PATEK PHILIPPE Celestial Sunrise and Sunset

Last updated: 2 พ.ค. 2569  |  25 จำนวนผู้เข้าชม  | 

PATEK PHILIPPE Celestial Sunrise and Sunset

ในฐานะผู้สืบทอดที่สมศักดิ์ศรีแห่งตำนานเรือนเวลาที่มาพร้อมฟังก์ชันดาราศาสตร์ของ Patek Philippe Reference 6105G-001 ได้นำเสนอการตีความครั้งใหม่ของนาฬิกา Celestial Reference 6102 นี่คือนาฬิกาข้อมือเรือนแรกจากทางแบรนด์ผู้ผลิตแห่งนี้ที่สามารถแสดงเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตกสำหรับเมืองเจนีวา ภายในขับเคลื่อนด้วยชุดกลไกที่ติดตั้งระบบสิทธิบัตรอันชาญฉลาด ซึ่งออกแบบมาเพื่อการปรับตั้งเวลาและข้อมูลการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆ กัน ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านระหว่างเวลาฤดูร้อน (Summer Time) และเวลาฤดูหนาว (Winter Time) ยิ่งไปกว่านั้น กลไกดังกล่าวยังผสานระบบสิทธิบัตรอันสลับซับซ้อน ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การปรับเปลี่ยนเวลาและเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น-ตกในช่วงสลับฤดูกาล สามารถทำได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และสอดประสานกัน ในฐานะผลลัพธ์จากการพัฒนาที่ยาวนานถึง 5 ปี พร้อมการยื่นจดสิทธิบัตรถึง 6 ฉบับ Reference 6105G-001 จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้หลงใหลในดาราศาสตร์และเรือนเวลาชั้นสูง ด้วยนวัตกรรมกลไกสุดล้ำและดีไซน์ร่วมสมัยที่สะกดทุกสายตา


ปฐมบทอันเกรียงไกรของจักรวาลแห่งกลไก
มาตรวัดเวลาและวิชาดาราศาสตร์นั้นมีความผูกพันกันอย่างแยกไม่ออกมาโดยตลอด ความงดงามของหมู่ดาวไม่เพียงสะกดจินตนาการของช่างนาฬิกา ทว่ายังเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาไขว่คว้าที่จะวัดค่าเวลา และถ่ายทอดการโคจรเหล่านั้นออกมาผ่านนวัตกรรมจักรกล ทั้งยังคอยจุดประกายความฝันในหัวใจของพวกเขาไปพร้อมกัน ที่ Patek Philippe การประดิษฐ์กลไกซับซ้อนเพื่อแสดงข้อมูลทางดาราศาสตร์คือวิถีและขนบธรรมเนียมอันทรงเกียรติ ท่ามกลางผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่หล่อหลอมจนเป็นชื่อเสียงของแบรนด์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Patek Philippe ได้เน้นย้ำถึงความเป็นเลิศแห่งงานศิลป์ด้านนี้ ด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นนาฬิกาที่มาพร้อมระบบแสดงผล “Sky-moon” เพื่อระบุวิถีการโคจรของดวงดาวและจันทร์เพ็ญบนฟากฟ้า

ด้วยเหตุนี้ การแสดงผลแบบ Sky-moon จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอินดิเคเตอร์และฟังก์ชันทั้ง 21 รายการที่บรรจุอยู่ในนาฬิกาพก Star Caliber 2000 ผลงานระดับสุดยอดความซับซ้อน หรือ Supercomplication ที่เปิดตัวเพื่อเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ในปี 2000 ถัดมาในปี 2001 โมดูลดาราศาสตร์ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Star Caliber 2000 ก็ได้รับการย่อขนาดลงอย่างวิจิตร เพื่อนำไปประดับไว้บนด้านหลังตัวเรือนของเรือนเวลาระดับตำนานอย่าง Sky Moon Tourbillon ที่ครอบครองกลไกซับซ้อนถึง 12 ชนิด ถือเป็นผลงาน Grand Complication ที่รวบรวมเอาข้อมูลทั้งหมดของจักรวาลมาไว้บนข้อมือได้อย่างน่าอัศจรรย์ และในที่สุด นับตั้งแต่ปี 2002 การมาถึงของ Celestial ก็ได้นำเอาความวิจิตรตระการตาของผืนฟ้ามาอวดโฉมอย่างโดดเด่นบนตัวเรือนนาฬิกา ภายใต้การขับเคลื่อนของกลไกออโตเมติกแบบบางพิเศษ ที่มาพร้อมไมโครโรเตอร์จากสายการผลิตคาลิเบอร์ 240

