Last updated: 16 ก.ค. 2569 | 29 จำนวนผู้เข้าชม |
คอลเลกชั่น Mini DolceVita ต้อนรับนาฬิกาสองรุ่นใหม่สุดพิเศษที่ชูศิลปะการประดับอัญมณีให้โดดเด่นยิ่งกว่าเคย นับเป็นครั้งแรกของคอลเลกชั่นที่ลองจินส์นำเพชรถึง 163 เม็ดมาประดับลงบนหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้วยเทคนิคสโนว์เซ็ตติ้ง (Snow setting) อันงดงามสะกดตา ผสานเข้ากับรายละเอียดของเปลือกหอยมุกมาเธอร์ออฟเพิร์ลที่เปล่งประกาย เรือนเวลาประดับอัญมณีอันประณีตเหล่านี้คือบทพิสูจน์ถึงทักษะงานช่างฝีมือชั้นสูง และถ่ายทอดเสน่ห์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่มาพร้อมความหรูหราแบบมีระดับได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Mini DolceVita นำเสนอความงามอันเหนือกาลเวลา ในฐานะส่วนหนึ่งของ Longines DolceVita คอลเลกชั่นที่โด่งดังที่สุดของแบรนด์ ด้วยแรงบันดาลใจจากนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ารุ่นตำนานในปี 1927 เรือนเวลานี้คือเครื่องยืนยันถึงความเชี่ยวชาญในการรังสรรค์นาฬิกาสตรีที่แบรนด์หล่อหลอมมานานกว่าศตวรรษ นี่คือการผสมผสานระหว่างนาฬิกาจิวเวลรี่ชั้นสูงและไอเท็มคู่ใจในทุกๆ วันได้อย่างลงตัว พร้อมตอบโจทย์ทั้งงานเลี้ยงค็อกเทลและการใช้ชีวิตในเมือง และสำหรับปีนี้ ความโดดเด่น ตกเป็นของสองเรือนเวลาใหม่ล่าสุดที่เผยให้เห็นถึงความประณีตของศิลปะการประดับอัญมณีได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ประกายเพชรดั่งหิมะโปรยปราย
นาฬิกาสองรุ่นใหม่นี้ชูความโดดเด่นของศิลปะการประดับอัญมณีชั้นเลิศให้เป็นหัวใจสำคัญ หน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าประดับด้วยเพชร Top Wesselton จำนวน 163 เม็ดผ่านเทคนิคการประดับแบบสโนว์เซ็ตติ้ง (Snow setting) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ Longines นำเทคนิคนี้มาใช้กับคอลเลกชั่น แตกต่างจากการประดับอัญมณีแบบดั้งเดิมที่จะเรียงตัวเป็นแพทเทิร์นเดียวกัน เทคนิคสโนว์เซ็ตติ้งจะจัดวางเพชรแต่ละเม็ดอย่างอิสระ ทำให้เพชรขนาดต่างกันร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ โดยการจัดวางตำแหน่งนี้จะเหมือนกันทุกหน้าปัด เพื่อให้มั่นใจถึงความสม่ำเสมอที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ เรือน เพชรน้ำหนักรวม 0.268 กะรัตเหล่านี้ดูราวกับกำลังโปรยปรายลงบนพื้นผิวอย่างอิสระดั่งหิมะแรกที่เพิ่งร่วงหล่น นอกจากนี้ การสอดแทรกเปลือกหอยมุกมาเธอร์ออฟเพิร์ลยังช่วยทอประกายเหลือบรุ้งอันนุ่มนวลระหว่างเม็ดเพชร ช่วยเพิ่มมิติความลึกที่เปล่งประกายให้กับหน้าปัด ตัวเลขโรมันสีน้ำเงินและเข็มนาฬิกาบลูสตีล (Blued-steel) มอบความโดดเด่นที่ตัดกับพื้นหลังอันระยิบระยับได้อย่างงดงาม ในขณะที่หน้าปัดย่อยแสดงวินาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกายังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคอลเลกชั่น

นาฬิการุ่นแรกจับคู่มากับสายหนังสีน้ำเงินสไตล์ซาตินอันสง่างาม มอบคาแรคเตอร์ที่ดูโฉบเฉี่ยวและแฝงความเรียบหรูอย่างลงตัว ในขณะที่อีกรุ่นมาพร้อมสายสเตนเลสสตีลที่ยืดหยุ่น ซึ่งประกอบขึ้นจากข้อต่อ 198 ชิ้นที่ผ่านการประกอบอย่างประณีตบรรจง ออกแบบมาเพื่อโอบรับข้อมือได้อย่างนุ่มนวลและสวมใส่สบาย ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมระบบเปลี่ยนสายนาฬิกา (Interchangeable system) ที่ใช้งานง่าย ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเปลี่ยนสไตล์ของเรือนเวลาให้เข้ากับทุกโอกาสได้อย่างอิสระ
นาฬิกาแต่ละรุ่นมาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 21.50 x 29.00 มม. ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนหลายชั้นทั้งสองด้าน ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ L178 ของลองจินส์ มาพร้อมฟังก์ชันแสดงชั่วโมง นาที และหน้าปัดย่อยบอกวินาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา พร้อมประสิทธิภาพการกันน้ำระดับ 3 บาร์ (30 เมตร)
ตำนานแห่งดีไซน์อันสง่างาม
ลองจินส์เริ่มต้นรังสรรค์นาฬิกาตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1910 ซึ่งถือเป็นรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงยุค 1920 และ 1930 ต่อมาในปี 1997 มรดกอันล้ำค่านี้ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเปิดตัวคอลเลกชั่น DolceVita ซึ่งในเวลาไม่นานก็ได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นแฟล็กชิปของแบรนด์ และยังเป็นจุดกำเนิดของสโลแกนอันโด่งดังในปี 1999 อย่าง “Elegance is an attitude”
Mini DolceVita เปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 โดยได้เติมเต็มความสดใหม่และภาพลักษณ์อันร่วมสมัยให้กับคอลเลกชั่น ผ่านตัวเรือนที่ดูเรียบหรูและสัดส่วนที่ประณีตลงตัว ซีรีส์นี้มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งในทุกๆ ปี ไม่ว่าจะเป็นการเผยโฉมรุ่นตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต และรุ่นสายหนังพันทบ (Double tour) หลากหลายสีสันในปี 2024 ตามมาด้วยการนำเสนอรุ่นที่ใช้วัสดุแบบผสมผสาน (Bi-material) สีสันสดใสในปี 2025 และสำหรับปีนี้ คอลเลกชั่นได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำเสนอผลงานที่วิจิตรประณีตและซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา
นิยามแห่งความสง่างามของอิสตรี
ด้วยหน้าปัดประดับอัญมณีแบบสโนว์เซ็ตติ้งอันงดงามสะกดตาและรูปทรงที่สง่างาม นาฬิกา Mini DolceVita รุ่นใหม่นี้ได้ผสานทักษะงานช่างฝีมือชั้นสูงเข้ากับความเรียบหรูและเสน่ห์ของผู้หญิงยุคใหม่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่นนี้มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น เรือนเวลาที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเปล่งประกายในโอกาสที่ต้องการความพิเศษอย่างแท้จริงนี้ ทำให้ Mini DolceVita ยังคงเดินหน้าจารึกหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ที่เจิดจรัสให้กับเรื่องราวของลองจินส์ต่อไป
16 ก.ค. 2569
16 ก.ค. 2569
16 ก.ค. 2569
16 ก.ค. 2569