CZAPEK & CIE Antarctique S Ice Cloud and Promenade Midnight Pearl

Last updated: 26 ก.พ. 2569  |  132 จำนวนผู้เข้าชม  | 

CZAPEK & CIE Antarctique S Ice Cloud and Promenade Midnight Pearl

Czapek & Cie เปิดตัวนาฬิการุ่นลิมิเต็ดอิดิชั้นสองเรือนที่สะท้อนทั้งศิลปะและความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคในการสร้างสรรค์หน้าปัดจากเปลือกหอยมุก, Antarctique S Ice Cloud และ Promenade Midnight Pearl ผลงานพิเศษทั้งสองรุ่นนี้คือการเฉลิมฉลองความงดงามตามธรรมชาติและประกายแสงอันน่าหลงใหลของมุก โดยใช้เทคนิคการตกแต่งที่แตกต่างกันออกไป และต่างก็เป็นผลงานที่ผลักดันขอบเขตของงานหน้าปัดนาฬิกาแบบดั้งเดิมให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น

เปลือกในหอยมุก หรือ “มุก” (Mother-of-Pearl) คือวัสดุที่งดงามสะกดสายตานักประดิษฐ์นาฬิกาและนักสะสมมาอย่างยาวนาน ด้วยประกายรุ้งและมิติความลุ่มลึกที่เป็นเอกลักษณ์ วัสดุ จากธรรมชาตินี้ได้จากเปลือกด้านในของหอยมุก ซึ่งสามาถสะท้อนแสงให้ลวดลายดูแตกต่างออกไปอยู่ตลอดเวลา ทําให้ไม่มีผลงานหน้าปัดนาฬิกาเรือนใดเหมือนกันเลยแม้แต่เรือนเดียว สําหรับการเปิดตัวครั้งนี้ Czapek ได้ร่วมมือกับ GT Cadrans ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตหน้าปัดที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองโลซานน์ เพื่อรังสรรค์ผลงานการตกแต่งมุกที่แตกต่างกันสองแนวทางที่ ล้วนต้องอาศัยทักษะและความแม่นยําในระดับสูงสุด

Antarctique S Ice Cloud: ถ่ายทอดความงามของเมฆผ่านเปลือกในหอยมุก
Antarctique S Ice Cloud ถ่ายทอดภาพหมู่เมฆเหนือภูมิทัศน์ผืนน้ําแข็งอย่างงดงามราวบทกวี ผ่านเทคนิคหายากที่เรียกว่า nacre brouillée หรือ เทคนิคการฝังมุกแบบกระจายซึ่งเป็น เทคนิคพิเศษซึ่งแทบไม่ปรากฏให้เห็นแล้วในผลงานนาฬิกาสมัยใหม่ เทคนิคนี้เองที่สร้างผลงานศิลปะที่งดงามเหนือจริง ราวกับเมฆบางเบาลอยเคลื่อนอยู่บนท้องฟ้าสีอ่อนจาง 


ขั้นตอนเริ่มจากการใช้มุกสีขาวขัดเงาเป็นฐาน แล้วค่อยๆ ผ่านให้บางจนเหลือเพียง 0.2 มิลลิเมตร หรือบางพอๆ กับกระดาษสองแผ่นวางซ้อนกัน จากนั้นช่างฝีมือจะลงน้ํายาเคลือบ ด้านหลังของมุกด้วยพู่กันขนม้า แต่ละฝีแปรงที่ปาดแต้มน้ํายาเคลือบล้วนถ่ายทอดลวดลายเมฆที่แตกต่างกันไป ทําให้หน้าปัดทุกเรือนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สําหรับรุ่น Ice Cloud จะใช้ น้ํายาเคลือบที่มีโทนสีฟ้าเย็น สื่อถึงบรรยากาศเยือกแข็งของท้องฟ้าแถบแอนตาร์กติก และยังเข้ากับบุคลิกสปอร์ตหรูของนาฬิกาได้อย่างลงตัว

กระบวนการนี้เต็มไปด้วยความท้าทายเชิงเทคนิค การลงน้ํายาเคลือบต้องอาศัยการควบคุมที่แม่นยํา หากน้อยเกินไปผลลัพธ์ที่ต้องการจะหายไป แต่ถ้ามากเกินไปหน้าปัดก็จะหนาเกินจนประกอบไม่ได้ ช่างฝีมือต้องรักษาความสอดคล้องขององค์ประกอบโดยรวมทั้งหมด และโอบรับความแตกต่างที่ทําให้ผลงานแต่ละชิ้นมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเรือนไป พร้อมๆ กัน เมื่อการตกแต่งเสร็จสิ้น หน้าปัดจะถูกนําไปอบในเตาที่อุณหภูมิสูงกว่า 100°C เป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อทําให้น้ํายาเคลือบติดถาวร ก่อนขั้นตอนการอบยังสามารถแก้ไข ข้อผิดพลาดได้ด้วยการทําความสะอาดและเริ่มใหม่ แต่หากผ่านขั้นตอนการอบร้อนแล้ว ชิ้นงานจะไม่สามารถถูกมาแก้อีก

