GREUBEL FORSEY Balancier QM

Last updated: 1 ก.ค. 2569  |  137 จำนวนผู้เข้าชม  | 

GREUBEL FORSEY Balancier QM

Greubel Forsey เปิดตัว Balancier QM –เรือนเวลารุ่นแรกที่ได้รับมาตรฐาน Qualité Musée ซึ่งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการที่เรามอบให้กับระดับงานขัดแต่งพื้นผิวด้วยมือที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของผลงานทุกชิ้นใน Atelier ตั้งแต่ปี 2004 และวันนี้ชื่อที่รับประกันมาตรฐานได้ก้าวไปอีกขั้น โดยแผนกวิจัยพัฒนาเฉพาะกิจของเราภายในห้องปฏิบัติการ EWT (Experimental Watch Technology) ในผลงานกลไกขึ้นลานด้วยมือ ที่แสดงชั่วโมง นาที เข็มวินาทีบนหน้าปัดย่อย และพลังงานสำรองที่แฝงความลึกลับ ภายในตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 39.60 มม. ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 33 เรือน

เมื่อ Robert Greubel และ Stephen Forsey ก่อตั้ง Greubel Forsey ในปี 2004 งานขัดแต่งพื้นผิวด้วยมือยังเป็นศาสตร์ที่มีคนให้ความสนใจไม่มากนัก แต่พวกเขากลับทุ่มเททุกสิ่งเพื่อทำให้ความงดงามนี้เป็นที่ยอมรับชื่นชม และได้สร้างมาตรฐานที่กลายเป็นบรรทัดฐานของ Atelier มาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ เป็นมาตรฐานที่ใช้กับผลงานนาฬิกาทุกเรือนอย่างเป็นระบบ ทว่ามาตรฐานดังกล่าวไม่เคยถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการมาก่อน Balancier QM จึงเป็นเรือนเวลาแรกที่เราตัดสินใจมอบชื่อให้กับมาตรฐานนี้ว่า Qualité Musée หรือ QM

จุดเปลี่ยนสำคัญ
เวลาผ่านไปสองทศวรรษ สองสิ่งสำคัญที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนผ่านก็เกิดขึ้น โลกแห่งเรือนเวลาได้หันมาให้ความสำคัญกับงานขัดแต่งด้วยมือ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดคุณภาพของเรือนเวลาที่ถูกจับตามองมากที่สุด และภายในห้องปฏิบัติการ EWT เราได้จัดตั้งแผนกวิจัยที่มุ่งเน้นเพียงสิ่งเดียว นั่นคือ การผลักดันขอบเขตงานขัดแต่งพื้นผิวด้วยมือให้มีความประณีตและก้าวไกลกว่าเดิม Balancier QM คือเรือนเวลารุ่นแรกที่ถือกำเนิดจากแผนกนี้ และจะเป็นจุดเริ่มต้นของสุดยอดผลงานอีกมากมาย ทุกนวัตกรรมที่เกิดขึ้นที่นี่จะถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันทั้งหมด

หนึ่งสะพานจักร
เจ็ดเทคนิคการขัดแต่ง
ใน Atelier ของเราไม่มีการแบ่งแยกมาตรฐานเรื่องการขัดแต่ง ไม่ว่าจะเป็นเรือนเวลาสามเข็มธรรมดาหรือผลงานซับซ้อนระดับ Grande Sonnerie ต่างได้รับความพิถีพิถันในระดับเดียวกันทั้งสิ้น มาตรฐาน Qualité Musée เพิ่มเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นอีกขั้น นั่นคือ ทุกชิ้นส่วนต้องงดงามถึงระดับที่สามารถอยู่ในฐานะผลงานศิลป์ด้วยตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ

สะพานจักรที่รองรับบาลานซ์วีลคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เนื้อโลหะสตีลขนาดเพียงไม่กี่มิลลิเมตรชิ้นนี้ รวมเอาเทคนิคการขัดแต่งด้วยมือถึงเจ็ดรูปแบบไว้ด้วยกัน ส่วนแขนสะพานถูกขัดจนเงาใสไร้ที่ติบนผิวโค้ง ปลายที่ติดกับส่วนทับทิมกันสึกถูกขัดแบบ flat black ด้านหนึ่งตกแต่งด้วยเทคนิค spotting ขณะที่พื้นผิวส่วนร่องใช้ เทคนิคขัดวงกลม circular graining ด้านข้างถูกขัดเงาลาดโค้งไปตามแนวเส้นสายตา และขณะที่พื้นผิวบริเวณอื่นๆ ขัดแนวเส้นตรง straight-graining ทุกเหลี่ยมมุมและขอบผ่านการเจียรด้วยมือ และมีพื้นที่ขนาดใหญ่พิเศษถึง 0.40 มม. หากแบรนด์เลือกใช้เจ็ดรูปแบบการขัดแต่งบนชิ้นส่วนสะพานจักรเพียงหนึ่งชิ้น ลองคิดคำนวณคร่าวๆ ดูว่าเทคนิคการขัดแต่งต้องถูกคูณด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 298 ชิ้น