ท่ามกลางทำเนียบนาฬิกาดาราศาสตร์ที่รังสรรค์โดย Patek Philippe มีนาฬิกาเพียงไม่กี่เรือนเท่านั้นที่ครอบครองฟังก์ชันระบุเวลารุ่งอรุณและยามพลบค่ำ กลไกอันล้ำค่าและหาชมได้ยากนี้ มักถูกสงวนไว้สำหรับเรือนเวลาแบบสั่งทำพิเศษชิ้นเดียวในโลก หรือผลิตจำกัดระดับเอ็กซ์คลูซีฟเท่านั้น ดังเช่นนาฬิกาพกที่มีความซับซ้อนระดับอุลตร้าอันเป็นตำนาน ซึ่งผลิตขึ้นในปี 1927 และ 1933 ตามความประสงค์ของ James Ward Packard และ Henry Graves Jr. และผลงานที่ใกล้ยุคปัจจุบันเข้ามาอีกนิด กลไกนี้ยังถูกบรรจุอยู่ในคาลิเบอร์ 89 (Calibre 89) อันโด่งดัง ซึ่งถือเป็นสุดยอดเรือนเวลาที่ซับซ้อนที่สุดของแบรนด์ (ด้วยกลไกถึง 33 ชนิด) ที่เปิดตัวเพื่อฉลองครบรอบ 150 ปีในปี 1989 รวมถึงปรากฏอยู่ใน Star Caliber 2000 ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองสหัสวรรษใหม่ในปี 2000 อีกด้วย

ล่าสุด ณ งาน Watches and Wonders 2026 ถือเป็นครั้งแรกที่ Patek Philippe ได้นำกลไกระดับตำนานนี้มาถ่ายทอดลงบนนาฬิกาข้อมือเรือนใหม่ Reference 6105G-001 เรือนเวลาฟังก์ชันดาราศาสตร์สุดซับซ้อนเรือนนี้ ถือกำเนิดขึ้นจากความทุ่มเทในการพัฒนานานกว่า 5 ปี และสิทธิบัตรอีก 6 ฉบับ ถือเป็นการสร้างนิยามใหม่ให้กับคอลเลคชั่น Celestial ด้วยการเติมเต็มฟังก์ชันบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกในเมืองเจนีวา นวัตกรรมอันชาญฉลาดนี้ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเปลี่ยนเวลาในช่วงรอยต่อของ Summer Time และ Winter Time ได้อย่างสมบูรณ์แบบ (โดยอิงจากข้อเท็จจริงที่ว่า เวลาฤดูหนาวคือเวลาที่เดินตามวัฏจักรธรรมชาติของดวงอาทิตย์อันเป็นรากฐานของเวลาสากล ในขณะที่เวลาฤดูร้อนคือเวลาที่ถูกมนุษย์ตั้งค่าให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง)

ความงามแห่งฟากฟ้าสู่ข้อมือคุณ
สำหรับ Celestial Ref. 6105G-001 เรือนใหม่นี้ Patek Philippe ขอยกย่องเรือนเวลาในกลุ่ม Astronomical indications ผ่านการตีความใหม่ที่รวบรวมเอาความวิจิตรตระการตา ความแม่นยำทางกลไก และดีไซน์โมเดิร์นที่สะกดสายตาไว้ด้วยกันได้อย่างไร้ที่ติ

