Last updated: 7 ต.ค. 2569 | 25 จำนวนผู้เข้าชม |
มีนาฬิกาบางเรือนที่ไม่ได้ถูกจดจำเพียงเพราะบอกเวลา แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การออกแบบ และ Louis Vuitton Monterey คือหนึ่งในนั้น จากนาฬิกาทรง Pebble ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1988 วันนี้ Louis Vuitton นำดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์กลับมาตีความใหม่อีกครั้ง ด้วยวัสดุเซรามิกในสองเฉดสี ทั้ง Green Ceramic และ Black Ceramic พร้อมกลไกไขลานอัตโนมัติที่พัฒนาโดย La Fabrique du Temps Louis Vuitton
สองรุ่นใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำอดีตกลับมาเล่าใหม่ แต่ยังเป็นการพา Monterey เข้าสู่บทใหม่ในฐานะนาฬิกาคอลเลกชั่นถาวรของ Maison หลังจากปี 2025 เคยเปิดตัว Monterey รุ่น Yellow Gold แบบ Limited Edition มาแล้ว
เรื่องราวของ Monterey ย้อนกลับไปถึง LV I และ LV II นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของ Louis Vuitton ซึ่งเปิดตัวในปี 1988 จากความร่วมมือกับ Gae Aulenti (กาเอ ออเลนติ) สถาปนิกและนักออกแบบชาวอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญในวงการออกแบบตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 1980
ผลงานของ Aulenti ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุ เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ ไปจนถึงสถาปัตยกรรม และหนึ่งในผลงานสำคัญของเธอคือการปรับปรุงสถานีรถไฟในกรุงปารีสให้กลายเป็น Musée d’Orsay (มูเซ ดอร์เซย์) หลังจากโครงการอันโดดเด่นนี้ เธอเริ่มทำงานร่วมกับ Louis Vuitton โดยนำมุมมองทางศิลปะของตัวเองมาผสานเข้ากับแนวคิด Art of Travel ของ Maison ทั้งผ่านปากกา วัตถุออกแบบ และนาฬิกา รวมถึง LV I และ LV II
สิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำ LV I และ LV II ได้ทันที คือรูปทรงตัวเรือนกลมคล้ายก้อนกรวด หรือ Pebble Shape ที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงความขี้เล่น รวมถึงเม็ดมะยมที่วางอยู่บริเวณตำแหน่ง 12 นาฬิกาอย่างไม่เหมือนใคร จนบรรดานักสะสมนาฬิกาตั้งชื่อเล่นให้ว่า Monterey ซึ่งมาจากการออกเสียงแบบอเมริกันของคำว่า montre ภาษาฝรั่งเศสที่หมายถึงนาฬิกาข้อมือ
ความสนใจใน LV I และ LV II รุ่นวินเทจกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในตลาดประมูล ขณะเดียวกันยังปรากฏบนข้อมือของเหล่า Tastemaker และ Trendsetter ระดับโลก รวมถึงบนรันเวย์ของ Nicolas Ghesquière (นิโกลาส์ เกสกิเยร์) Artistic Director ฝั่ง Women’s Collections ของ Louis Vuitton
ในโชว์ Fall-Winter 2025 มีการนำ LV II มาใช้ ขณะที่ Spring-Summer 2026 เลือก LV I โดยทั้งสองรุ่นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงการสวมบนข้อมือ แต่ถูกนำมาสวมเป็นจี้หรือห้อยกับเข็มขัด สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น Fashion Statement และความอเนกประสงค์ของดีไซน์นี้ได้อย่างชัดเจน

รหัสเดิมของปี 1988 ในรูปลักษณ์ใหม่