แม้แต่กลไก escapement จุดที่แทบไม่มีใครมองเห็นก็ได้รับการขัดแต่งอย่างพิถีพิถันเช่นกัน ส่วนเอสเคปวีลแบบสองระดับถูกขัดลบเหลี่ยมแต่งขอบและขัดเงาทั้งสองด้าน พื้นผิวด้านที่ซ่อนอยู่ก็ได้รับการดูแลอย่างละเอียดไม่ต่างจากด้านที่สามารถมองเห็นได้ ทับทิมที่อยู่บนชิ้นส่วนม้า หรือ pallet ถูกเจียรให้โค้งนูนแทนที่จะเป็นชิ้นเรียบแบนแบบที่พบได้ทั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้แสงตกกระทบลื่นไหนไปตามเนื้อทับทิมอย่างนุ่มนวลแทนที่จะสะท้อนแข็งกระด้างเพียงด้านเดียว และหัวใจของกลไกคือบาลานซ์แบบปรับแรงเฉื่อยได้ ขนาด 12.60 มม. พร้อมสกรูปรับแรงเฉื่อยวัสดุทองคำหกตัว ซึ่งเป็นชิ้นส่วนควบคุมการทำงานของกลไกอันเป็นที่มาของชื่อรุ่น (Balancier) นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรุ่นเดียว หากแต่จะถูกนำไปใช้กับคอลเลกชันอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น รูปทรงเรขาคณิตที่ปรากฏในงานขัดแต่งเอสเคปวีลหรือทับทิมบนชิ้นส่วน pallet ที่โค้งมน ไปจนถึงพื้นผิวหน้าตัดจากการเจียรขอบลบเหลี่ยมขนาดใหญ่และพื้นที่ขัดเงาวาวขนาบข้างในทุกจุดที่ช่วยเสริมความงดงาม ทั้งหมดนี้จะถูกนำไปใช้ในผลงานของคอลเลกชันอย่างต่อเนื่อง

จากเส้นลวดสู่เรือนเวลา 
กลไกส่วนควบคุมการทำงานของนาฬิกายังมีอีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นั่นคือ ชิ้นส่วนแฮร์สปริงหรือที่รู้จักกันในอีกชื่อคือบาลานซ์สปริง ชิ้นส่วนนี้ถูกผลิตภายในโรงงานของแบรนด์เองทั้งหมด ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2012 เมื่อเราตั้งเป้าที่จะสร้างสปริงบาลานซ์ที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากผู้ผลิตทั่วไป เราผลิตโลหะผสมของเราเอง ขึ้นรูปโดยนำมาผ่านแม่พิมพ์เพชรธรรมชาติหลายขั้นตอน จนออกมาเป็นเส้นลวดที่มีความบางเท่ากับเส้นผม จากนั้นรีดให้แบนด้วยความแม่นยำระดับไมครอน ม้วนด้วยมืออย่างประณีต และทำการยึดให้คงรูปด้วยเตาอบสุญญากาศความแม่นยำสูง

เครื่องมือจำนวนมากที่ใช้ในกระบวนการนี้เป็นอุปกรณ์โบราณ ถูกนำมาบูรณะและนำกลับมาใช้งานอีกครั้ง เพราะผลงานศิลปะที่เครื่องมือเหล่านี้เคยรังสรรค์ในอดีตมีความเก่าแก่ทรงคุณค่าเกินกว่าที่เครื่องมือสมัยใหม่ใด ๆ จะทดแทนได้ เราสามารถสร้างแฮร์สปริงขึ้นเองอย่างสมบูรณ์สำเร็จเป็นครั้งแรกสำหรับรุ่น Hand Made 1 ในปี 2019 และอีกครั้งสำหรับรุ่น Hand Made 2 ในปี 2025 และจากนั้นในรุ่น Balancier QM เราได้เริ่มขยายการผลิตแฮร์สปริงที่ทำขึ้นเองภายในอย่างเต็มรูปแบบไปสู่ทุกเรือนเวลาของ Greubel Forsey การผลิตชิ้นส่วนแบบอินเฮาส์หรือทำทุกกระบวนการเป็นการภายในด้วยตัวเองเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อความภาคภูมิใจ แต่นี่คือวิธีที่มั่นใจที่สุดในการรับประกันคุณภาพของแต่ละชิ้นส่วนที่ผลิตภายใต้ชื่อแบรนด์ของเรา

