MB&F LM Perpetual Chromatic Editions

Last updated: 25 พ.ค. 2569  |  144 จำนวนผู้เข้าชม  | 

MB&F LM Perpetual Chromatic Editions

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง LM Perpetual ได้เผยโฉมใหม่ที่โดดเด่นยิ่งกว่าเดิมในปี 2026 ผ่านซีรีส์พิเศษ Chromatic Editions ผลิตจำนวนจำกัด ซึ่งมาพร้อมขอบตัวเรือนประดับอัญมณีเจียระไนทรงบาแก็ตต์ ทั้งทับทิมสีแดง แซฟไฟร์สีน้ำเงิน และแซฟไฟร์สีม่วง ถ่ายทอดสีสันอันสดใสสะดุดตาในมิติใหม่ของคอลเลกชันนี้

LM Perpetual Chromatic Editions
ผลงานสองรุ่นแรกได้รับการรังสรรค์ขึ้นจากทองคำขาว 18k พร้อมขอบตัวเรือนประดับแซฟไฟร์สีน้ำเงินและแซฟไฟร์สีม่วง อัญมณีสีสวยล้ำค่าที่ได้รับการคัดสรรมาจากมาดากัสการ์และศรีลังกา ขณะที่รุ่นที่สามเผยโฉมในตัวเรือนทองคำแดง 18k จับคู่กับขอบตัวเรือนประดับทับทิมสีแดงจากโมซัมบิก

ขอบตัวเรือนของแต่ละรุ่นโอบล้อมด้วยอัญมณีเจียระไนทรงบาแก็ตต์จำนวน 48 เม็ด ซึ่งล้วนผ่านการฝังด้วยมือโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญจาก STG Creation พันธมิตรระยะยาวของแบรนด์ที่เจนีวา สร้างสรรค์เป็นกรอบอันสง่างามที่ขับเน้นความซับซ้อนของกลไกปฏิทินร้อยปีได้อย่างลงตัว โดยยังคงรักษาขนาดตัวเรือนไว้เท่าเดิมโดยไม่เพิ่มเส้นผ่านศูนย์กลางแม้แต่น้อย

รายละเอียดอีกจุดที่ทำให้เครื่องบอกเวลารุ่นใหม่นี้โดดเด่นยิ่งขึ้น คือเข็มนาฬิกาที่ผ่านการเคลือบ PVD ให้สอดรับกับเฉดสีของอัญมณีและตัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นสีม่วงสำหรับรุ่นแซฟไฟร์สีม่วง สีน้ำเงินสำหรับรุ่นแซฟไฟร์สีน้ำเงิน และเฉด 5N PVD สำหรับรุ่นทับทิมสีแดง เพื่อสะท้อนโทนสีอบอุ่นของตัวเรือนทองคำแดงอย่างกลมกลืน

การผสานเข้าด้วยกันระหว่างความซับซ้อนทางกลไกและงานฝีมือชั้นสูงของระบบปฏิทินร้อยปีอันล้ำสมัย ซึ่งพัฒนาโดย Stephen McDonnell กับความโดดเด่นของอัญมณีสีสันสดจัด ทำให้ LM Perpetual Chromatic Editions กลายเป็นผลงานที่สะท้อนทั้งนวัตกรรมและความสง่างามร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน

LM Perpetual
กว่าทศวรรษก่อน MB&F และ Stephen McDonnell ช่างนาฬิกาอิสระชาวไอริช ได้เริ่มต้นจากกระดาษเปล่าเพื่อรังสรรค์และตีความหนึ่งในกลไกดั้งเดิมที่สุดของโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาขึ้นใหม่ทั้งหมด นั่นคือกลไกปฏิทินร้อยปี ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ Legacy Machine Perpetual เครื่องบอกเวลาที่มาพร้อมกลไกอินเฮาส์อันโดดเด่นสะดุดตา ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ตั้งแต่พื้นฐาน เพื่อขจัดข้อจำกัดและจุดอ่อนของระบบปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง

หนึ่งในความพิเศษของกลไกนี้ คือการออกแบบให้โครงสร้างอันซับซ้อนทั้งหมดสามารถมองเห็นและชื่นชมได้จากฝั่งหน้าปัดอย่างเต็มตา ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในข้อได้เปรียบมากมายของกลไกชุดใหม่นี้ ที่ถูกควบคุมด้วย “Mechanical Processor” อันล้ำสมัย