เสน่ห์ของ LV I และ LV II ไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นาฬิกาวินเทจทั้งสองรุ่นกลับได้รับความสนใจจากนักสะสมเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นนาฬิกาที่เป็นที่ต้องการในตลาดประมูล ขณะเดียวกันยังปรากฏบนข้อมือของเหล่า Global Tastemakers และ Trendsetters รวมถึงบนรันเวย์ของ Nicolas Ghesquière (นิโกลาส์ เกสกิเยร์) Artistic Director ของ Women’s Collections ของ Louis Vuitton โดยในโชว์ Fall-Winter 2025 มีการนำ LV II มาใช้ ขณะที่ Spring-Summer 2026 เลือก LV I และทั้งสองรุ่นยังถูกนำมาสวมในรูปแบบจี้หรือห้อยกับเข็มขัด แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงการสวมบนข้อมือ จึงยิ่งตอกย้ำถึงความเป็น Fashion Statement และความอเนกประสงค์ของดีไซน์นี้
ในปี 2025 Louis Vuitton เคยปลุกชีวิตให้ Monterey กลับมาอีกครั้งด้วยตัวเรือน Yellow Gold แบบ Limited Edition ซึ่งเป็นการตีความไอคอนจากปี 1988 ใหม่ให้ดูเรียบหรูและกล้าขึ้น ขณะที่ครั้งนี้ Maison เลือกพา Monterey เดินหน้าต่อด้วยสองรุ่นใหม่ในคอลเลกชั่นถาวร โดยยังคงรักษารหัสสำคัญของดีไซน์ดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งตัวเรือนทรง Pebble ฝาหลังแบบปิด หน้าปัดที่มีกราฟิกโดดเด่น รางบอกนาทีและชั่วโมงแบบ Railway Track ตัวอักษร Louis Vuitton Paris ที่วางเป็นรูปครึ่งวงกลม เข็มทรง Syringe และเม็ดมะยม Clous de Paris ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งในรุ่นใหม่นี้ผลิตจากสตีล
แทนที่จะหยุดอยู่กับความคลาสสิก Louis Vuitton เลือกเติมบุคลิกใหม่ให้ Monterey ด้วยวัสดุ Ceramic ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนอารมณ์ของนาฬิกาอย่างชัดเจน รุ่นแรกคือ Louis Vuitton Monterey Green Ceramic & Steel ที่มาในโทนเขียวแบบ Tone-on-Tone ตั้งแต่ตัวเรือนจนถึงหน้าปัด ให้ความรู้สึก Contemporary และ Edgy ขึ้นอีกระดับ ก่อนเติมสีสันด้วยเข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบ Yellow Lacquer ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากด้ายเย็บสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์บนเครื่องหนัง Louis Vuitton รายละเอียดเล็ก ๆ นี้จึงทำหน้าที่เชื่อมโลกของนาฬิกาเข้ากับรากฐานด้านเครื่องหนังของ Maison ได้อย่างแนบเนียน

ส่วน Louis Vuitton Monterey Black Ceramic & Steel เลือกแนวทางที่ดู Purist มากขึ้น ด้วยตัวเรือน Ceramic สีดำเงาคู่กับหน้าปัด Matte White Lacquer และเติมความโดดเด่นด้วยเข็มและ Railway Track สีแดง ความพิเศษอยู่ที่พื้นผิว Black Ceramic ซึ่งสามารถเปลี่ยนมิติของสีตามแสง ตั้งแต่เฉด Gunmetal ไปจนถึงดำทึบ ขณะที่สายหนังลูกวัวสีดำแบบ Grained Calf Leather เพิ่มด้ายเย็บสีแดงให้สอดคล้องกับหน้าปัด สร้างความรู้สึกทั้ง Sporty และ Edgy แต่ยังคงกลิ่นอายของ LV II จากปี 1988 ไว้อย่างชัดเจน
ทั้งสองรุ่นยังคงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดั้งเดิมที่ 37 มิลลิเมตร แต่มีความหนาเพิ่มขึ้น 2 มิลลิเมตร เป็น 11 มิลลิเมตร เพื่อรองรับกลไกใหม่ที่อยู่ภายใน และนี่คือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดของ Monterey รุ่นใหม่นี้ เพราะกลไก Quartz ของนาฬิกาในปี 1988 ถูกแทนที่ด้วย LFTMA01.02 กลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture จาก La Fabrique du Temps Louis Vuitton ขณะเดียวกันฟังก์ชันก็ถูกทำให้เรียบง่ายขึ้น เหลือเพียงชั่วโมง นาที และวินาที จากรุ่นดั้งเดิมที่ยังมีฟังก์ชันวันที่และ Alarm ส่วนหน้าปัด Minimalist ของรุ่นใหม่นี้ก็มีความเชื่อมโยงกับ Monterey LV I Limited Edition จำนวน 188 เรือนที่เปิดตัวในปีก่อนหน้า ซึ่งมาพร้อมหน้าปัดอีนาเมลเทคนิคกรองด์เฟอ