เพื่อสานต่อความสำเร็จจากโมเดลก่อนหน้า นาฬิกา Patek Philippe Celestial ในรูปโฉมใหม่นี้ได้ถ่ายทอดความวิจิตรของท้องฟ้ายามราตรีในมุมมองเดียวกับที่สังเกตเห็นได้จากกรุงเจนีวา หรือเมืองใด ๆ ก็ตามบนละติจูดเดียวกันในซีกโลกเหนือ (46° 12’ เหนือ) ผ่านแผนที่ดาวกลไกหมุนที่จำลองวิถีการโคจรของดวงดาว ตำแหน่งของดวงจันทร์ และปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรมตามเวลาจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเสริมการบอกวันที่ด้วยเข็มปลายศรชี้บริเวณขอบหน้าปัด และเพื่อเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูง Patek Philippe จึงได้เติมเต็มความอลังการของจักรวาลบนหน้าปัด ด้วยการแสดงเวลารุ่งอรุณและยามพลบค่ำของเจนีวา ซึ่งถือเป็นการแสดงผลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง


เพื่อมอบชีวิตชีวาให้กับการโคจรที่สอดประสานกันดุจการเต้นรำของหมู่ดาว Patek Philippe ได้รังสรรค์ระบบกลไกหน้าปัดที่อาศัยกลไกสุดล้ำ ผ่านการซ้อนแผ่นดิสก์แบบใส (แซฟไฟร์หรือมิเนอรัลคริสตัล) 3 ชั้นเข้าด้วยกัน ดิสก์ทั้งสามจะหมุนด้วยความเร็วที่ต่างกันตามอัตราส่วนที่ถูกคำนวณมาอย่างเหนือชั้น สำหรับพื้นที่ของผืนฟ้า การหมุนจะอิงตามระยะเวลาของวันทางดาราคติ (Sidereal day) ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ดาวฤกษ์ (เช่น ดาวซิริอุส) เคลื่อนพาดผ่านเส้น  เมริเดียนของสถานที่ใดที่หนึ่งครบสองรอบพอดี โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 23 ชั่วโมง 56 นาที กับอีกราว 4 วินาที (4.09892 วินาทีอย่างเป็นทางการ) ในขณะที่วันทางจันทรคติ (Lunar day) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดวงจันทร์โคจรพาดผ่านเส้น เมริเดียนครบสองรอบ จะสอดคล้องกับวัฏจักรที่ใช้เวลาเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 50 นาที 28.328 วินาที และสำหรับรอบเดือนทางจันทรคติ (ระยะห่างระหว่างคืนจันทร์เพ็ญสองหน) จะใช้เวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 29 วัน 12 ชั่วโมง 44 นาที กับอีก 2.82 วินาที

ถัดออกมาบริเวณขอบหน้าปัด แผ่นดิสก์แสดงวันที่ทำหน้าที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับกลไกจักรวาลขนาดย่อมนี้ ซึ่งชุดตัวเลขไม่ได้มีไว้เพื่อบอกวันที่เพียงอย่างเดียว ทว่ายังทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดเวลารุ่งอรุณและยามพลบค่ำ ด้วยเงื่อนไขนี้เอง ตำแหน่งของเลข 1 สำหรับบอกวันที่ จึงไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาตามแบบแผนดั้งเดิม ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญได้ออกแบบและเนรมิตโครงสร้างหน้าปัดให้มีความสมมาตรกันทั้งสองด้าน เพื่อรักษาสมดุลทางสายตา สเกลบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกทั้งสองฝั่งจึงดูกลมกลืนและงดงามไร้ที่ติเมื่อมองจากสายตาของผู้อ่านเวลา

ชุดเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีทรงบาตองแบบโปร่งวัสดุไวท์โกลด์ 18K เคลือบวาร์นิชสีขาว รับหน้าที่บอกเวลาตามมาตรฐานสากล (Civil time) ส่วนเข็มรูปทรงค้อนสีแดงโดดเด่นทำหน้าที่ชี้บอกวันที่บนสเกล 31 วัน ที่อยู่บริเวณขอบนอกสุดของหน้าปัด ปิดท้ายด้วยชุดเข็มทรงบาตองเคลือบวาร์นิชสีขาวอีกสองเข็ม ซึ่งคอยชี้ระบุเวลารุ่งอรุณและยามพลบค่ำบนสเกลของแต่ละฝั่ง ได้แก่ ฝั่งขวาสำหรับเวลาพระอาทิตย์ขึ้น และฝั่งซ้ายสำหรับเวลาพระอาทิตย์ตก กลไกอันแยบยลนี้ทำให้สเกลตัวเลข 1 ถึง 31 บนดิสก์วันที่ สามารถควบรวมสองฟังก์ชันไว้ด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือการบอกทั้งวันที่และเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก

ฟังก์ชันหน้าปัด Sky-moon
แผ่นดิสก์สำหรับแสดงความวิจิตรของผืนฟ้ารังสรรค์ขึ้นจากคริสตัลแซฟไฟร์โปร่งใส พื้นผิวด้านหน้าประดับประดาด้วยลวดลายดวงดาวเพื่อจำลองแผนที่ท้องฟ้า ในขณะที่ลวดลายของทางช้างเผือกถูกพิมพ์ประทับไว้ที่ด้านหลังเพื่อมอบมิติภาพที่ลึกล้ำอย่างน่าอัศจรรย์ ตามที่ระบุไว้ก่อนหน้า ดิสก์แผ่นนี้จะหมุนครบรอบในเวลา 23 ชั่วโมง 56 นาที ซึ่งเทียบเท่ากับระยะเวลาของวันทางดาราคติ โดยอาศัยการขับเคลื่อนจากซี่ฟันเฟืองที่ตัดแต่งด้วยเลเซอร์อย่างแม่นยำบริเวณขอบรอบนอกของคริสตัลแซฟไฟร์


เส้นกรอบวงรีที่ประทับพิมพ์อยู่บริเวณด้านในของกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ ทำหน้าที่ตีกรอบจำลองพื้นที่บนท้องฟ้าที่สามารถสังเกตเห็นได้จากเจนีวา หรือเมืองใด ๆ ในซีกโลกเหนือที่อยู่ในละติจูดเดียวกัน และเมื่อดวงดาวบนดิสก์เคลื่อนตัวเข้าสู่ภายในกรอบวงรีดังกล่าว ก็เปรียบเสมือนดวงดาวนั้นได้ลอยขึ้นทอแสงเหนือผืนฟ้าของกรุงเจนีวาแล้วนั่นเอง

ภายใต้ดิสก์ Celestial คือดิสก์มิเนอรัลคริสตัลอีกแผ่นที่หมุนอยู่บนวีลอะลูมิเนียม เพื่อให้ได้ทั้งความเบาและความแม่นยำขั้นสุด การเคลือบผิวสีดำด้วยนวัตกรรม PVD ช่วยเนรมิตความมืดมิดอันน่าค้นหาของรัตติกาลบนฟากฟ้าให้ออกมาสมจริง ดิสก์แผ่นนี้มีรอบการหมุนที่ 24 ชั่วโมง 50 นาที ซึ่งสอดคล้องกับการจำลองวิถีโคจรของดวงจันทร์ตามที่เรามองเห็นจากโลก บนพื้นผิวของดิสก์มีการเจาะช่องหน้าต่างทรงกลม เพื่อเผยให้เห็นความวิจิตรของดิสก์มิเนอรัลคริสตัลแผ่นที่สามที่อยู่ลึกลงไป ซึ่งควบคุมด้วยชุดฟันเฟืองจักรกลแบบ Planetary gear คอยทำหน้าที่หมุนแสดงการเปลี่ยนแปลงของข้างขึ้นข้างแรม ความน่าอัศจรรย์ของกลไกมูนเฟสที่เที่ยงตรงระดับนี้ คือการต้องการการปรับตั้งเวลาใหม่เพียง 1 วัน ในรอบ 3,000 ปี

การแสดงเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตก
นาฬิกา Celestial Reference 6105G-001 ใหม่ล่าสุดนี้ คือนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของ Patek Philippe ในคอลเลคชั่นปัจจุบัน ที่มาพร้อมฟังก์ชันแสดงเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเรือนยังได้ผสานนวัตกรรมกลไกที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งเอื้อให้สามารถปรับตั้งค่าการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เวลาฤดูร้อน (Summer Time) หรือเวลาฤดูหนาว (Winter Time) ได้อย่างราบรื่น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของฟังก์ชันดาราศาสตร์อื่น ๆ

เวลารุ่งอรุณและยามพลบค่ำนั้นผันแปรไปตามฤดูกาลตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นผลมาจากความเอียงของแกนโลกเมื่อเทียบกับระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์นี้ถูกจำลองไว้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยกลไกที่ใช้ avoid cam สองตัว โดยเส้นขอบของลูกเบี้ยวถูกออกแบบมาให้สะท้อนถึงความเอียงของแกนโลกที่เปลี่ยนไปในแต่ละเดือนอย่างแม่นยำตามหลักเรขาคณิต ชิ้นส่วนแกนสัมผัสคู่ (Double feeler-spindle) นวัตกรรมสิทธิบัตร ทำหน้าที่อ่านค่าตำแหน่งของแคมทั้งสองผ่านก้านสัมผัสแบบยืดหยุ่นที่ไล่ไปตามส่วนโค้งเว้าของแคมอยู่ตลอดเวลา ก้านทั้งสองจะแนบชิดติดกับแคมอย่างมั่นคงด้วยระบบโครงสร้างสปริงบังคับทิศทาง

การเคลื่อนตัวของก้านสัมผัสเป็นไปในแนวตรง ขับเคลื่อนผ่านชิ้นส่วนเฟืองสะพานที่ควบคุมด้วยชุดขาสปริง 4 ก้านสองคู่ ทำให้จำลองการขยับของแกนสัมผัสได้อย่างไร้ที่ติ และด้วยขนาดที่บางเพียง 0.48 มิลลิเมตร แกนสัมผัสนี้จึงสามารถถ่ายทอดการเคลื่อนไหวที่มีความละเอียดอ่อนสูงได้ ท้ายที่สุด ชุดเกียร์จะรับหน้าที่ส่งต่อข้อมูลจากกลไกสุดซับซ้อนนี้ ไปยังชุดเข็มบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก ลูกเบี้ยวทั้งสองตัวจะใช้เวลา 1 ปีเต็มในการหมุนครบหนึ่งรอบ การเคลื่อนตัวอย่างเนิบช้าซึ่งรับกำลังมาจากตลับลานหลักนี้ ทำงานร่วมกับกลไกขาสัมผัสเยื้องศูนย์ (Eccentric finger-piece) นวัตกรรมสิทธิบัตรที่ช่วยรีดเร้นประสิทธิภาพของระบบฟันเฟืองให้สมบูรณ์แบบที่สุดแม้ในพื้นที่ที่จำกัด

นวัตกรรมระบบปรับตั้งเวลาสิทธิบัตร เพื่อรองรับการสลับเวลา Summer Time และ Winter Time
สำหรับนาฬิกาที่มีฟังก์ชันบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกอย่าง Reference 6105G-001 เรือนนี้ มาพร้อมกลไกสุดล้ำที่ช่วยให้ผู้ครอบครองสามารถสลับเวลาข้ามไปมาระหว่างช่วง Summer Time และ Winter Time ได้อย่างคล่องตัวและสะดวก โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความเสียหายกับมูฟเมนต์ภายใน โดยปกติแล้ว นาฬิกาแนวนี้จะถูกตั้งค่าเวลามาตรฐานตามเวลาสุริยะ (Civil solar time) หรือเวลาช่วงฤดูหนาว ด้วยเหตุนี้ เมื่อต้องปรับชดเชยเวลาเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน (Summer Time) ข้อมูลเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่แสดงบนนาฬิกาดั้งเดิมจึงมักจะเดินคลาดเคลื่อนไปหนึ่งชั่วโมง