ที่ GT Cadrans มีเพียงช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทําเทคนิค nacre brouillée อันละเอียดอ่อนนี้ได้ ทักษะที่หายากเช่นนี้ยิ่งตอกย้ําถึงความพิเศษและความเป็น เอกสิทธิ์ของนาฬิการุ่นนี้

Antarctique S Ice Cloud ผลิตจํานวนจํากัดเพียง 10 เรือนเท่านั้น


Promenade Midnight Pearl: นวัตกรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตร
Promenade Midnight Pearl ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ซับซ้อนยิ่งกว่า ด้วยโครงสร้างแบบแซนด์วิชที่ได้รับการจดสิทธิบัตร โดยการวางชั้นแก้วอเวนจูรีนทับบนเปลือกในหอยมุกตาฮิติ เทคนิคเชิงนวัตกรรมนี้มีสิทธิบัตรคุ้มครอง และเป็นเทคนิคพิเศษที่มีช่างผู้เชี่ยวชาญเพียงสองคนที่ GT Cadrans เท่านั้นที่สามารถทําได้ ผลลัพธ์คือหน้าปัดที่เปี่ยมไปด้วยมิติและความลึกลับเหนือธรรมดา

วัสดุฐานของหน้าปัดรุ่นนี้คือมุกตาฮิติที่ได้รับคัดเลือกมาด้วยโทนสีเทาที่โดดเด่น พร้อมประกายรุ้งธรรมชาติในเฉดสีม่วงและสีเขียว แผ่นมุกที่บางเพียง 0.2 มิลลิเมตรนี้ถูกวางทับด้วยแก้ วอเวนจูรีนสีน้ําเงิน ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มีอนุภาคโลหะละเอียด ให้ประกายระยิบระยับดุจแสงดาว แก้วอเวนจูรีนถูกผ่านให้บางราว 0.2 มิลลิเมตรเช่นกัน ทําให้หน้าปัดทั้งหมดมีความ หนาเพียงประมาณ 0.4 มิลลิเมตร ซึ่งบางยิ่งกว่าบัตรเครดิตขนาดมาตรฐานทั่วไปเสียอีก


การสร้างผลงานให้มีความสมดุลบนวัสดุที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคทางเทคนิค การประกอบวัสดุเปราะบางทั้งสองชั้นต้องทําด้วยมือทั้งหมด และต้องอาศัยความแม่นยํา ระดับสูงสุด ขั้นตอนการเจาะและตัดชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นเส้นรอบนอกของหน้าปัด การเจาะรูตรงกลาง หรือช่องสําหรับตัวเลขและหลักชั่วโมง ต้องใช้อาศัยการตั้งค่าเครื่อง CNC อย่าง ระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ความท้าทายที่สําคัญที่สุดอยู่ที่การทําหน้าปัดย่อยหน่วยวินาทีที่ตําแหน่ง 4:30 นาฬิกา ซึ่งต้องใช้วิธีการเซาะร่องลงบนชั้นแก้วอเวนจู รีนอย่างแม่นยํา โดยไม่กระทบต่อชั้นมุกด้านล่างหรือทําให้ความหนาที่กําหนดไว้ผิดเพี้ยน

ความบางเฉียบของชั้นแก้วอเวนจูรีนทําให้เปราะและแตกหักได้ง่ายระหว่างการผ่าน จึงต้องอาศัยทักษะ ความอดทน และประสบการณ์สูง ผลลัพธ์ของงานที่ละเอียดอ่อนนี้คือหน้าปัดที่เปล่งประกายราวกับแสงเหนือโลก ประกายธรรมชาติของมุกตาฮิติถูกกรองผ่านอเวนจูรีนที่พร่างพรายดุจดวงดาว สร้างเอฟเฟกต์ที่ชวนให้นึกถึงท้องฟ้ายามเที่ยงคืนสะท้อนบนผืนน้ําที่สงบนิ่ง