สิ่งที่น่าสนใจคือเซรามิกที่ดูเรียบเนียนและสมบูรณ์แบบเมื่อมองจากภายนอกนั้น แท้จริงแล้วเป็นหนึ่งในวัสดุที่มีความซับซ้อนในการผลิตอย่างมาก Louis Vuitton เลือกเซรามิกเพราะคุณสมบัติที่เข้ากับคาแรกเตอร์ของ Monterey รุ่นใหม่ ทั้งความแข็งแรง ทนต่อการสึกหรอ ทนการกัดกร่อน ไม่เป็นแม่เหล็ก มีความเฉื่อยทางเคมี และมีคุณสมบัติ Biocompatible ขณะเดียวกันพื้นผิวเซรามิกแบบเงายังสามารถเล่นกับแสง ขับเน้นส่วนโค้ง ปริมาตร และองค์ประกอบเชิงประติมากรรมของตัวเรือนทรง Pebble ให้เด่นชัดขึ้นอีกด้วย
โดยเฉพาะสีเขียว Heritage Green ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ท้าทาย เพราะการได้เฉดสีที่เหมาะสมและสามารถสะท้อนจิตวิญญาณของ Louis Vuitton ในอดีตจำเป็นต้องผ่านการทดสอบและทดลองหลายครั้ง ไม่ใช่เพียงเรื่องของสีเท่านั้น แม้แต่รูปทรงของตัวเรือนก็ต้องได้รับการ Machining และขึ้นรูปอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ได้ทั้งความสวยงาม น้ำหนักที่เหมาะสม และความสบายในการสวมใส่
กระบวนการผลิตตัวเรือนเริ่มต้นจาก Ceramic Powder โดย Louis Vuitton นำ Zirconium Oxide มาผสมกับ Pigments จากนั้นใช้แรงสั่นสะเทือนและแรงกดอัดเพื่อทำให้วัสดุรวมตัวกันเป็นแท่ง Ceramic แข็ง แท่ง Ceramic ดิบเหล่านี้จึงถูกนำไปขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรแบบ Three-Axis อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างรูปทรง Pebble อันเป็นเอกลักษณ์ของ Monterey

เมื่อได้รูปทรงแล้ว ตัวเรือนจะถูกนำไปเผาที่อุณหภูมิมากกว่า 1,000 องศาเซลเซียส เพื่อให้ได้เฉดสีเขียวหรือดำตามต้องการ แต่ความร้อนระดับนี้ย่อมทำให้ Ceramic เกิดการหดตัวและมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ดังนั้นช่างจึงต้องคำนวณและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ได้ขนาดตัวเรือนสุดท้ายที่แม่นยำตามข้อกำหนด
หลังผ่านการเผาแล้ว ตัวเรือนจะไม่สามารถนำกลับไป Machining ได้อีก ขั้นตอนต่อไปจึงต้องอาศัยการเจียระไนด้วยมือโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ เพราะแรงกดที่มากเกินไปอาจทำให้วัสดุเสียหายหรือแตกร้าวได้ ตัวเรือนจึงต้องผ่านการเจียระไนและปรับแต่งซ้ำหลายครั้งด้วยเครื่องเฉพาะ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอน Hand Polishing เพื่อเผยพื้นผิวเงาอันเป็นเอกลักษณ์ของ Monterey ออกมาในที่สุด
ความพิถีพิถันยังเดินทางต่อมาถึงหน้าปัด ซึ่งผลิตจาก Lacquer เพื่อสะท้อน Finish ของรุ่นดั้งเดิม โดยเฉพาะหน้าปัดสีเขียวที่ต้องใช้เวลาถึง 4 สัปดาห์ ในการวิจัยและทดสอบสูตร Pigment ต่าง ๆ เพื่อค้นหาเฉดสีที่ถูกต้อง ทั้งหน้าปัดสีเขียวและสีขาวถูกสร้างขึ้นด้วยการพ่นสี 2–3 ชั้นผ่าน Spray Gun เพื่อสร้างความลึกของสีและโทนที่ต้องการ ขณะที่เข็มและรางบอกนาทีก็ต้องผ่านการพิจารณาเรื่องสีอย่างละเอียด รุ่นสีเขียวจับคู่เข็มสีเหลืองกับรางบอกนาทีสีขาว ส่วนรุ่นสีดำใช้รายละเอียดสีแดง พร้อมเติมเข็มวินาทีสีน้ำเงินเส้นบางเพื่อสร้าง Graphic Character ที่ชัดเจนให้กับหน้าปัด