ด้วยเหตุนี้ Reference 6105G-001 จึงเป็นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของ Patek Philippe ที่มอบความสามารถในการอ่านค่าเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตกได้โดยตรงจากหน้าปัดตลอดทั้งปี และในทุก ๆ สองครั้งต่อปี เมื่อถึงช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนเวลาเป็น Summer Time หรือ Winter Time (เฉพาะในประเทศที่มีการบังคับใช้) กลไกนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ครอบครองสามารถปรับตั้งเวลามาตรฐานสากล (Civil time) ควบคู่ไปกับการแสดงผลเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตกได้อย่างสอดประสานและพร้อมเพรียงกัน

หน้าที่สำคัญนี้ถูกควบคุมผ่านปุ่มกดปรับตั้งค่าสองปุ่มที่ซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียนบริเวณด้านข้างของตัวเรือนในตำแหน่ง 9 และ 10 นาฬิกา เพียงกดปุ่มที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาหนึ่งครั้ง กลไกจะปรับเวลาเดินหน้าขึ้นหนึ่งชั่วโมงเพื่อรับกับช่วง Summer Time ในขณะที่การกดปุ่มตำแหน่ง 10 นาฬิกาหนึ่งครั้ง จะเป็นการตั้งเวลาถอยหลังหนึ่งชั่วโมงเพื่อเข้าสู่ช่วง Winter Time โดยฟังก์ชันแสดงเวลารุ่งอรุณและยามพลบค่ำจะซิงก์ข้อมูลตามการตั้งเวลานี้ในทันที นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบเซฟตี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานเผลอกดปุ่มเดิมซ้ำ นวัตกรรมนี้ช่วยเปลี่ยนความยุ่งยากในการปรับเวลา Summer และ Winter Time ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ง่ายดายและน่าประทับใจ

การจัดการเวลาในช่วงรอยต่อของ Summer Time และ Winter Time จึงกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายและตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง หากมองลึกลงไปในกลไกเชิงเทคนิค การกดปุ่มคอเรกเตอร์เพียงคลิกเดียวจะสั่งการให้เกิดการทำงานถึง 3 แอ็กชั่น เริ่มจากจักรดาวเข็มชั่วโมงจะขยับเดินหน้าหรือถอยหลัง 1 ชั่วโมงเพื่อปรับการแสดงผลเวลา จากนั้นดิสก์วันที่บริเวณขอบหน้าปัดจะหมุนเดินหน้าหรือถอยหลังด้วยระยะ 1 ใน 31 ส่วนของหนึ่งรอบวง (เทียบเท่ากับ 1 ชั่วโมง) และจักรดาวของเข็มวันที่ก็จะขยับในอัตราส่วน 1 ใน 31 ของรอบเช่นเดียวกัน เพื่อให้ตัวเลขวันที่สัมพันธ์กับตัวดิสก์อย่างแม่นยำ ในขณะที่ชุดเข็มระบุเวลารุ่งอรุณและยามพลบค่ำจะยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่ขยับเขยื้อน

กลไกคาลิเบอร์ใหม่ล่าสุด 240 C LU CL LCSO
การผสานฟังก์ชันบอกเวลารุ่งอรุณและยามพลบค่ำ พ่วงด้วยนวัตกรรมกลไกปรับตั้งค่าอัจฉริยะ (สำหรับช่วง Summer Time และ Winter Time) นับเป็นบททดสอบสุดท้าทายสำหรับทีมวิศวกรของแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อกำหนดของโปรเจ็กต์นี้ระบุไว้ว่า ชุดกลไกใหม่จะต้องรักษารูปทรงที่กะทัดรัด และต้องรักษาความบางไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบเหนือความคาดหมาย เพราะกลไก Caliber 240 C LU CL LCSO ยังคงรักษาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ 38 มิลลิเมตรไว้ได้เท่ากับกลไกของ Celestial ดั้งเดิม และแม้จะต้องจุชิ้นส่วนประกอบเพิ่มเข้าไปอีกถึง 121 ชิ้น (รวมเป็น 426 ชิ้น) แต่มูฟเมนต์ใหม่นี้กลับมีความหนาเพิ่มขึ้นมาเพียง 1.12 มิลลิเมตร จบที่ความหนาสุทธิเพียง 7.93 มิลลิเมตร