ในจํานวนการผลิตลิมิเต็ดอิดิชันที่จํากัดเพียงเพียง 38 เรือนนั้น แต่ละหน้าปัดของ Promenade Midnight Pearl ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากการกระจายประกายของแก้วอเวน รีนและการเล่นแสงประกายรุ้งของมุกที่ไม่มีชิ้นใดเหมือนกันเลย และแม้ว่าช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญจะคอยควบคุมให้ “ไฟ” ของมุก หรือมุมที่ชิ้นงานส่องประกายงามที่สุด ปรากฏอย่างชัดเจน สม่ําเสมอในทุกเรือน แต่ด้วยความเป็นธรรมชาติของวัสดุเอง ทําให้หน้าปัดแต่ละเรือนจึงแตกต่างกันอย่างแท้จริง ไม่มีเรือนไหนซ้ํากัน

“นาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Czapek ในการสร้างสรรค์งานฝีมือเชิงศิลป์และนวัตกรรม” Xavier de Roquemaurel, CEO ของ Czapek กล่าว “Antarctique Ice Cloud และ Promenade Midnight Pearl ต่างก็เผยให้เห็นมิติที่แตกต่างของความงามจากมุก ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านเทคนิคที่ต้องอาศัยความอดทน ความชํานาญ และความเข้าใจลึกซึ้งในวัสดุ ธรรมชาติ และด้วยความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือที่ GT Cadrans วิสัยทัศน์เหล่านี้จึงปรากฏเป็นจริงขึ้นได้

Alexis Chevalier แห่ง GT Cadrans กล่าวเสริมว่า
“การทํางานในโปรเจกต์เหล่านี้กับ Czapek เป็นทั้งความท้าทายและความภาคภูมิใจ เทคนิค nacre brouillée ต้องอาศัยสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและประสบการณ์ยาวนาน ขณะที่โครงสร้าง แบบแซนด์วิชของมุกและแก้วอเวนจูรีนที่ได้รับการจดสิทธิบัตรก็ผลักดันขีดจํากัดทางเทคนิคไปอีกขั้น แต่ละหน้าปัดคือประจักษ์พยานแห่งทักษะของช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ และเราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้

ความเป็นเลิศแห่งการสร้างสรรค์ผลงานโดยผู้ผลิตอิสระ
Antarctique S Ice Cloud มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 38.5 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre SXH5 ที่ Czapek พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด จุดเด่นคือไมโครโรเตอร์แบบ เยื้องศูนย์ ผลิตจากแพลทินัม 950 รีไซเคิล 100% กลไกนี้มีสะพานจักรฉลุโปร่งเจ็ดชิ้น ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกในศตวรรษที่ 19 ของ François Czapek เผยให้เห็น สถาปัตยกรรมที่งดงามและโปร่งใส กลไก SXH5 ทํางานด้วยความถี่ 4Hz (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) มีชุดบาลานซ์วีลแบบปรับแรงเฉื่อยได้ โดยมีสกรูทองคํา 4 ตัวสําหรับปรับแต่ง มอบ ความเที่ยงตรงสูงและพลังงานสํารอง 60 ชั่วโมงแม้จะมีตลับลานเพียงชิ้นเดียว งานขัดตกแต่งทั้งหมดอยู่ในระดับเรือนเวลาชั้นสูงหรือ haute horlogerie ไม่ว่าจะเป็นการเจียรเหลี่ยมมุมภายในด้วยมือ ขอบสะพานจักรที่ขัดเงา ด้านข้างที่ขัดเส้นตรง และสะพานจักรสีนําที่ผ่านการพ่นทราย

Promenade Midnight Pearl ในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 38 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre SXH5.1 ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ปรับแต่งจากกลไกรุ่นเดิมที่แบรนด์พัฒนาและผลิตขึ้นเอง โดย เพิ่มการแสดงวินาทีบนหน้าปัดย่อยที่ตําแหน่ง 4:30 แทนการแสดงวินาทีตรงกึ่งกลาง การปรับเปลี่ยนจุดนี้ช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับดีไซน์หน้าปัดที่ไม่สมมาตร ขณะเดียวกันยังคง คุณสมบัติทางเทคนิคอันโดดเด่นเช่นเดิม ทั้งเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มม. ความสูง 4.2 มม. จํานวนชิ้นส่วน 127 ชิ้น ใช้ทับทิมกันสึก 26 เม็ด และพลังงานสํารอง 60 ชั่วโมง ทั้งสองกลไกสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Czapek ในการสร้างสรรค์คาลิเบอร์ที่งดงามทั้งด้านศิลป์และเชิงวิศวกรรม มอบกลไกที่น่าหลงใหลเมื่อมองผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์พอๆ กับ ความเที่ยงตรงและความซับซ้อนทางเทคนิคที่แฝงอยู่ภายใน


ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา Czapek ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตนาฬิกาอิสระเต็มรูปแบบ พัฒนากลไกขึ้นเองภายใน พร้อมทั้งร่วมงานกับช่างฝีมือชั้นนําของสวิตเซอร์แลนด์ในการพัฒนาตัว เรือน หน้าปัด และชิ้นส่วนเฉพาะทาง แนวทางนี้ทําให้ Czapek สามารถผสานความเชี่ยวชาญระดับสูงสุดในทุกแขนงของการทํานาฬิกา โดยยังคงความเป็นอิสระและสามารถสร้างสรรค์ ผลงานได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยโรงงานของแบรนด์เองที่ La Chaux-de-Fonds และสํานักงานใหญ่ในเจนีวา Czapek จึงยืนหยัดในฐานะหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตที่โดดเด่นที่สุดของโลกนาฬิกาอิสระร่วมสมัย

เกี่ยวกับ Czapek & Cie
Czapek คือแบรนด์นาฬิการ่วมสมัยที่ถือกําเนิดขึ้นด้วยจิตวิญญาณของ François Czapek ช่างทํานาฬิกาชาวโปแลนด์เชื้อสายเช็กในศตวรรษที่ 19 ในปี 1832 เขาหลบหนีความ สถานการณ์รุนแรงทางการเมืองจากกรุงวอร์ซอและเดินทางสู่เจนีวา และได้ก่อตั้งธุรกิจหลายแห่งในช่วงทศวรรษ 1830 หลังจากก่อตั้ง Czapek & Cie ในปี 1845 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดหานาฬิกาให้ราชสํานักจักรวรรดินโปเลียนที่ 3 และเปิดบูติกนาฬิกาแห่งแรกในปลาสว็องโดม (Place Vendome) กรุงปารีส ชื่อแบรนด์ Czapek & Cie กลับ ฟื้นคืนอีกครั้งในปี 2015 โดยกลุ่มผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาที่ต้องการรื้อฟื้นมรดกและทักษะฝีมืออันเก่าแก่ของแบรนด์ และด้วยแรงบันดาลใจจากนาฬิกาพก Czapek & Cie ยุค 1850s นาฬิการุ่นนําของคอลเลกชันแรกอย่าง Quai des Bergues 33bis ก็ประสบความสําเร็จได้รับรางวัล Public Prize จากประกาศผลรางวัลนาฬิกา GPHG ปี 2016 ในปี 2020 บริษัทเปิดตัวคอลเลกชัน Antarctique สไตล์สปอร์ตชิค พร้อมกลไก in-house รุ่นแรกที่ Czapek เป็นผู้พัฒนาและผลิตเอง ปัจจุบันเรือนเวลาชั้นสูงของ Czapek เป็นที่ รู้จักและยอมรับในด้านดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ งานฝีมือคุณภาพสูง และการผลิตในจํานวนจํากัด Czapek ดําเนินงานโดยมีสํานักงานใหญ่ในเจนีวาและ Atelier ใน La-Chaux-de-Fonds และยังคงยึดมั่นในแนวคิด établissage หรือการใช้ช่างฝีมือเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ผลิตแต่ละองค์ประกอบ โดยปรับให้เข้ากับยุคสมัย

พบกับนาฬิกา Czapek & Cie ได้แล้วที่ตัวแทนจําหน่ายดังนี้
SHH Pendulum – สยามพารากอน Unit M 31A ชั้น M 991 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร 10330 เบอร์ติดต่อ: +66 2 125 2128

เกี่ยวกับ PENDULUM
ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1992 ในฐานะผู้แทนจําหน่ายนาฬิกาหรูแห่งแรกในประเทศไทย และมีบูติกทั้งสิ้น 6 แห่งในปัจจุบัน ซึ่งล้วนตั้งอยู่ในศูนย์การค้าสําคัญๆ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและ จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันนี้ Pendulum เป็นตัวแทนจําหน่ายนาฬิกาหรูมากกว่า 40 แบรนด์ ทั้งภายในบูติกของตนเองและช่องทางการจัดจําหน่ายอื่นๆ ตอบโจทย์ความชื่นชอบชื่นชมที่ หลากหลายของคนรักนาฬิกา ความหลากหลายของแบรนด์ชั้นนํานี้เอง ช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นําของ Pendulum ในตลาดค้าปลีกนาฬิกาหรูในประเทศไทย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้