Last updated: 14 มิ.ย. 2569 | 36 จำนวนผู้เข้าชม |
นิทรรศการ Melbourne Winter Masterpieces® ประจำปี 2026 นำเสนอผลงานของคาร์เทียร์กว่า 400 ชิ้น ทั้งเครื่องประดับ นาฬิกา และวัตถุล้ำค่า ไปจนถึงเอกสารหายาก อาทิ ภาพร่างต้นฉบับ สมุดสเก็ตช์ ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย CARTIER จึงถือเป็นหนึ่งในนิทรรศการเกี่ยวกับเมซงเครื่องประดับระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดที่เคยจัดขึ้น ณ เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
ต่อยอดจากพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert (V&A) แห่งกรุงลอนดอน นิทรรศการที่จัดแสดงเฉพาะที่เมลเบิร์นนี้ นำเสนอผลงานจากคาร์เทียร์ราว 300 ชิ้นที่ไม่เคยจัดแสดงมาก่อนในออสเตรเลีย โดยเปิดให้เข้าชม ณ หอศิลป์ NGV International ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2026 ผู้ชมจะได้สัมผัสความเป็นเลิศของคาร์เทียร์ทั้งด้านการออกแบบ งานฝีมือ และนวัตกรรมเชิงเทคนิคผ่านผลงานสร้างสรรค์ที่เคยเป็นของหรือสวมใส่โดยบุคคลสำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ (Elizabeth Taylor), เกรซ เคลลี่(Grace Kelly), ริฮานน่า (Rihanna), แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol), เจ้าหญิงมาร์กาเร็ต (Princess Margaret), ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ (The Duchess of Windsor), เดม เนลลี เมลบา (Dame Nellie Melba), มหาราชาแห่งปาเตียลา (Maharaja of Patiala), เบกุม อากา ข่าน ที่ 3 (Begum Aga Khan III) รวมถึงทายาทมหาเศรษฐีอย่าง เดซี่ เฟลโลวส์ (Daisy Fellowes) และ บาร์บาร่า ฮัตตัน (Barbara Hutton)


นิทรรศการถ่ายทอดเรื่องราวและมรดกทางศิลปะของเมซง ตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญในต้นศตวรรษที่ 20 ภายใต้การบริหารของสามพี่น้อง หลุยส์ (Louis),ปิแอร์ (Pierre) และฌาคส์ คาร์เทียร์ (Jacques Cartier) หลานปู่ของผู้ก่อตั้ง หลุยส์-ฟรองซัวส์ คาร์เทียร์ (Louis-François Cartier) ซึ่งร่วมกันขยายกิจการจากกรุงปารีสสู่ลอนดอนและนิวยอร์ก สร้างให้คาร์เทียร์กลายเป็นเมซงเครื่องประดับแห่งแรกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมกำหนดเอกลักษณ์อันโดดเด่นของแบรนด์ด้วยการนำกระบวนการออกแบบและการผลิตมาไว้ภายในอย่างครบวงจร ด้วยรายชื่อลูกค้าซึ่งประกอบด้วยราชวงศ์และชนชั้นสูงจากทั่วโลก คาร์เทียร์จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ช่างเครื่องประดับของราชาและราชาแห่งช่างเครื่องประดับ” (Jeweller of Kings and King of Jewellers) และได้รับ Royal Warrant ฉบับแรกจากสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร (King Edward VII) ในปี 1904 ต่อมาชื่อเสียงของคาร์เทียร์ยิ่งขยายวงกว้างจากการได้รับการยอมรับและชื่นชมจากคนดังในโลกภาพยนตร์ ดนตรี และแฟชั่น จนกลายเป็นหนึ่งในเมซงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งวงการลักชัวรีระดับโลก