สำหรับระบบกลไกไขลานอัตโนมัติ ชุดกลไกซึ่งเปี่ยมด้วยพลังงานสำรองขั้นต่ำ 38 ชั่วโมงและสูงสุด 48 ชั่วโมงนี้ นำเสนอทางออกอันสง่างามด้วยมินิโรเตอร์ทองคำ 22K แบบเยื้องศูนย์ (Off-center) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุดกลไกตระกูล 240 แม้มินิโรเตอร์จะมีขนาดเล็ก ทว่าด้วยมวลความหนาแน่นที่สูงของทองคำ 22K จึงมอบน้ำหนักและแรงเหวี่ยงที่มากพอสำหรับการขึ้นลานให้แก่ตลับลานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โครงสร้างดังกล่าวยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุดกลไกยังคงความบางเฉียบไว้ได้ แม้จะอัดแน่นไปด้วยความสลับซับซ้อน และสามารถบรรจุลงในตัวเรือนที่แบนบางและสง่างามได้อย่างน่าทึ่ง

ในฐานะกลไกที่พัฒนาต่อยอดมาจากคาลิเบอร์ 240 แบบบางพิเศษอันเป็นตำนาน ชุดกลไกไขลานอัตโนมัติแบบใหม่ 240 C LU CL LCSO นี้ ได้รับการติดตั้งสายใยจักรกรอก Spiromax® ที่ผลิตจากวัสดุ Silinvar® และจักรกรอกแบบปรับตั้งค่าความเฉื่อยได้ Gyromax® ซึ่งแกว่งด้วยความถี่ 21,600 รอบต่อชั่วโมง ผลงานชิ้นเอกแห่งนวัตกรรมจักรกลจุลภาค (Micromechanical horology) นี้ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอันเข้มงวดทุกประการของตราประทับ Patek Philippe Seal ซึ่งรวมถึงมาตรฐานด้านความประณีตของงานช่างศิลป์และความเที่ยงตรงของอัตราการเดิน โดยมาตรฐานข้อหลังนี้เพิ่งได้รับการยกระดับความเข้มงวดขึ้นในปี 2024 โดยจำกัดค่าความคลาดเคลื่อนต้องไม่เกิน -1/+2 วินาทีต่อ 24 ชั่วโมง

ดังนั้น การหมุนของจานดิสก์วันที่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสเกลแสดงเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตกด้วยนั้น จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้การแสดงผลเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยน (รองรับเวลา Summer Time และ Winter Time) ได้อย่างชาญฉลาดและแยบยลที่สุด!

ตัวเรือนขนาด 47 มิลลิเมตร พร้อมดีไซน์โมเดิร์นที่โดดเด่นสะกดสายตา
เพื่อบรรจุชุดกลไกอันเหนือชั้นนี้ Patek Philippe ได้เลือกสรรตัวเรือนวัสดุไวท์โกลด์ ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 47 มิลลิเมตร และความหนา 12.39 มิลลิเมตร ตัวเรือนจึงโดดเด่นด้วยงานดีไซน์ร่วมสมัยที่ดูโฉบเฉี่ยว ลวดลายตัวเอ็กซ์ (X-shaped motif) อันเป็นเอกลักษณ์ชวนให้จินตนาการถึงโครงสร้างทรงกระบอกของยานอวกาศ ลวดลายนูนต่ำที่ถูกรังสรรค์ขึ้นรูปโดยตรงบนบริเวณด้านข้างตัวเรือน (Caseband) ดึงดูดทุกสายตาด้วยการผสมผสานพื้นผิวขัดเงาสลับกับการขัดลายซาติน สร้างมิติความลึกได้อย่างน่าทึ่ง และความพิเศษที่หาได้ยากยิ่งสำหรับนาฬิกาจักรกลยุคใหม่ของ Patek Philippe คือการขยายขอบเขตความงดงามของลวดลายนี้ให้ทอดยาวไปจนถึงฝาหลังทึบที่ทำจากทองคำ ซึ่งประดับตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ Calatrava อันทรงเกียรติ