LM Perpetual มาพร้อมกลไกแบบ Fully Integrated ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากถึง 581 ชิ้น โดยไม่มีทั้งโมดูลเสริมหรือฐานกลไกสำเร็จรูปแบบที่พบในปฏิทินร้อยปีทั่วไป พร้อมระบบคำนวณจำนวนวันในแต่ละเดือนรูปแบบใหม่ที่ถือเป็นการปฏิวัติแนวคิดเดิมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังเป็นการตีความความงามของกลไกปฏิทินร้อยปีขึ้นใหม่ทั้งหมด ด้วยการเปิดเผยรายละเอียดของระบบอันซับซ้อนให้ปรากฏอย่างชัดเจนบนหน้าปัดแบบไร้แผ่นหน้าปัดปิดทับ พร้อมจักรกลอกแบบแขวนลอยขนาดใหญ่ที่โดดเด่นอยู่เหนือกลไก ราวกับงานประติมากรรมเชิงกลศาสตร์ที่มีชีวิต

ปฏิทินร้อยปีนับเป็นหนึ่งในกลไกชั้นสูงแบบดั้งเดิมที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ด้วยความสามารถในการคำนวณจำนวนวันอันซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละเดือน รวมถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ในปีอธิกสุรทินได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิมก็มักมาพร้อมข้อจำกัดหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาวันที่กระโดดผิดพลาด ความเปราะบางของกลไกเมื่อมีการปรับตั้งระหว่างช่วงเปลี่ยนวันที่ รวมถึงโครงสร้างที่ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงโมดูลเสริมซึ่งทำงานร่วมกับฐานกลไกสำเร็จรูป ส่งผลให้ต้องอาศัยการประนีประนอมทั้งในด้านวิศวกรรมและการออกแบบอยู่เสมอ


กลไกแบบ Fully Integrated ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับ Legacy Machine Perpetual ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่พื้นฐาน เพื่อมอบการใช้งานที่ราบรื่นและไร้ปัญหากวนใจ ไม่ว่าจะเป็นอาการวันที่กระโดดผิดพลาดหรือเฟืองติดขัด อีกทั้งปุ่มปรับตั้งต่างๆ ยังได้รับการออกแบบให้หยุดการทำงานโดยอัตโนมัติในช่วงที่กลไกกำลังเปลี่ยนวันที่ เพื่อช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับตั้งผิดจังหวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับระบบปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิมนั้น มักใช้แนวคิดให้เดือนที่มี 31 วันเป็นค่าพื้นฐาน ก่อน “ลบ” วันที่ที่เกินออกในเดือนที่มีจำนวนวันน้อยกว่า ด้วยการเร่งกลไกให้เลื่อนผ่านวันที่ที่ไม่จำเป็นอย่างรวดเร็วในช่วงเปลี่ยนวันที่ ตัวอย่างเช่น เมื่อปฏิทินเปลี่ยนจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ไปยังวันที่ 1 มีนาคม กลไกแบบดั้งเดิมจะเลื่อนผ่านวันที่ 29, 30 และ 31 อย่างรวดเร็ว เพื่อไปหยุดที่วันที่ 1 มีนาคมในที่สุด

LM Perpetual ได้พลิกแนวคิดของระบบปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง ด้วยการเลือกใช้ “Mechanical Processor” แทนสถาปัตยกรรมแบบ Grand Levier หรือคานกลขนาดใหญ่ที่ใช้พื้นที่มากในระบบทั่วไป กลไกใหม่นี้ทำงานบนพื้นฐานของเดือนที่มี 28 วัน ก่อนจะ “เพิ่ม” จำนวนวันตามความจำเป็นของแต่ละเดือน แทนแนวคิดเดิมที่ใช้เดือน 31 วันเป็นค่าพื้นฐานแล้วค่อยลบวันที่ส่วนเกินออก ผลลัพธ์คือ ทุกเดือนจะแสดงจำนวนวันได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น โดยไม่จำเป็นต้องเร่งกลไกให้เลื่อนผ่านวันที่ที่ไม่จำเป็น หรือเกิดการกระโดดของวันที่เหมือนระบบปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิม

อีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญ คือในขณะที่ปฏิทินร้อยปีทั่วไปมักต้องเลื่อนผ่านเดือนต่างๆ มากถึง 47 เดือนเพื่อปรับตั้งปีอธิกสุรทิน LM Perpetual กลับมาพร้อมปุ่ม Quickset แยกเฉพาะสำหรับการปรับปี ทำให้ใช้งานได้สะดวกและเป็นมิตรต่อผู้สวมใส่มากยิ่งขึ้น

ด้วยหน้าปัดแบบเปิดที่เผยให้เห็นรายละเอียดทั้งหมดของกลไกปฏิทินร้อยปี รวมถึงจักรกลอกแบบแขวนลอยอันโดดเด่น ความงดงามเชิงกลศาสตร์ของ LM Perpetual จึงกลายเป็นจุดดึงสายตาที่แท้จริงของเครื่องบอกเวลารุ่นนี้ และในรายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ จักรกลอกขนาดใหญ่ซึ่งลอยเด่นอยู่เหนือหน้าปัดนั้น ยังเชื่อมต่อกับระบบเอสเคปเมนต์ด้านหลังของกลไกผ่านแกนจักรกลอกที่อาจยาวที่สุดในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาอีกด้วย

นอกจากนี้ LM Perpetual ยังมาพร้อมระบบโครงสร้างรูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับรุ่นนี้ ทำให้หน้าปัดย่อยแต่ละตำแหน่งดูราวกับ “ลอยตัว” อยู่เหนือกลไก โดยไม่มีจุดยึดใดปรากฏให้เห็น หน้าปัดย่อยแบบสเกเลตันเหล่านี้ถูกยึดไว้ด้วยหมุดซ่อนภายใน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับระบบปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิม เนื่องจากโครงสร้าง Grand Levier จะขัดขวางการจัดวางในลักษณะดังกล่าวโดยตรง

หากไล่เรียงรายละเอียดบนหน้าปัดตามเข็มนาฬิกา เริ่มจากตำแหน่ง 12 นาฬิกา จะพบกับหน้าปัดแสดงชั่วโมงและนาทีที่ถูกจัดวางอยู่ระหว่างสะพานโค้งอันสง่างามของจักรกลอกแบบแขวนลอย ถัดมาที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา คือช่องแสดงวันในสัปดาห์ ขณะที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา เป็นมาตรวัดพลังงานสำรองของกลไก ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แสดงเดือน และตำแหน่ง 7 นาฬิกา คือช่องแสดงปีอธิกสุรทินแบบเรโทรเกรดหรือเข็มกวาดตีกลับ ก่อนปิดท้ายด้วยช่องแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา

ด้วยแนวคิดอันล้ำสมัยและการออกแบบเชิงกลศาสตร์ที่แตกต่าง Legacy Machine Perpetual จึงได้รับรางวัล Best Calendar Watch จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève หรือ GPHG ในปี 2016

Legacy Machine Perpetual
แรงบันดาลใจและการรังสรรค์
คอลเลกชัน Legacy Machine ถือกำเนิดขึ้นจากจินตนาการของ Maximilian Büsser เจ้าของและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ MB&F ผู้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “จะเกิดอะไรขึ้น หากผมเกิดในปี 1867 แทนที่จะเป็น 1967? ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โลกเพิ่งเริ่มรู้จักนาฬิกาข้อมือ และผมก็คงอยากสร้างเครื่องจักรสามมิติสำหรับสวมบนข้อมือเช่นกัน แต่ในยุคนั้นยังไม่มีทั้ง Grendizer, Star Wars หรือเครื่องบินรบให้ใช้เป็นแรงบันดาลใจ สิ่งที่ผมมีคือ นาฬิกาพก หอไอเฟล และโลกแห่งจินตนาการของ Jules Verne แล้วเครื่องจักรในแบบฉบับปี 1900 ของผมจะมีหน้าตาอย่างไร? มันต้องเป็นทรงกลม และต้องมีมิติแบบสามมิติ”

คำถามและจินตนาการเหล่านั้น นำไปสู่การถือกำเนิดของ Legacy Machine No.1 ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2011 ก่อนจะต่อยอดสู่ LM2 และ LM101 ในเวลาต่อมา

