color), ความสะอาด “กระจ่างใส” (clarity), หน้าปัด และเหลี่ยมมุมในงาน “เจียระไน” (cut) แต่ละรูปทรง และ “กะรัต” (carat) ซึ่งถือเป็นหน่วยวัดน้ำหนักเพชร Van Cleef & Arpels จะเลือกคัดแต่เพชรเกรดสูงสุดเพียงเท่านั้น นั่นก็คือ D ถึง F ในประเด็นของสี และ IF ถึง VVS ในแง่ของความบริสุทธิ์ กระจ่างใสจากน้ำเพชรภายในถึงหน้าตัดเพชรภายนอก ด้วยเหตุนี้ ภายใต้แสงสว่างอันมีบทบาทสำคัญระหว่างขั้นตอนตรวจสอบ นอกจากผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีประจำเมซง จะใช้สายตาประเมินเพชรแต่ละเม็ดโดยอิงเกณฑ์มาตรฐานสากลแล้ว ก็ยังใช้เกณฑ์กำหนดเฉพาะให้ตรงตามรสนิยมของเมซง ในขณะที่


คุณภาพเพชรสำหรับงานฝังจิกไข่ปลาหรือ pavé diamond (ปาเว ไดมอนด์) อันถือเป็นงานซึ่งมีความละเอียดอย่างยิ่ง จำต้องอาศัยกระบวนการตรวจคัดอย่างเป็นระบบภายใต้แว่นขยาย 10 เท่า เพชรเดี่ยวเม็ดกลางในขนาดตั้งแต่ 0.3 ถึง 3 กะรัตก็คือประจักษ์พยานยืนยันความประณีต พิถีพิถันเหนือชั้นในการประเมินความงามสง่าทางงานเจียระไนอย่างระมัดระวัง ควบคู่ไปกับความงดงามของน้ำเพชรจากภายใน

ความวิจิตรบรรจงในงานสร้างสรรค์แหวนเพชรเดี่ยวกับแหวนแต่งงาน
ทุกเรื่องราวชวนฝันในอาณาจักรแรงบันดาลใจของ Van Cleef & Arpels ยังสามารถถ่ายทอดมาสู่งานออกแบบ สร้างสรรค์คอลเลกชันแหวนเพชรเดี่ยวหรือ solitaire (ซึ่งบ่อยครั้ง อัญมณีหัวแหวนหาได้จำกัดแต่เพียงเพชร หากยังรวมถึงมรกต, ไพลิน, ทับทิม และอื่นๆ ได้เช่นกัน) และแหวนแต่งงาน (wedding band หรือแหวนแถว อันสื่อถึงวงตัวเรือน ที่อาจเป็นทองเนื้อเกลี้ยง หรือฝังเพชรเรียงแถว) จากธรรมชาติ, ศิลปะการตัดเย็บ และแต่งกาย, นาฏกรรม ไปจนถึงบรรดาสัญลักษณ์สื่อรักแทนใจ ล้วนถูกรังสรรค์อย่างงามสง่าลงสู่ผลงานอันเต็มไปด้วยความวิจิตรบรรจง บ่งบอกถึงความหมายลึกซึ้ง อย่าง Icône solitaire (อิโกน โซลิแตคร) สื่อถึงการหลอมรวมเป็นหนึ่งผ่านความอ่อนช้อยในรายละเอียดเพชรลูกล้อมเพชรเดี่ยวหัวแหวนบนโค้งแหวน ในขณะที่แหวนแถว Perlée และ Estelle (เอสแต็ลล์) ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน และสดใสจากลูกปัดทอง หรือแพลทินัมเรียงแถวตลอดสันขอบรอบวงแหวน ผลงานรุ่น Bonheur (บอเนอร) เพชรเดี่ยวบนเรือนทองเนื้อเกลี้ยงกับ Romance เพชรเดี่ยวบนเรือนทองฝังเพชรเรียงแถวเดี่ยว ต่างถ่ายทอดอารมณ์โรแมนติกผ่านความเรียบง่าย และงามสง่าในงานออกแบบ โดยมี Boucle จำลองความอ่อนช้อยของขดห่วงริบบินมัดโบว์ กับงานออกแบบห่วงรังดุมกระหวัดรอบเพชรเดี่ยวของ Couture ให้ความรู้สึกถึงสัมผัสทะนุถนอมจากแถบริบบินผ้าบางเบา

จากธรรมชาติ, ศิลปะการตัดเย็บ และแต่งกาย, นาฏกรรม ไปจนถึงบรรดาสัญลักษณ์สื่อรักแทนใจ ล้วนถูกรังสรรค์อย่างงามสง่าลงสู่ผลงานอันเต็มไปด้วยความวิจิตรบรรจง บ่งบอกถึงความหมายลึกซึ้งนานัปการ