นิทรรศการครั้งนี้นำเสนอผลงานชิ้นเอกจากคอลเลคชั่นในพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert และคาร์เทียร์ คอลเลคชั่น (Cartier Collection) รวมถึงผลงานยืมจัดแสดงที่สำคัญจากสถาบันชั้นนำระดับนานาชาติ อาทิ พิพิธภัณฑ์ British Museum พิพิธภัณฑ์กาตาร์ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs, คอลเลคชั่นส่วนพระองค์ของเจ้าชายแห่งโมนาโก (HSH the Prince of Monaco Collection) และคอลเลคชั่นอัล ธานี (Al Thani Collection) และนักสะสมส่วนตัว ตลอดจนเอกสารอันทรงคุณค่าจำนวนมากจากคลังสะสมของคาร์เทียร์ (Cartier Archives) ในกรุงปารีส ลอนดอน และนิวยอร์ก

หนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการคือการรวบรวมเทียร่าอันงดงามตระการตากว่า 30 ชิ้น โดยเฉพาะการจัดแสดงเทียร่าจำนวน 24 ชิ้นภายในแกลเลอรีสุดท้าย เทียร่าคือสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ ความหรูหรา และศิลปะอันประณีต จึงถือเป็นผลงานระดับสูงสุดของช่างอัญมณี และเป็นหนึ่งในผลงานรังสรรค์ที่โด่งดังที่สุดของคาร์เทียร์ จากมงกุฏใบลอเรลในยุคคลาสสิคไปจนถึงแสงรัศมีแห่งสวรรค์รอบศีรษะ เทียร่าถูกสวมใส่ในเชิงสัญลักษณ์มาอย่างยาวนานในหลากหลายวัฒนธรรมตั้งแต่เอเชียไปจนถึงยุโรป ผลงานโดดเด่นที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ ได้แก่ สโกรลเทียร่า (Scroll Tiara) จากปี 1902 ผลงานชิ้นเอกในสไตล์การ์แลนด์อันเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ ซึ่งเคยสวมใส่โดย เลดี้ เคลเมนไทน์ เชอร์ชิลล์ (Lady Clementine Churchill) ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 (Queen Elizabeth II) เมื่อปี 1953 และปรากฏบนปกนิตยสาร W Magazine สวมใส่โดยริฮานน่า ในปี 2016 นิทรรศการยังเปิดฉากด้วย แมนเชสเตอร์เทียร่า (Manchester Tiara) หนึ่งในเทียร่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในงานนี้ ซึ่งได้รับการสั่งทำขึ้นในปี 1903 โดยคอนซูเอโล มอนตากู (Consuelo Montagu) ดัชเชสหม้ายแห่งแมนเชสเตอร์ (Dowager Duchess of Manchester) หรือที่รู้จักกันในนามเจ้าหญิงแห่งเงินดอลลาร์ (Dollar Princess) ผู้คัดสรรเพชรทุกเม็ดด้วยตนเองเพื่อรังสรรค์ผลงานชิ้นนี้
นิทรรศการนี้ยังได้นำเทียร่าเทอร์ควอยซ์และเทียร่าเพชรซึ่งเคยสวมใส่โดยพี่น้องผู้มีชื่อเสียงอย่าง เลดี้ แนนซี แอสเตอร์ (Lady Nancy Astor) และ เลดี้ ฟิลลิส แบรนด์ (Lady Phyllis Brand) กลับมาจัดแสดงร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ สองพี่น้องจากตระกูลแลงฮอร์น (Langhorne) แห่งรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เป็นบุคคลสำคัญในแวดวงสังคมและการเมืองชั้นสูงของกรุงลอนดอนในช่วงทศวรรษ 1910–1930 นอกจากนี้ยังมีซันเทียร่า (Sun Tiara) จากปี 1907 ซึ่งประดับเพชรสีเหลืองเข้มขนาด 32 กะรัตใจกลางชิ้นงาน และฮาโลเทียร่า (Halo Tiara) สไตล์อาร์ตเดโคจากปี 1934 ซึ่งรังสรรค์ด้วยเพชรและแพลทินัมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอารยธรรมอียิปต์โบราณ และเคยอยู่ในครอบครองของเจ้าหญิงเบกุม อากา ข่าน ที่ 3 (Her Highness the Begum Aga Khan III)