โปรเจกต์ LM Perpetual เริ่มต้นขึ้นจากการพบกันระหว่าง Maximilian Büsser และ Stephen McDonnell ช่างนาฬิกาชาวไอร์แลนด์เหนือ ผู้เป็นหนึ่งในเพื่อนของ MB&F มาอย่างยาวนาน และยังมีบทบาทสำคัญในการทำให้ผลงานเรือนแรกของแบรนด์อย่าง Horological Machine No.1 กลายเป็นจริงขึ้นมาได้

ในช่วงที่ Büsser กำลังมองหาแนวทางพัฒนากลไกปฏิทินร้อยปีสำหรับนาฬิการุ่นที่สี่ของคอลเลกชัน Legacy Machine นั้น McDonnell ได้บอกกับเขาว่า เขามีแนวคิดสำหรับระบบปฏิทินร้อยปีรูปแบบใหม่ ที่สามารถแก้ไขข้อจำกัดสำคัญหลายประการของกลไกแบบดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง

หลังจากเวลาผ่านไปสามปี พร้อมคืนอันยาวนานที่เต็มไปด้วยการทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย Legacy Machine Perpetual ก็ถือกำเนิดขึ้นในที่สุด

ระบบปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิม
โดยทั่วไปแล้ว ระบบปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิมมักถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของ “โมดูล” ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านบนของฐานกลไกสำเร็จรูปอีกชั้นหนึ่ง หัวใจสำคัญของระบบนี้ คือคานกลยาวที่เรียกว่า Grand Levier ซึ่งพาดผ่านด้านบนของกลไกและเคลื่อนผ่านกึ่งกลางของชุดปฏิทิน เมื่อเกิดการเปลี่ยนวันที่ คานกลนี้จะเคลื่อนที่ไปมาเพื่อส่งข้อมูลไปยังชิ้นส่วนและกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การมีอยู่ของ Grand Levier ทำให้บริเวณกึ่งกลางของกลไกไม่สามารถวางองค์ประกอบใดที่อาจขัดขวางการเคลื่อนที่ของมันได้ เช่น จักรกลอกแบบแขวนลอยที่มีแกนทอดยาวทะลุผ่านกลางกลไกไปยังระบบเอสเคปเมนต์ด้านหลัง

ข้อจำกัดของคานกลนี้ยังส่งผลให้ปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิมจำเป็นต้องใช้หน้าปัดเต็มรูปแบบ อาจมีเพียงช่องเปิดหรือหน้าต่างแสดงข้อมูลบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถติดตั้งหน้าปัดย่อยแบบยึดด้วยหมุดลอยตัวได้ เพราะจะไปขัดขวางการทำงานของระบบ Grand Levier โดยตรง

ในระบบ Grand Levier แบบดั้งเดิม กลไกปฏิทินร้อยปีจะตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่า ทุกเดือนมี 31 วันเป็นพื้นฐาน เมื่อถึงช่วงสิ้นเดือนที่มีจำนวนวันน้อยกว่า กลไกจึงต้องเร่งการทำงานเพื่อเลื่อนผ่านวันที่ส่วนเกินอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปหยุดที่วันที่ 1 ของเดือนถัดไป ข้อจำกัดสำคัญคือ หากมีการปรับตั้งวันที่หรือใช้งานกลไกระหว่างช่วงเปลี่ยนวันที่ อาจทำให้ระบบภายในเกิดความเสียหาย จนต้องส่งกลับให้ผู้ผลิตทำการซ่อมแซมซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง

นอกจากนี้ ในบางจังหวะของการเปลี่ยนวันที่ ระบบยังอาจเกิดอาการวันที่กระโดดหรือเลื่อนผิดพลาด ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ขัดกับหัวใจสำคัญของกลไกปฏิทินร้อยปีโดยตรง เพราะจุดประสงค์ของมันคือการสามารถแสดงวันที่ได้อย่างถูกต้องต่อเนื่องโดยแทบไม่ต้องปรับตั้งเลยเป็นเวลาหลายปี หรือแม้กระทั่งหลายทศวรรษ