เมื่อได้สีที่ต้องการแล้ว หน้าปัดจะได้รับการเคลือบ Matte Varnish เพื่อสร้างพื้นผิวที่ดูนุ่มและสม่ำเสมอ ช่วยกระจายแสง แต่ยังคงรักษาความลึกและความเข้มของสี Lacquer เอาไว้ โดยกระบวนการนี้ทำด้วยมือทั้งหมด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายอย่าง Acrylic Stamping กระบวนการประทับลวดลายด้วยวัสดุอะคริลิก ซึ่งช่างต้องปรับเครื่องจักรอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ลวดลายและน้ำหนักที่ถูกต้อง รุ่นสีเขียวจะถูกปั๊มหนึ่งครั้งสำหรับตัวบอกสีขาว ส่วนรุ่นสีดำต้องใช้การประทับลวดลายสองครั้งสำหรับรายละเอียดสีแดงและดำ ทั้งสองรุ่นยังมี Railway Minute Track พร้อมข้อความ “Louis Vuitton Paris” และ “Fab En Suisse”

หลังผ่านกระบวนการประทับลวดลายแต่ละครั้ง หน้าปัดจะต้องผ่านการอบที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และทุกครั้งก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง เพราะหากชิ้นงานแตกร้าวระหว่างการประทับลวดลายหรือการอบ กระบวนการทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง นี่คือรายละเอียดเบื้องหลังหน้าปัดที่เมื่อมองจากภายนอกอาจดูเรียบง่าย แต่กว่าจะได้ความคมชัดและสีสันตามต้องการกลับต้องผ่านทั้งเวลา ความอดทน และฝีมือของช่างอย่างมาก
เช่นเดียวกับภายนอก แม้กลไกจะถูกซ่อนอยู่ใต้ฝาหลังสตีลแบบปิด และแทบไม่มีโอกาสถูกมองเห็นโดยผู้สวมใส่ Louis Vuitton ก็ยังให้ความสำคัญกับการตกแต่งกลไก LFTMA01.02 อย่างเต็มที่ Mainplate ได้รับการตกแต่งด้วย Circular Grain ขณะที่ Bridges ผ่านการ Sandblasting และเก็บขอบด้วย Micro-Sandblasted Edges แทนการใช้ Ruby แบบดั้งเดิม กลไกเลือกใช้แซฟไฟร์ใสเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้น พร้อมตกแต่งชิ้นส่วนต่างๆ ด้วยรหัสการออกแบบของ Louis Vuitton
Rotor ผลิตจาก Rose Gold 750/1000 พร้อมรายละเอียด V-Notching และขอบขัดเงา ก่อนปิดท้ายด้วยการแกะสลัก LV Monogram ส่วนบริเวณใต้ตลับลานยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เปรียบเสมือนลายเซ็นของผู้สร้าง นั่นคือ Poinçon LFT ซึ่งเป็น Maker’s Mark ของ La Fabrique du Temps Louis Vuitton
เมื่อทุกองค์ประกอบถูกนำมารวมกัน Monterey Ceramic จึงมีคาแรกเตอร์ที่ทั้ง Audacious, Graphic, Fluid และ Evocative ขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็น Collectible และความร่วมสมัยเอาไว้ได้อย่างลงตัว ตัวเรือนทรง Pebble เม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา Railway Track ตัวอักษร Louis Vuitton Paris และเข็มทรง Syringe ยังคงบอกเล่าเรื่องราวจาก LV II ในยุค 1980s ขณะที่ Ceramic และกลไก Manufacture กลับทำให้มันเป็นนาฬิกาที่อยู่ในโลกปัจจุบันอย่างเต็มตัว
Louis Vuitton Monterey Black Ceramic & Steel Ref. W0CR11 มาพร้อมตัวเรือน Black Ceramic ขัดเงา เม็ดมะยม Clous de Paris จาก Steel ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ขนาด 37 มิลลิเมตร หนา 11 มิลลิเมตร ฝาหลัง Steel แบบปิด Sapphire Crystal เคลือบสารป้องกันการสะท้อนแสง และกันน้ำ 30 เมตร หน้าปัด Lacquered White พร้อมจานแสดงชั่วโมงและนาที เข็มชั่วโมงและนาที Brass เคลือบ Red Lacquer และเข็มวินาที Brass เคลือบ Blue Lacquer ขับเคลื่อนด้วย Caliber LFT MA01.02 ซึ่งเป็น Manufacture Self-Winding Mechanical Movement แสดงชั่วโมง นาที และวินาที มี Rotor Rose Gold 750/1000 ประกอบด้วย 174 ชิ้นส่วน สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และ 26 Jewels โดยจับคู่กับสายหนังลูกวัวสีดำพร้อมด้ายเย็บสีแดง และ Steel Pin Buckle สลักชื่อ LOUIS VUITTON