นิทรรศการยังนำเสนอผลงานอันโดดเด่นอีกมากมายจากบุคคลสำคัญระดับโลก หนึ่งในนั้นคือสร้อยคอจากปี 1951 ซึ่ง ไมค์ ท็อดด์ (Mike Todd)โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์และสามีคนที่สามของ เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ มอบให้เธอระหว่างการพักผ่อนที่เฟรนช์ริเวียรา (French Riviera) ในปี 1957 ผลงานชิ้นนี้โดดเด่นด้วยโครงสร้างเรขาคณิตประดับเพชรที่โอบล้อมทับทิมพม่าจำนวน 7 เม็ด ซึ่งมีขนาดและเฉดสีที่หายากอย่างยิ่ง เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ เคยกล่าวถึงชิ้นงานนี้ว่า “เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่เปล่งประกายด้วยเปลวไฟสีแดง” นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงเครื่องประดับที่เป็นของ เกรซ เคลลี่ ภายหลังการอภิเษกสมรสกับ เจ้าชายเรนิเยร์ที่ 3 แห่งโมนาโก (Rainier III, Prince of Monaco) ซึ่งยืมมาจากคอลเลคชั่นของ H.S.H. the Prince of Monaco ได้แก่ สร้อยคอไข่มุกและปะการังหลายชั้นจากปี 1958 และเข็มกลัดรูปสุนัขพันธุ์พุดเดิลประดับทองและไข่มุกจากปี 1960 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโอลิเวอร์ (Oliver) สุนัขคู่ใจของเธอ
นิทรรศการนี้ยังให้ความสำคัญกับ เดม เนลลี เมลบา นักร้องโอเปร่าชาวออสเตรเลียผู้เป็นลูกค้าคนสำคัญของคาร์เทียร์ ในยุคแรกเริ่มที่เมซงกำลังสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติจากเครื่องประดับสไตล์การ์แลนด์อันโดดเด่นด้วยลวดลายพวงดอกไม้และโบว์ที่รังสรรค์จากแพลทินัมและอัญมณีล้ำค่า ภายในงานยังจัดแสดงสร้อยคอและเครื่องประดับประดับเสื้อท่อนบนที่เมลบาเคยสวมใส่ทั้งบนเวทีและในชีวิตประจำวัน รวมถึงภาพถ่ายพร้อมลายเซ็นของเธอจากปี 1902 ซึ่งเคยเป็นของ ปิแอร์ คาร์เทียร์
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือเข็มกลัดรูปดอกกุหลาบประดับเพชรจากปี 1938 ที่เจ้าหญิงมาร์กาเร็ต ทรงสวมใส่ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเชษฐภคินี รวมถึงคอลเลคชั่นเครื่องประดับอันโดดเด่นของ วอลลิส ซิมป์สัน ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ พระชายาของอดีตกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 8 (King Edward VIII) ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัดรูปฟลามิงโก้อันเลื่องชื่อจากปี 1947, สร้อยคอ Bib Necklace ประดับเพชร อเมทิสต์ และเทอร์ควอยซ์จากปีเดียวกัน รวมถึงเข็มกลัดรูปเสือแพนเตอร์ประดับแซฟไฟร์คาโบชองขนาด 152.35 กะรัตจากปี 1949

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงผลงานในตำนานอย่างทุตตี้ ฟรุตตี้ (Tutti Frutti) ซึ่งโดดเด่นด้วยการผสมผสานทับทิม มรกต และแซฟไฟร์แกะสลักอย่างวิจิตร โดยหนึ่งในชิ้นสำคัญที่สุดคือสร้อยคอที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอินเดีย ซึ่งรังสรรค์ให้กับ เดซี่ เฟลโลวส์ สาวสังคมชั้นสูงชาวปารีเซียงในปี 1936 และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานทุตตี้ ฟรุตตี้ที่งดงามที่สุดของเมซง นอกจากนี้ยังมี ทุตตี้ ฟรุตตี้ บองโด เทียร่า (Tutti Frutti Bandeau Tiara) เพียงหนึ่งเดียวในโลกจากปี 1928 ซึ่งเคยเป็นของ เคาน์เตส เอ็ดวินา เมานต์แบตเทน (Countess Edwina Mountbatten) โดดเด่นด้วยการประดับใบไม้แกะสลักจากมรกต ทับทิม และแซฟไฟร์ บนกิ่งก้านประดับเพชรอย่างวิจิตร
ภายในงานนิทรรศการยังเปิดโอกาสให้ได้ชมผลงานชิ้นสำคัญที่สร้างสรรค์ให้กับ มาเรีย เฟลิกซ์ (María Félix) นักแสดงชาวเม็กซิกันผู้เป็นตำนานแห่งวงการภาพยนตร์ละตินอเมริกา ซึ่ง ฌอง โกคโต (Jean Cocteau) เคยกล่าวถึงว่า “งดงามจนเจ็บปวดใจ” ผลงานที่นำมาจัดแสดงประกอบด้วยสร้อยคองูจากปี 1968 ประดับเพชรกว่า 2,473 เม็ด พร้อมลงอีนาเมลบนเกล็ดตามสีธงชาติเม็กซิโก และสร้อยคอจระเข้ (Crocodile Necklace) จากปี 1975 ซึ่งประกอบด้วยจระเข้สองตัวที่ประดับด้วยเพชรสีเหลืองและมรกตอย่างตระการตา