“ผมเรียกนาฬิกาปฏิทินร้อยปีว่าเป็นนาฬิกาบูมเมอแรง เพราะมันมักถูกส่งกลับมาซ่อมอยู่เสมอ” Maximilian Büsser กล่าว “กลไกของมันอาจติดขัด หยุดทำงาน เสียหาย หรือบางครั้งก็เปลี่ยนวันที่ผิดจังหวะ ทั้งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย”

Mechanical Processor กลไกประมวลผลเชิงกลอัจฉริยะ
Legacy Machine Perpetual ใช้กลไกประมวลผลเชิงกลอัจฉริยะ ซึ่งประกอบขึ้นจากแผ่นดิสก์เชิงกลหลายชั้นที่ซ้อนกันอยู่ภายใน ระบบปฏิวัติวงการนี้เริ่มต้นจากแนวคิดพื้นฐานว่า ทุกเดือนมีอย่างน้อย 28 วัน ก่อนจะ “เพิ่ม” จำนวนวันตามความจำเป็นของแต่ละเดือนเข้าไปภายหลังอย่างแม่นยำ แนวทางดังกล่าวทำให้แต่ละเดือนแสดงจำนวนวันได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องเร่งกลไกให้เลื่อนผ่านวันที่ส่วนเกินเหมือนระบบปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิม จึงหมดปัญหาเรื่องวันที่กระโดดผิดพลาดระหว่างการเปลี่ยนวันที่ไปโดยสิ้นเชิง

ด้วยการทำงานร่วมกับ Planetary Cam หรือชุดลูกเบี้ยวแบบดาวเคราะห์ กลไกประมวลผลเชิงกลอัจฉริยะนี้ยังสามารถปรับตั้งปีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้สอดคล้องกับรอบปีอธิกสุรทินทั้ง 4 ปี แตกต่างจากระบบปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิม ที่ผู้ใช้อาจต้องเลื่อนผ่านเดือนต่างๆ มากถึง 47 เดือน กว่าจะตั้งค่าปฏิทินให้ตรงกับเดือนและปีปัจจุบันได้สำเร็จ

กลไกประมวลผลเชิงกลอัจฉริยะนี้ยังมาพร้อมระบบป้องกันความเสียหายในตัว โดยจะตัดการทำงานของปุ่ม Quickset โดยอัตโนมัติในช่วงที่กลไกกำลังเปลี่ยนวันที่ ช่วยขจัดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการปรับตั้งระหว่างการทำงานของระบบได้อย่างสมบูรณ์ และแม้การคิดค้นและพัฒนากลไกปฏิทินร้อยปีที่ควบคุมด้วยระบบประมวลผลเชิงกลรูปแบบใหม่นี้จะถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญอยู่แล้ว แต่ Stephen McDonnell ยังเดินหน้าต่อไปอีกขั้น ด้วยการสามารถจัดวางชิ้นส่วนทั้งหมดทั้ง 581 ชิ้นของกลไก ลงในตัวเรือนที่มีขนาดแทบไม่แตกต่างจาก LM1 ได้อย่างน่าทึ่ง

เปิดประตูสู่โลกบทใหม่แห่งความงามของปฏิทินร้อยปี
การตัดระบบคานกลขนาดใหญ่ของปฏิทินร้อยปีแบบดั้งเดิมออกไป เปิดทางสู่สุนทรียศาสตร์รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้มาก่อนในระบบทั่วไป กลไกประมวลผลเชิงกลอัจฉริยะของ MB&F ทำให้พื้นที่บริเวณกึ่งกลางของกลไกสามารถถูกนำมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ ช่วยประหยัดพื้นที่ภายใน พร้อมมอบอิสระด้านการออกแบบมากยิ่งขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องมีหน้าปัดเต็มรูปแบบเพื่อปกปิดกลไกอีกต่อไป