ขณะที่ Louis Vuitton Monterey Green Ceramic & Steel Ref. W0CR21 ใช้ตัวเรือน Green Ceramic ขัดเงา พร้อมเม็ดมะยม Clous de Paris จาก Steel ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ขนาด 37 มิลลิเมตร หนา 11 มิลลิเมตร ฝาหลัง Steel แบบปิด Sapphire Crystal เคลือบสารป้องกันการสะท้อนแสง และกันน้ำ 30 เมตร หน้าปัด Lacquered Green พร้อมจานแสดงชั่วโมงและนาที เข็มชั่วโมงและนาที Brass เคลือบ Yellow Lacquer และเข็มวินาที Brass เคลือบ Blue Lacquer ใช้ Caliber LFT MA01.02 เช่นเดียวกัน พร้อม Rotor Rose Gold 750/1000, 174 ชิ้นส่วน, สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง, ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และ 26 Jewels จับคู่กับสายหนังลูกวัวสีเขียวที่ใช้การเย็บมือแบบ Tone-on-Tone และ Steel Pin Buckle สลักชื่อ LOUIS VUITTON

นับตั้งแต่ปี 1854 Louis Vuitton สร้างชื่อจากการผสานนวัตกรรมเข้ากับสไตล์และคุณภาพ โดยมีแนวคิด “Art of Travel” ของผู้ก่อตั้งเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของ Maison ผ่านกระเป๋าเดินทาง กระเป๋า และแอ็กเซสซอรีที่ถูกออกแบบให้ทั้งสร้างสรรค์ สง่างาม และใช้งานได้จริง ตลอดประวัติศาสตร์ Louis Vuitton ยังเปิดพื้นที่ให้สถาปนิก ศิลปิน และนักออกแบบเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ พร้อมขยายขอบเขตไปสู่อาภรณ์ รองเท้า แอ็กเซสซอรี นาฬิกา เครื่องประดับ และน้ำหอม โดยมีงานฝีมือและความใส่ใจในคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญ
Monterey Ceramic คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ของแนวคิดดังกล่าว เมื่อดีไซน์ที่ถือกำเนิดจากความร่วมมือระหว่าง Louis Vuitton กับสถาปนิกและนักออกแบบอย่าง Gae Aulenti เมื่อเกือบสี่ทศวรรษก่อน ถูกส่งต่อมาถึงยุคปัจจุบันผ่านความเชี่ยวชาญของ La Fabrique du Temps Louis Vuitton จากสถาปัตยกรรมสู่การออกแบบ จากศิลปะสู่เครื่องบอกเวลา และจาก Ceramic Powder ไปจนถึงกลไกอัตโนมัติที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฝาหลัง ทุกองค์ประกอบล้วนทำหน้าที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน
และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ Monterey ยังคงน่าสนใจ เพราะ Louis Vuitton ไม่ได้พยายามทำให้ไอคอนจากปี 1988 กลับมาเหมือนเดิมทุกประการ แต่เลือกเก็บ “จิตวิญญาณ” ของมันเอาไว้ แล้วเติมวัสดุ เทคนิค และศาสตร์การผลิตนาฬิกาของวันนี้เข้าไป จนเกิดเป็น Louis Vuitton Monterey Ceramic สองเรือนที่ยังคงความกล้าแบบต้นฉบับ แต่พร้อมใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน และที่สำคัญ ทั้ง Green Ceramic และ Black Ceramic จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Permanent Collection อย่างถาวร เป็นการเปิดบทใหม่ให้กับหนึ่งในดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์นาฬิกาของ Louis Vuitton
6 ต.ค. 2569
3 ต.ค. 2569
3 ต.ค. 2569
5 ต.ค. 2569