จากโบว์ประดับชุดสู่งานออกแบบอัญมณี
มหานครปารีสมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์ความสำเร็จของ Van Cleef & Arpels ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นกิจการ หรือศูนย์รวมแหล่งกำเนิดแรงบันดาลใจจากโบราณสถาน และอนุสาวรีย์สู่สวนสาธารณะ และพระราชวังไปจนถึงแฟชัน ทั้งในแง่ของศิลปะการตัดเย็บ และการแต่งกาย ลูกไม้ทองคำ, โบว์เพชร ตลอดจนความสลับซับซ้อนในลวดลายของตัวเรือนจำลองแบบงานถักด้ายขลิบริมบนชายเสื้อ หรือชายกระโปรง ล้วนเป็นโจทย์ท้าทายการใช้ไหวพริบทางความคิดสร้างสรรค์ ก่อกำเนิดนวัตกรรมเชิงเทคนิคเพื่อถ่ายทอดความวิจิตรบรรจงในงานแฟชันอันเต็มไปด้วยความอ่อนช้อย บางเบามาสู่โครงสร้างโลหะเลอค่าเปี่ยมมวลน้ำหนักแข็งแกร่ง ดังปรากฏให้เห็นจากสร้อยคอสายซิป (Zip necklace) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากกลไกสายซิปเมื่อปีค.ศ. 1938 และต้องใช้เวลากว่าหนึ่งทศวรรษเพื่อพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์ สามารถใช้งานเหมือนซิปจริงได้ก็คือปีค.ศ. 1950 นอกจากนั้น ท่ามกลางบรรดาโมทิฟ หรือแม่ลายซึ่งเมซงนำมารังสรรค์ ดัดแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน โบว์ถือได้ว่ามีสถานะพิเศษยิ่งด้วยรูปลักษณ์อันเอื้อต่อการพลิกแพลงเป็นเข็มกลัดขนาดตระการตา หรือมิติประติมากรรมย่อส่วนบนหัวแหวน ตลอดจนรายละเอียดเล็กจิ๋วเรียงร้อยต่อเนื่องตลอดโค้งตัวเรือนสร้อยคอ หรืออาจเป็นจี้สร้อยคอแสนสลับซับซ้อนในสัณฐานขดม้วน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด เครื่องประดับรูปโบว์เหล่านี้ ล้วนเป็นบทสรุปภารกิจสู่ความเป็นเลิศในโจทย์ท้าทายพรสวรรค์ และความสามารถของเหล่าช่างศิลป์งานฝีมือผ่านการนำบรรดาวัสดุเลอค่ามารังสรรค์ลักษณะพลิ้วไหว และอ่อนช้อยอย่างต่อเนื่องของผืนผ้าให้สมจริง


โบว์ถือได้ว่ามีสถานะพิเศษยิ่งด้วยรูปลักษณ์อันเอื้อต่อการพลิกแพลงเป็นเข็มกลัดขนาดตระการตา หรือมิติประติมากรรมย่อส่วนบนหัวแหวน ตลอดจนรายละเอียดเล็กจิ๋วเรียงร้อยต่อเนื่องตลอดโค้งตัวเรือนสร้อยคอ หรืออาจเป็นจี้สร้อยคอแสนสลับซับซ้อนในสัณฐานขดม้วน

“โบว์เป็นส่วนหนึ่งในศัพทานุกรมเครื่องประดับมานับแต่ยุคแรกเริ่ม ทั้งช่างทอง ทั้งช่างรัตนชาติ ต่างใช้พรสวรรค์, ความคิดสร้างสรรค์ และไหวพริบเฉพาะตัวของตนเพื่อถ่ายทอดความอ่อนช้อย บางเบา และอากัปพลิ้วไหวของโบว์มาสู่โครงสร้างตัวเรือนเปี่ยมมวลน้ำหนัก และแข็งแกร่ง ท่ามกลางธรรมชาติลักษณ์ขัดแย้งระหว่างเครื่องประดับกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย […] ในที่สุด เครื่องประดับก็ไม่ได้มีบทบาทในการเพิ่มความโดดเด่น และหรูหราให้แก่รูปแบบการแต่งกายเพียงเท่านั้น หากยังเป็นโจทย์ท้าทายในการจำลองแบบให้สมจริงอย่างที่สุด […] ภายในแผนกจัดเก็บเอกสาร และตัวอย่างชิ้นงานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมซง มีภาพวาดร่างแบบเข็มกลัดมากมายหลายรุ่นที่เลียนแบบความวิจิตรอ่อนช้อยของแพรพรรณสิ่งทอ และแถบริบบินมัดโบว์ได้อย่างสมจริง”  La Collection Van Cleef & Arpels (1906 - 1953), Between Clothing and Jewelry Arts” (ระหว่างศิลปะการแต่งกาย และเครื่องประดับอัญมณี) โดยเมโลดี เลอ เลย์

@vancleefarpels # VanCleefArpels

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้