ดีไซน์ที่เน้นมิติความลุ่มลึก
มาตรฐาน Qualité Musée เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ช่างผู้เชี่ยวชาญจะลงมือขัดแต่งครั้งแรก เพราะมันเป็นแนวคิดที่กำหนดสถาปัตยกรรมของกลไกตั้งแต่ต้น เป้าหมายแรกที่บรรลุแล้วคือการสร้างเรือนเวลาที่ดึงดูดสายตาไม่ว่าจะมองจากด้านหน้า ด้านหลัง สวมบนข้อมือ หรือวางไว้ อีกเป้าหมายคือการสร้างมิติความลึก ภายในตัวเรือนขนาด 39.60 มิลลิเมตร กลไกถูกออกแบบให้เป็นดั่งภูมิทัศน์ เมื่อเอสเคปเมนต์วางลึกอยู่ในโครงสร้าง สายตาจึงไล่ขึ้นไปยังเข็มวินาทีบนหน้าปัดย่อยที่อยู่บนระนาบสูงกว่า ก่อนจะลดระดับลงเพื่อค้นพบตลับลาน แล้วไต่ขึ้นไปยังเข็มสีน้ำเงินที่ได้จากโลหะผ่านอุณหภูมิสูงจนได้สีที่สวยสะดุดตา และสูงขึ้นอีกสู่แหวนบอกชั่วโมง ใต้แหวนนี้เข็มพลังงานสำรองเลื่อนอย่างลึกลับเพื่อแสดงค่าพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมงแห่งความเที่ยงตรงบนสเกลเฉพาะของตน กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสูงทั้งสองชิ้นช่วยให้การจัดวางองค์ประกอบทั้งหมดดูโปร่งตาและสง่างาม

กล่าวได้ว่า Balancier QM ได้พาความมุ่งมั่นทะเยอทะยานที่เราสั่งสมมาตลอดหลายปีให้ก้าวไปอีกขั้น พร้อมสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมกลไกสามมิติในรูปแบบที่เล็กกะทัดรัดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เปิดเผยและซ่อนเร้น
เมื่อพลิกเรือนเวลาไปด้านหลัง ฝาหลังเผยให้เห็นระบบขึ้นลานที่ถูกจัดวางราวกับการแสดงบนเวทีที่น่าตื่นตา ฟันเฟืองที่มีร่องเว้าลึกขัดเงาด้วยมืออย่างประณีต ซี่ฟันเฟืองที่ขัดลบมุมและขัดเงาจนแวววาว พื้นผิวที่ผ่านการปัดด้านด้วยมืออย่างละเอียด ส่วนคลิกและสปริงที่ขัดดำจนเรียบสนิท แนวเส้นจากการขัดลบมุมยาวต่อเนื่องไม่ขาดสายรอบทุกชิ้นส่วน และแท่นเครื่องทองคำที่ผ่านการขัดดำจนเรียบเนียน ทั้งหมดนี้คือการแสดงออกของงานฝีมือที่เผยให้เห็นความงาม และในขณะเดียวกันก็ซ่อนเร้นความลับของกลไกไว้อย่างน่าค้นหา

มาตรฐานไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สิ่งที่มองเห็น แต่หยั่งลึกลงไปถึงทุกองค์ประกอบของกลไก โดยหลักการแล้ว ทุกชิ้นส่วนต้องผ่านการขัดแต่งด้วยมือให้ได้มาตรฐานเดียวกัน แม้แต่ชิ้นส่วนสตีลที่ซ่อนอยู่ในระบบขึ้นลานก็ได้รับการขัดดำจนเรียบสนิทเช่นเดียวกับชิ้นส่วนที่มองเห็นได้ การเลือกที่จะตกแต่งเฉพาะสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาก็เท่ากับยอมรับว่านาฬิกาเป็นเพียงเครื่องประดับไว้อวดอ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริงสำหรับเรา

อีกรายละเอียดหนึ่งที่ตั้งใจทำให้เรียบง่ายและไม่โดดเด่น ก็คือแผ่นโลหะลับที่เราเลือกที่จะซ่อนเร้นอยู่ภายในกลไกแทนที่จะให้ปรากฏบนหน้าปัด บนโลหะชิ้นนี้สลักคำว่า Qualité Musée ซึ่งเป็นเพียงจุดเดียวที่ชื่อนี้ปรากฏอยู่บนเรือนเวลา

ก้าวไปอีกขั้น
และตอกย้ำความมุ่งมั่น
Balancier QM ถือเป็นก้าวสำคัญบนเส้นทางที่เราเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2004 เป็นผลงานเรือนแรกในซีรีส์ที่จะสานต่อความมุ่งมั่นให้ก้าวไปสู่รูปแบบที่มีความเล็กกะทัดรัดยิ่งขึ้น ผลงาน Nano Foudroyante รุ่นใหม่จะปรากฏให้ได้สัมผัสช่วงปลายปีนี้ในขนาด 37.9 มม. กลไกใหม่ในตัวเรือนทรงนูนขนาด 39.5 มม. ภายในก่อนสิ้นปี 2026 ตามด้วยอีกหนึ่งผลงานขนาด 39.5 มม. ที่มาพร้อม ๆ กับอีกหนึ่งรุ่น ขนาดตัวเรือน 38.5 มม. ที่มีกลไกชุดใหม่ ในปี 2027

ทั้งหมดนี้ยังเป็นการตอกย้ำคุณค่าที่เรายึดมั่นเสมอมา นั่นคือการแสวงหาความสมบูรณ์แบบในทุกสิ่งที่ลงมือทำ ไม่ว่ารายละเอียดจะเล็กน้อยเพียงใด เราเข้าใจดีว่าเส้นทางที่เน้นความละเอียดประณีตนี้มีราคาที่ต้องจ่าย และเราเลือกที่จะยอมรับผลที่ตามมา ความมุ่งมั่นทะเยอทะยานเช่นนี้อาจหมายถึงจำนวนการผลิตผลงานที่น้อยลงในปี 2027 แต่ถึงอย่างนั้น เราไม่เคยวัดความสำเร็จของเราด้วยปริมาณผลงาน หากแต่เป็นคุณภาพของสิ่งนั้น เราต้องการรังสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่ทำผลงานออกมาให้มากที่สุด

การตั้งชื่อให้กับมาตรฐานที่เรายึดมั่นช่วยเปิดมุมมองของเราให้ไปไกลกว่าเดิม Qualité Musée ได้จุดประกายโครงการใหม่ภายใต้โปรแกรม EWT โดยผลงานถัดไปคือกลไกที่ชุดเฟืองทั้งหมดทำจากทองคำ ผลงานแต่ละชิ้นส่วนล้วนเป็นผลงานศิลปะ นำมาประกอบขึ้นเป็นผลงานที่มอบประสบการณ์ที่ดึงดูดสายตาไม่ว่าจะสวมบนข้อมือหรือวางไว้นิ่ง ๆ และแนวคิดเดียวกันนี้ก็จะถูกส่งต่อไปทั่วทั้งคอลเลกชัน เพราะมาตรฐานที่ว่านี้มีชื่อเรียกขานอย่างเป็นทางการแล้ว

พบกับนาฬิกา Greubel Forsey ได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายดังนี้:
SHH Pendulum – สยามพารากอน Unit M 31A ชั้น M 991 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร 10330 เบอร์ติดต่อ: +66 2 125 2128

PENDULUM
ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1992 ในฐานะผู้แทนจำหน่ายนาฬิกาหรูแห่งแรกในประเทศไทย และมีบูติกทั้งสิ้น 4 แห่งในปัจจุบัน ซึ่งล้วนตั้งอยู่ในศูนย์การค้าสำคัญๆ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันนี้ Pendulum เป็นตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาหรูมากกว่า 40 แบรนด์ ทั้งภายในบูติกของตนเองและช่องทางการจัดจำหน่ายอื่นๆ ตอบโจทย์ความชื่นชอบชื่นชมที่หลากหลายของคนรักนาฬิกา ความหลากหลายของแบรนด์ชั้นนำนี้เอง ช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำของ Pendulum ในตลาดค้าปลีกนาฬิกาหรูในประเทศไทย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้