ในส่วนของเรือนเวลา นิทรรศการสะท้อนให้เห็นบทบาทของคาร์เทียร์ในฐานะผู้บุกเบิกนวัตกรรมแห่งโลกการประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาผ่านผลงานไอคอนิคมากมาย ควบคู่กับชิ้นงานประดับโอปอลอันหายาก อาทิ กำไลสไตล์อาร์ตเดโคจากปี 1928 ประดับด้วยเพชรและโอปอลดำขนาดใหญ่กว่า 5 เม็ด รวมถึงกำไลร่วมสมัยจากปี 2015 ที่ประดับโอปอลดำจากออสเตรเลียน้ำหนักรวมถึง 189.345 กะรัต

การออกแบบนิทรรศการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหอศิลป์ National Gallery of Victoria (NGV) สตูดิโอ ซาบีน มาร์เซลิส (Studio Sabine Marcelis) และ คลาวด์ (CLOUD) สองสตูดิโอออกแบบจากเมืองรอตเทอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “สีสัน แสง และวัสดุ” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความงดงามในแบบฉบับของเมซง เคล้าคลอไปด้วยเพลงประกอบต้นฉบับจากศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ชาวญี่ปุ่น ไอ ยามาโมโตะ (Ai Yamamoto) และนักประพันธ์ชาวฟินแลนด์ เอิร์กกี เวลท์ไฮม์ (Erkki Veltheim)
สตีฟ ดิโมปูลอส (Steve Dimopoulos) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาและมหกรรมระดับนานาชาติแห่งรัฐวิกตอเรีย กล่าวว่า “นิทรรศการ Melbourne Winter Masterpieces ไม่เพียงมอบประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้เข้าชมเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของรัฐ ด้วยการสนับสนุนการจ้างงานและภาคธุรกิจทั้งในย่านศูนย์กลางเมืองเมลเบิร์นและทั่วรัฐวิกตอเรีย นิทรรศการ CARTIER จะช่วยตอกย้ำสถานะของเมลเบิร์นในฐานะเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของออสเตรเลียอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้เราจึงภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนงานระดับโลกในครั้งนี้ ซึ่งจะจัดแสดงแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ณ หอศิลป์แห่งชาติวิคตอเรียเท่านั้น
โทนี เอลล์วูด (Tony Ellwood AM) ผู้อำนวยการหอศิลป์ National Gallery of Victoria (NGV) กล่าวว่า “คาร์เทียร์ ได้รับการยอมรับในระดับโลกจากความเป็นเลิศด้านการออกแบบเครื่องประดับและเรือนเวลา ตลอดจนนวัตกรรมอันโดดเด่น ซึ่งชื่อเสียงดังกล่าวได้รับการวางรากฐานจากพี่น้องทั้งสาม ได้แก่ ปิแอร์, หลุยส์ และฌาคส์ คาร์เทียร์ นิทรรศการครั้งนี้จะพาผู้ชมย้อนไปสำรวจเส้นทางการเปลี่ยนธุรกิจเครื่องประดับของครอบครัวที่ก่อตั้งโดยคุณปู่ ให้กลายเป็นหนึ่งในเมซงเครื่องประดับชั้นสูงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก โดยมีลูกค้าครอบคลุมตั้งแต่ราชวงศ์ ชนชั้นสูง ไปจนถึงดาราภาพยนตร์ เราขอขอบคุณพิพิธภัณฑ์ V&A ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของเรา รวมถึงคาร์เทียร์ ผู้สนับสนุนผลงานชิ้นสำคัญ ที่ร่วมทำให้นิทรรศการสุดพิเศษสำหรับออสเตรเลียครั้งนี้เกิดขึ้นได้ ”
