Last updated: 18 มี.ค. 2569 | 350 จำนวนผู้เข้าชม |
เส้นทางของ Seiko ในโลกแห่งนาฬิกาดำน้ำเริ่มต้นขึ้นในปี 1965 ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งได้ร่วมเดินทางไปกับคณะสำรวจแอนตาร์กติกาของญี่ปุ่นสู่ขั้วโลกใต้ในช่วงปี 1966 ถึง 1969
ถัดมาในปี 1968 Seiko ได้สร้างสรรค์นาฬิกาดำน้ำที่กันน้ำลึก 300 เมตรเรือนแรกของประเทศ ผลงานที่วางรากฐานสำคัญให้กับมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกา
หลายทศวรรษหลังจากนั้น Seiko ยังคงพัฒนาเทคโนโลยี ดีไซน์ และฟังก์ชันการใช้งานอย่างต่อเนื่อง จนทำให้นาฬิกาดำน้ำของแบรนด์กลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งนักดำน้ำมืออาชีพและผู้หลงใหลทั่วโลก
มรดกแห่งการท้าทายขีดจำกัดของนาฬิกาสปอร์ตยุคใหม่ของ Seiko ยังคงดำเนินต่อไป ควบคู่กับความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการอนุรักษ์ท้องทะเล ผ่านความร่วมมือกับ Japan Agency for Marine-Earth Science and Technology (JAMSTEC) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ต่อมาในปี 1983 นาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพสองเรือนที่รองรับความลึก 600 เมตร ได้ผ่านการทดสอบจริงบน SHINKAI 2000 ยานสำรวจใต้น้ำแบบมีมนุษย์ควบคุมของ JAMSTEC ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สะท้อนถึงศักยภาพและความน่าเชื่อถือในระดับสูงของวิศวกรรมจาก Seiko


ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา JAMSTEC ได้มีบทบาทสำคัญในการวิจัยทางทะเล เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมองค์ความรู้ทางวิชาการผ่านโครงการริเริ่มหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือโครงการวิจัยอาร์กติก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมของโลกในอนาคต โดยในปีนี้ ญี่ปุ่นเตรียมเปิดตัวเรือวิจัยลำแรกที่สามารถฝ่าแผ่นน้ำแข็งได้อย่าง “Mirai II” (คำว่า mirai ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง “อนาคต”) เพื่อรองรับการเก็บข้อมูลในทะเลที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ด้วยแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่งการสำรวจอันกล้าหาญที่เชื่อมโยงระหว่าง JAMSTEC และ Seiko นาฬิกาดำน้ำสองรุ่นใหม่ได้เข้าร่วมในคอลเลกชันเรือธง Prospex Marinemaster โดยรุ่นแรกคือ Seiko Prospex Marinemaster 1968 Heritage Diver’s Watch JAMSTEC Limited Edition รหัสรุ่น HBF002 เป็นผลงานความร่วมมือกับ JAMSTEC ขณะที่อีกรุ่นคือ Seiko Prospex Marinemaster 1968 Heritage Diver’s Watch รหัสรุ่น HBF001 เป็นรุ่นผลิตต่อเนื่อง นาฬิกาทั้งสองเรือนขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลอัตโนมัติชุดใหม่ คาลิเบอร์ 8L45 ของ Seiko และสะท้อนถึงจุดสูงสุดของนาฬิกาดำน้ำระดับกันน้ำ 300 เมตรของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