โครงสร้างตัวเรือนมาพร้อมเม็ดมะยมคู่ โดยเม็ดมะยมหลักที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ซึ่งประทับตรา Calatrava อันทรงเกียรติ รับหน้าที่ไขลานและตั้งเวลามาตรฐาน ส่วนเม็ดมะยมที่สองบริเวณ 2 นาฬิกา ซึ่งโดดเด่นด้วยลวดลายหมู่ดาว รับหน้าที่ควบคุมฟังก์ชันดาราศาสตร์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ตัวชี้วัดประจำปี เวลารุ่งอรุณและยามพลบค่ำ แผนที่ท้องฟ้า วิถีโคจรของดวงจันทร์ และข้างขึ้นข้างแรม ความพิเศษคือการติดตั้งกลไกสิทธิบัตรแบบเขี้ยวล็อก (Bayonet disconnecting-gear) เพื่อป้องกันการเผลอไปหมุนโดยไม่ตั้งใจ ผู้ใช้ต้องกดเม็ดมะยมลงและบิดเพื่อปลดล็อกฟังก์ชัน เมื่อปล่อยมือ การหมุนทวนเข็มนาฬิกาจะใช้สำหรับตั้งเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก ซึ่งจะทำงานควบคู่กับเข็มชี้เพื่อปรับเวลา Summer และ Winter Time ให้สอดคล้องกับรอบปี และเมื่อดึงเม็ดมะยมออกมาหนึ่งสเต็ป การหมุนไปด้านหนึ่งจะใช้ตั้งข้างขึ้นข้างแรม และหากหมุนกลับอีกด้านจะเป็นการหมุนปรับแผนที่ดาว ปิดท้ายด้วยปุ่มคอเรกเตอร์ที่ซ่อนตัวอย่างแนบเนียนข้างตัวเรือนระหว่าง 7 และ 8 นาฬิกา ซึ่งทำหน้าที่ปรับตั้งวันที่ผ่านการกดเป็นจังหวะ

เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดขั้นสูงสุด ระบบจัดกึ่งกลางก้านเม็ดมะยม (Stem re-centering system) นวัตกรรมสิทธิบัตร ได้ถูกนำมาใช้เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดมะยมจะถูกจัดวางในตำแหน่งที่สมดุลที่สุดเมื่อเทียบกับความหนาของด้านข้างตัวเรือน นวัตกรรมนี้ช่วยรักษาเส้นสายอันงดงามกลมกลืนของตัวเรือนเอาไว้ และรับประกันความแนบเนียนในการผสานเข้ากับดีไซน์ลวดลายรูปตัวเอ็กซ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ปิดท้ายความสมบูรณ์แบบด้วยสายนาฬิกาสีดำจากวัสดุคอมโพสิตที่ทนทานเป็นเลิศ ซึ่งผสานเข้ากับตัวเรือนอย่างแนบเนียนด้วยระบบซ่อนจุดเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาขาตัวเรือนแบบเดิม ๆ สายนาฬิกาสามารถโอบล้อมเข้ากับข้อมือได้อย่างเป็นธรรมชาติ มอบสัมผัสที่เบาสบายจนน่าเหลือเชื่อสำหรับนาฬิกาที่มีขนาดตัวเรือนใหญ่ระดับนี้ ดีเทลการฉลุลายรูปตัว X บนสายยังล้อไปกับงานแกะสลักด้านข้างตัวเรือน ช่วยเติมเต็มกลิ่นอายความโมเดิร์นและปราดเปรียวให้กับเรือนเวลาได้อย่างไร้ที่ติ และท้ายที่สุด บัคเคิลแบบบานพับ 3 ชั้นสิทธิบัตรเฉพาะในวัสดุไวท์โกลด์ 18K ก็ทำหน้าที่ล็อกสายได้อย่างมั่นคงและสวมใส่สบายตลอดวัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้