Legacy Machine Perpetual ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างกลไกแบบ Fully Integrated ด้วยการจัดวางระบบปฏิทินร้อยปีไว้เหนือแท่นเครื่องหลัก เพื่อให้สามารถชื่นชมรายละเอียดอันซับซ้อนของกลไกได้อย่างเต็มตาจากฝั่งหน้าปัด โดยปกติแล้ว ปฏิทินร้อยปีมักประสบปัญหาเรื่องความอ่านง่าย เนื่องจากต้องแสดงข้อมูลจำนวนมากบนพื้นที่จำกัด แต่ LM Perpetual ได้แก้โจทย์นี้ด้วยการเลือกใช้หน้าปัดย่อยแบบสเกเลตัน ยกเว้นส่วนแสดงเวลา ซึ่งได้รับการออกแบบให้ดูราวกับลอยตัวอยู่เหนือกลไก โดยไม่มีโครงสร้างรองรับใดปรากฏให้เห็นจากด้านล่าง ผลลัพธ์ที่ได้ คือทั้งความโปร่งโล่งในการอ่านค่า และความงดงามเชิงสถาปัตยกรรมกลไกที่เผยตัวออกมาอย่างชัดเจนในทุกมิติ

จักรกลอกแขวนลอยเหนือกลไก เอสเคปเมนต์ที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง
อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญของ Legacy Machine Perpetual คือการเลือกใช้แกนจักรกลอกที่อาจยาวที่สุดในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา เพื่อเชื่อมต่อจักรกลอกแบบแขวนลอยอันสง่างาม ซึ่งลอยเด่นอยู่เหนือกลไก เข้ากับระบบเอสเคปเมนต์ที่อยู่ด้านหลังของแท่นเครื่อง และก่อนที่การพัฒนาส่วนอื่นๆ จะเริ่มต้นขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้แนวคิดทางวิศวกรรมอันซับซ้อนนี้ สามารถใช้งานได้จริง พร้อมมอบทั้งความเสถียรและความเชื่อถือได้ในระยะยาว


แม้มุมมองผ่านฝาหลังแบบโปร่งใสจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวาจากการทำงานของระบบเอสเคปเมนต์ แต่สิ่งที่สะกดสายตาอย่างแท้จริงกลับเป็นงานขัดแต่งด้วยมืออันประณีตบนสะพานจักรและแท่นเครื่อง ซึ่งเผยให้เห็นศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงในทุกพื้นผิว

เกี่ยวกับ Stephen McDonnell
Stephen McDonnell เกิดที่เมืองเบลฟาสต์ ประเทศไอร์แลนด์เหนือ ในปี 1972 และมีความหลงใหลในศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกามาตั้งแต่วัยเด็ก เท่าที่เขาจำความได้ เขามักใช้เวลารื้อ ซ่อมและทดลองกับนาฬิกาตั้งโต๊ะของคุณปู่ตั้งแต่อายุเพียงสี่ขวบ เมื่อเติบโตขึ้น ความหลงใหลนี้ก็ไม่เคยจางหายไป โดย McDonnell ถึงกับนิยามมันว่าเป็น “อาการเสพติด” มากกว่างานอดิเรกเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ในยุคนั้น การประดิษฐ์นาฬิกายังไม่ใช่อาชีพที่เป็นที่รู้จักมากนักในไอร์แลนด์เหนือ เขาจึงเคยเชื่อว่า ความรักในโลกของกลไกเหล่านี้คงเป็นได้เพียงงานอดิเรก ขณะที่ตัวเขาต้องทำงานในสายอาชีพอื่นเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป

หลังสำเร็จการศึกษาด้านเทววิทยาจาก University of Oxford Stephen McDonnell ได้เดินทางกลับสู่เมืองเบลฟาสต์ และเริ่มรับซ่อมนาฬิกาตั้งโต๊ะให้กับร้านนาฬิกาและร้านซ่อมเครื่องบอกเวลาหลายแห่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้เขาเริ่มตระหนักว่า การประดิษฐ์นาฬิกาอาจไม่ใช่เพียงงานอดิเรก หากแต่สามารถกลายเป็นเส้นทางอาชีพได้จริง หลังจากเข้าร่วมหลักสูตรอบรมของ Rolex ระยะเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งในเวลานั้นประสบการณ์ของเขายังแทบทั้งหมดอยู่กับนาฬิกาตั้งโต๊ะ McDonnell ได้ย้ายไปยังเนอชาแตล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2001 เพื่อศึกษาต่อในหลักสูตรระยะเวลา 6 เดือนของ WOSTEP หลังสำเร็จการศึกษา เขาได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมเป็นผู้สอนของ WOSTEP และดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อเนื่องจนถึงปี 2007 ก่อนตัดสินใจก้าวออกมาสร้างเส้นทางในฐานะช่างนาฬิกาอิสระอย่างเต็มตัว