สดุดีจิตวิญญาณแห่งการสำรวจ และการบุกเบิกเส้นทางใหม่
Prospex Marinemaster โดยรุ่นแรกคือ Seiko Prospex Marinemaster 1968 Heritage Diver’s Watch JAMSTEC Limited Edition รหัสรุ่น HBF002 ผลงานจากความร่วมมือเรือนนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดพื้นผิวรูปแบบใหม่ ซึ่งถ่ายทอดภาพร่องรอยที่เรือตัดน้ำแข็งทิ้งไว้ขณะเคลื่อนผ่านผืนน้ำแข็ง เปรียบเสมือนการวิจัยในเขตอาร์กติกที่กำลังเปิดเส้นทางสู่อนาคต ด้วยเฉดสีฟ้าแบบไล่ระดับในแนวตั้งที่ค่อยๆ เข้มลึกสู่ศูนย์กลาง ได้รับการเคลือบด้วยชั้นใสหนาพิเศษและขัดเงาอย่างประณีต สะท้อนความลึกใสบริสุทธิ์ดุจผลึกของมหาสมุทรอาร์กติกที่ไร้ขอบเขต ผสานกับขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินช่วยขับเน้นความงดงามของหน้าปัดให้โดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมมอบคุณสมบัติทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อย่างยอดเยี่ยม
ที่สุดแห่งการถ่ายทอดตัวตนของนาฬิกาดำน้ำ Seiko ในแบบคลาสสิก
ในฐานะเรือนเวลารุ่นผลิตต่อเนื่องรุ่นแรกของ Prospex ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก 8L45 Seiko Prospex Marinemaster 1968 Heritage Diver’s Watch รหัสรุ่น HBF001 หน้าปัดสีดำใหม่ถ่ายทอดดีไซน์นาฬิกาดำน้ำคลาสสิกจากปี 1968 ได้อย่างครบถ้วน พร้อมมอบความชัดเจนในการอ่านเวลาที่ยอดเยี่ยมใต้น้ำ โทนสีดำลึกของหน้าปัด ผสานพื้นผิวแบบเกรนละเอียด ช่วยลดการสะท้อนของแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ขอบตัดเฉียงของหลักชั่วโมงสามารถรับแสงได้จากทุกมุมมอง ส่งผลให้มองเห็นเวลาได้อย่างคมชัดในทุกสภาวะ


วิวัฒนาการอีกขั้นของ Marinemaster
นาฬิกาทั้งสองรุ่นมาพร้อมตัวล็อกสายแบบใหม่ที่ได้รับการปรับปรุง สามารถปรับขนาดได้ง่ายสูงสุดถึง 16 มิลลิเมตร โดยเพิ่มทีละ 2 มิลลิเมตร ผ่านการเลื่อนปุ่มด้านใน อีกทั้งในขณะที่ตัวล็อกปิดอยู่ ก็ยังสามารถปรับย่อส่วนขยายได้ เพื่อมอบทั้งความสะดวกสบายและความคล่องตัวในการใช้งานอย่างแท้จริง
แม้รูปลักษณ์ภายนอกยังคงสืบทอดเส้นสายอันคุ้นเคยของนาฬิกาดำน้ำปี 1968 ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายของตัวเรือนที่ลื่นไหล และเม็ดมะยมแบบขันเกลียวตำแหน่ง 4 นาฬิกา แต่กลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 8L45 ที่อยู่ภายในกลับสะท้อนถึงจุดสูงสุดของการพัฒนากลไกจักรกลของ Seiko อย่างแท้จริง
ตลับลานและสปริงสายใยที่ผลิตจาก Spron อัลลอยพิเศษเฉพาะของ Seiko โดยกลไกสามารถมอบพลังงานสำรองยาวนานถึง 72 ชั่วโมง จากตลับลานที่ออกแบบให้ยาวและบางเป็นพิเศษ พร้อมความเที่ยงตรงในระดับ +10 ถึง -5 วินาทีต่อวัน
เพื่อเสริมความทนทานในการใช้งาน เม็ดมะยมไม่ได้ถูกขันยึดเข้ากับตัวเรือนโดยตรง แต่ถูกออกแบบให้ล็อกเข้ากับชิ้นส่วนแยกภายในตัวเรือน ทำให้สามารถเปลี่ยนหรือบำรุงรักษาได้ง่ายยิ่งขึ้นในระยะยาว
นาฬิกาทั้งสองรุ่นจะวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2026 ณ Seiko Boutiques และตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการคัดสรรทั่วโลก โดยรุ่นความร่วมมือกับ JAMSTEC จะถูกผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 เรือน
เกี่ยวกับ JAMSTEC
Japan Agency for Marine-Earth Science and Technology (JAMSTEC) คือสถาบันวิจัยระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลแบบบูรณาการ ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีล้ำสมัย องค์กรแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและสิ่งมีชีวิต ตลอดจนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลก ด้วยการนำข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยมาใช้ JAMSTEC ยังมุ่งตอบโจทย์ความต้องการทางสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมทั้งขับเคลื่อนนวัตกรรมในหลากหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง
19 มี.ค. 2569
19 มี.ค. 2569
19 มี.ค. 2569