เฮเลน โมลส์เวิร์ธ (Helen Molesworth) ภัณฑารักษ์อาวุโสฝ่ายเครื่องประดับแห่งพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert (V&A) กรุงลอนดอน และภัณฑารักษ์หลักของนิทรรศการในครั้งนี้ กล่าวว่า “คาร์เทียร์คือหนึ่งในเมซงเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก นิทรรศการนี้จะสำรวจแนวคิดของ หลุยส์, ปิแอร์ และฌาคส์ คาร์เทียร์ ผู้วางกลยุทธ์ด้านการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ งานฝีมือชั้นเลิศ และการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ จนเปลี่ยนช่างอัญมณีแห่งกรุงปารีสให้กลายเป็นชื่อที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก พิพิธภัณฑ์ V&A มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำนิทรรศการคาร์เทียร์ มาจัดแสดงที่หอศิลป์ NGV เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จจากยุคบุกเบิกของเมซง และความสามารถในการคงบทบาทสำคัญในโลกแห่งวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าศตวรรษ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสทั้งผลงานชิ้นเอกอันโด่งดังของคาร์เทียร์ และวัตถุจัดแสดงที่ไม่เคยเผยโฉมที่ไหนมาก่อน ซึ่งช่วยให้เข้าใจอิทธิพลต่อที่เมซงมีต่อการสวมใส่เครื่องประดับของผู้คนมากมายมาจนถึงปัจจุบันนี้”
ปิแอร์ เรเนโร (Pierre Rainero) ผู้อำนวยการฝ่ายภาพลักษณ์ สไตล์ และมรดกแห่งคาร์เทียร์ กล่าวว่า “ต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert (V&A) ในกรุงลอนดอน นิทรรศการของคาร์เทียร์ ณ หอศิลป์ National Gallery of Victoria (NGV) จะนำเสนอผลงานจำนวนมากที่ไม่เคยจัดแสดงในออสเตรเลียมาก่อน ผู้เข้าชมจะได้ร่วมเดินทางสู่โลกแห่งคาร์เทียร์ พร้อมสัมผัสสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เราหวังว่านิทรรศการครั้งนี้จะไม่เพียงสร้างความประทับใจเท่านั้น แต่ยังจุดประกายความอยากเรียนรู้ พร้อมส่งเสริมความเข้าใจในเครื่องประดับในฐานะศิลปะที่ทรงพลังและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว”
นิทรรศการ Melbourne Winter Masterpieces®: CARTIER จะจัดแสดง ณ หอศิลป์ NGV International ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 4 ตุลาคม 2026 โดยมีค่าเข้าชม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและจองบัตรเข้าชมได้ผ่านเว็บไซต์ของ NGV NGV.MELBOURNE

นิทรรศการนี้สร้างสรรค์โดยพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert (V&A) ร่วมกับ National Gallery of Victoria (NGV) และคาร์เทียร์
เกี่ยวกับนิทรรศการ
นิทรรศการเปิดฉากด้วยเรื่องราวของ หลุยส์, ปิแอร์ และฌาคส์ คาร์เทียร์ สามพี่น้องผู้มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการขยายกิจการของครอบครัวที่ก่อตั้งโดยคุณปู่ในปี 1847 ไปสู่เมซงระดับโลก ผู้ชมจะได้ค้นพบเรื่องราวการกำเนิดของดีไซน์ไอคอนิคแรกเริ่มของเมซงอย่าง “สไตล์การ์แลนด์” ตลอดจนแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมต่างๆในยุคแรกที่หล่อหลอมผลงานของคาร์เทียร์ในยุคต่อมาอย่างอิทธิพลจากอารยธรรมอียิปต์โบราณ ส่วนนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาสไตล์การออกแบบที่ทุกคนจดจำได้ในทันที ผสานเข้ากับนวัตกรรม ความทันสมัย และความสง่างามไว้อย่างลงตัว
นิทรรศการส่วนถัดไปนำเสนอวิวัฒนาการของดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ ตั้งแต่งานฝีมือในเวิร์กช็อป การเข้าถึงอัญมณีล้ำค่าระดับโลก ไปจนถึงนวัตกรรมทางเทคนิคที่สร้างชื่อให้กับเมซง ในงาน Paris International Exhibition of Modern Decorative and Industrial Arts ปี 1925 คาร์เทียร์ได้จัดแสดงผลงานเคียงข้างเหล่านักอัญมณีชั้นนำแห่งปารีส ณ Grand Palais และบรรดาห้องเสื้อชั้นสูงใน Pavillon de l’Élégance