Stephen McDonnell ค่อย ๆ พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นนักออกแบบกลไกผู้เปี่ยมความสามารถ แม้ทั้งหมดจะเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นหลักก็ตาม ประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่สั่งสมมาจากการซ่อมและทำงานกับนาฬิกาจริง ทำให้เขามีชุดทักษะที่หาได้ยากในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา เพราะโดยทั่วไปแล้ว นักออกแบบกลไกจำนวนมากมักไม่ได้มีประสบการณ์ลงมือทำงานกับกลไกจริงอย่างลึกซึ้งเช่นนี้

ในปี 2014 Stephen McDonnell ได้ย้ายกลับไปยังเมืองเบลฟาสต์พร้อมภรรยาและลูกทั้งสองคน ก่อนจะเริ่มทำงานจากเวิร์กช็อปส่วนตัวที่ติดตั้งเครื่องมือไว้อย่างครบครัน ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาสามารถผลิตชิ้นส่วนต่างๆ สำหรับงานต้นแบบได้ด้วยตนเองแทบทั้งหมด

ด้วยความเป็นเพอร์เฟ็กชันนิสต์อย่างแท้จริงในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา McDonnell จึงให้ความสำคัญกับการควบคุมทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนา ตั้งแต่แนวคิดแรกเริ่ม การออกแบบสามมิติ การสร้างโครงสร้างกลไก การจัดทำแบบทางเทคนิค ไปจนถึงการสร้างต้นแบบด้วยตัวเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เกี่ยวกับ MB&F จุดเริ่มต้นของห้องทดลองทางความคิด
ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 MB&F คือ “ห้องทดลองแนวคิดแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา” แห่งแรกของโลก ด้วยกลไกอันโดดเด่นกว่า 20 คาลิเบอร์ ซึ่งกลายเป็นรากฐานของทั้ง Horological Machines และ Legacy Machines ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง MB&F ยังคงเดินหน้าสานต่อวิสัยทัศน์ของ Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ในการรังสรรค์ “งานศิลปะจลนศาสตร์สามมิติ” ผ่านการรื้อสร้างและตีความศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิมขึ้นใหม่ทั้งหมด

หลังจากใช้เวลากว่า 15 ปีในการบริหารแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ Maximilian Büsser ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของ Harry Winston ในปี 2005 เพื่อก่อตั้ง MB&F หรือ Maximilian Büsser & Friends ขึ้นมา

MB&F ถูกสร้างขึ้นในฐานะห้องทดลองแห่งศิลปะและวิศวกรรมจุลภาค ที่อุทิศให้กับการออกแบบและสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาแนวคิดสุดล้ำในจำนวนจำกัด ผ่านการรวมตัวของเหล่านักประดิษฐ์นาฬิกามากความสามารถ ซึ่ง Büsser ทั้งเคารพในฝีมือและมีความสุขที่ได้ร่วมงานด้วย

ในปี 2007 MB&F ได้เปิดตัว Horological Machine รุ่นแรกอย่าง HM1 ซึ่งมาพร้อมตัวเรือนสามมิติทรงประติมากรรมและกลไกที่ได้รับการขัดแต่งอย่างงดงาม จนกลายเป็นต้นแบบสำคัญของ Horological Machines รุ่นต่อๆ มา เครื่องจักรที่บอกเวลาในแบบของตัวเองมากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับบอกเวลา”

เหล่า Horological Machines อันแหวกขนบเหล่านี้ ได้สำรวจแรงบันดาลใจอันหลากหลาย ตั้งแต่โลกอวกาศและไซไฟ การบิน ซูเปอร์คาร์ อาณาจักรสัตว์ ไปจนถึงงานสถาปัตยกรรม

ต่อมาในปี 2011 MB&F ได้เปิดตัวคอลเลกชัน Legacy Machine ที่มาพร้อมตัวเรือนทรงกลม แม้จะถูกมองว่าดูคลาสสิก แต่ก็เป็นความคลาสสิกในแบบฉบับของ MB&F ซึ่งนำความงดงามของศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาแห่งศตวรรษที่ 19 มาตีความใหม่ ผ่านกลไกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสุดยอดนักประดิษฐ์แห่งอดีต เพื่อสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะร่วมสมัยสำหรับสวมบนข้อมือ บางรุ่นในตระกูล Legacy Machine ยังต่อยอดสู่เวอร์ชัน EVO ที่เพิ่มทั้งความสามารถในการกันน้ำและต้านทานแรงกระแทก เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันแอ็กทีฟของนักสะสมยุคใหม่

โดยทั่วไป MB&F จะสลับการเปิดตัวระหว่าง Horological Machines อันล้ำยุคและท้าทายกรอบเดิม กับ Legacy Machines ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา และในปี 2025 เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของแบรนด์ MB&F ยังได้เปิดตัว SP One ซึ่งเป็นผลงานแรกในคอลเลกชัน “Special Projects” ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองโลกนี้ และเพราะตัวอักษร “F” ใน MB&F ย่อมาจาก Friends จึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่แบรนด์จะร่วมงานกับศิลปิน ช่างนาฬิกา นักออกแบบ และผู้ผลิตที่พวกเขาชื่นชม จนนำไปสู่สองหมวดผลงานสำคัญ ได้แก่ Performance Art และ Co-creations

สำหรรับคอลเลกชั่น Performance Art คือการนำเครื่องจักรของ MB&F ไปตีความใหม่โดยศิลปินหรือครีเอเตอร์ภายนอก ขณะที่ Co-creations คือการสร้างเครื่องจักร รูปแบบอื่นที่ไม่ใช่นาฬิกาข้อมือ โดยร่วมมือกับเมซงผู้เชี่ยวชาญของสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อถ่ายทอดแนวคิดและดีไซน์ของ MB&F ออกมาในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะจาก L’Epée 1839 หรือผลงานศิลปะเชิงกลร่วมกับ Reuge และ Caran d’Ache เพื่อมอบพื้นที่ที่เหมาะสมให้กับผลงานเหล่านี้ Maximilian Büsser จึงเกิดแนวคิดในการนำเครื่องจักรเหล่านี้ไปจัดแสดงในอาร์ตแกลเลอรีเคียงข้างงานศิลปะเชิงกลของศิลปินคนอื่น ๆ แทนการวางขายในบูติกแบบดั้งเดิม แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การถือกำเนิดของ MB&F  M.A.D.Gallery แห่งแรกใน Geneva โดย M.A.D. ย่อมาจาก Mechanical Art Devices ก่อนจะขยายสู่ M.A.D.Gallery ใน Dubai รวมถึง MB&F  Labs ในเมืองต่าง ๆ อย่าง Singapore Taipei Paris Beverly Hills และ Silicon Valley

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา MB&F ยังได้รับรางวัลสำคัญมากมายที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของแบรนด์ โดยเฉพาะจากเวที Grand Prix d'Horlogerie de Genève ซึ่งมอบรางวัลให้กับ MB&F มากถึง 10 ครั้ง รวมถึงรางวัลสูงสุด “Aiguille d’Or” สำหรับนาฬิกายอดเยี่ยมแห่งปี

ล่าสุดในปี 2025 แบรนด์ลูกอย่าง M.A.D.Editions ยังคว้ารางวัล “Petite Aiguille” จากรุ่น M.A.D.2 ขณะที่ก่อนหน้านั้น LM Sequential EVO ได้รับรางวัล Aiguille d’Or ในปี 2022 และ M.A.D.1 RED คว้ารางวัลในหมวด Challenge นอกจากนี้ LMX ยังได้รับรางวัล Best Men’s Complication ในปี 2021 ส่วน LM SE Eddy Jaquet ‘Around The World in Eighty Days’ คว้ารางวัล Artistic Crafts ในปีเดียวกัน ขณะที่ LM FlyingT ได้รับรางวัล Best Ladies Complication ในปี 2019 และ LM Perpetual คว้ารางวัล Best Calendar Watch ในปี 2016 ก่อนหน้านั้น Legacy Machine No.1 ยังได้รับทั้งรางวัล Public Prize และ Best Men’s Watch Prize ในปี 2012 ส่วน HM4 Thunderbolt ได้รับรางวัล Best Concept and Design Watch ในปี 2010 และ HM6 Space Pirate ยังคว้ารางวัล Red Dot: Best of the Best ในปี 2015 อีกด้วย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้