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการที่ NGV คือการถ่ายทอดเรื่องราวของ ฌานน์ ตูแซงต์ (Jeanne Toussaint) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของคาร์เทียร์ระหว่างปี 1933–1970 ผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดสไตล์ไอคอนิคของเมซง ผู้เข้าชมจะได้เห็นพัฒนาการของสัญลักษณ์เสือแพนเตอร์อันเลื่องชื่อ ซึ่งยังคงได้รับการตีความใหม่ในผลงานร่วมสมัย โดยอาศัยเทคนิคช่างอัญมณีชั้นสูงที่สืบทอดและได้รับการฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 คาร์เทียร์สามารถเข้าถึงที่สุดแห่งอัญมณีของโลก ส่วนหนึ่งมาจากการเดินทางของฌาคส์ คาร์เทียร์สู่ตะวันออกกลาง อินเดีย และศรีลังกา รวมถึงเครือข่ายลูกค้าชั้นสูงและพ่อค้าอัญมณีระดับแนวหน้าของเมซง ภายในพื้นที่จัดแสดงเกี่ยวกับวัสดุและอัญมณีโดยเฉพาะ ผู้ชมจะได้สัมผัสอัญมณีชิ้นเลิศจำนวนมากมายจากทั่วโลกด้วย อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือการนำเสนอเรือนเวลาของคาร์เทียร์ ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าทางเทคนิคอันโดดเด่นของเมซง ผ่านนาฬิการุ่นไอคอนิคอย่าง ซานโตส (Santos) แทงก์ (Tank) แครช (Crash) รวมถึงนาฬิกาตั้งโต๊ะมิสเทอรี่ (Mystery Clocks) ผลงานเชิงวิศวกรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ทำให้เข็มนาฬิกาดูราวกับลอยเคลื่อนอยู่กลางอากาศ
ช่วงท้ายของนิทรรศการจะเฉลิมฉลองให้กับเครื่องประดับของคาร์เทียร์ที่เคยประดับกายเหล่าดาราภาพยนตร์ระดับโลก พร้อมสำรวจวิวัฒนาการด้านสไตล์ของเมซงในช่วงศตวรรษที่ 21 ปิดท้ายด้วยการจัดแสดงเทียร่าจำนวนกว่า 24 ชิ้นอย่างตระการตา ชี้ให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของคาร์เทียร์ในการสร้างสรรค์เครื่องประดับสำหรับงานสังคมชั้นสูงอันหรูหรา
เกี่ยวกับคาร์เทียร์คอลเลคชั่น
ในช่วงทศวรรษ 1970 คาร์เทียร์เริ่มรวบรวมผลงานของเมซงที่สร้างสรรค์ขึ้นในช่วงแรกเริ่ม ทั้งเครื่องประดับ เรือนเวลา และวัตถุล้ำค่าอื่น ๆ เพื่อนำมาอนุรักษ์ ก่อนจะก่อตั้งคาร์เทียร์คอลเลคชั่นอย่างเป็นทางการในปี 1983 ปัจจุบัน คาร์เทียร์คอลเลคชั่นประกอบด้วยผลงานตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1850 จนถึงทศวรรษ 2020 แต่ละชิ้นถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญที่ตอกย้ำความเป็นเลิศในด้านสไตล์ ความคิดสร้างสรรค์ และงานช่างฝีมือของเมซงตลอดระยะเวลากว่า 180 ปีที่ผ่านมา
ด้วยจำนวนผลงานในคลังกว่า 3,500 ชิ้น ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาร์เทียร์คอลเลคชั่นได้รับความสนใจจากพิพิธภัณฑ์ชั้นนำทั่วโลก นับตั้งแต่การจัดนิทรรศการสำคัญครั้งแรกในปี 1989 ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Beaux-Arts–Petit Palais กรุงปารีส คอลเลคชั่นนี้ได้เดินทางไปจัดแสดงในนิทรรศการเดี่ยวกว่า 45 ครั้ง ณ สถาบันศิลปะระดับโลกหลายแห่งทั่วโลก อย่างพิพิภัณฑ์ Victoria and Albert ในกรุงลอนดอน พิพิธภัณฑ์ Capitoline ในกรุงโรม และล่าสุดที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
19 พ.ค. 2569
19 พ.ค. 2569
14 มิ.ย. 2569
11 มิ.ย. 2569