MARTIN SMITH Solar Orbiter Watch Winder

Last updated: 18 ก.ค. 2569  |  36 จำนวนผู้เข้าชม  | 

MARTIN SMITH Solar Orbiter Watch Winder

หนึ่งในเสน่ห์ที่ทำให้ M.A.D.Gallery แตกต่างจากแกลเลอรีทั่วไป คือการเป็นพื้นที่สำหรับศิลปินผู้มอง “กลไก” ไม่ใช่เพียงศาสตร์แห่งวิศวกรรม หากยังเป็นเครื่องมือในการสร้างความสนุก ความประหลาดใจ และรอยยิ้ม ผลงานที่จัดแสดงที่นี่จึงอาจเต็มไปด้วยความซับซ้อนทางเทคนิค งานฝีมืออันประณีต และการคำนวณอันแม่นยำ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยสูญเสียอารมณ์ขันและจินตนาการที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเพลิดเพลินไปกับทุกการเคลื่อนไหว

มีศิลปินเพียงไม่กี่คนที่สะท้อนจิตวิญญาณดังกล่าวได้ชัดเจนเท่า Martin Smith (มาร์ติน สมิธ) ผู้ร่วมก่อตั้ง Laikingland สตูดิโอสร้างสรรค์ที่ก่อตั้งขึ้นร่วมกับวิศวกร Nick Regan (นิค รีแกน) และเป็นหนึ่งในศิลปินกลุ่มแรกที่ร่วมเดินทางกับ M.A.D.Gallery ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ผลงานของเขาอย่าง The Applause Machine และ Fingers กลายเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะเชิงกลที่ผสานวิศวกรรมเข้ากับอารมณ์ขัน ความไร้สาระ และความงดงามของการเคลื่อนไหวได้อย่างมีเสน่ห์


เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปีของ M.A.D.Gallery ศิลปินหลายคนได้รับเชิญให้กลับมาสร้างสรรค์ผลงานลิมิเต็ดเอดิชันเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ หลังจาก Frank Buchwald (แฟรงก์ บุชวัลด์) เปิดฉากด้วยประติมากรรมแสง ML15 Helios ก็ถึงคราวของ Martin Smith กับผลงานล่าสุด Solar Orbiter Watch Winder ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางตลอด 15 รอบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ของ M.A.D.Gallery

เดิมที Smith ตั้งใจให้ Solar Orbiter เป็นเพียงประติมากรรมจลน์ที่ได้รับอิทธิพลจากดวงอาทิตย์และ Eames Solar Do-Nothing Machine ผลงานพลังงานแสงอาทิตย์อันโด่งดังจากทศวรรษ 1950 แต่เมื่อ Maximilian Büsser (มักซีมีเลียน บูสเซอร์) ได้เห็นแบบร่าง เขากลับถามเพียงประโยคเดียวว่า “มันจะกลายเป็น Watch Winder ได้ไหม?” คำถามสั้น ๆ นั้นได้เปลี่ยนทิศทางของโครงการ และ Smith ก็ยอมรับพร้อมรอยยิ้มว่า เขาแอบคาดไว้แล้วว่าจะต้องมีคนถามเช่นนั้น

ผลลัพธ์คือ Solar Orbiter ผลงานที่ Smith อธิบายว่า “ทั้งโกลาหล ชวนสะกดสายตา ซับซ้อนในเชิงโครงสร้าง และแฝงความแปลกนิด ๆ” เครื่องหมุนนาฬิกาอัตโนมัติที่ทำหน้าที่ได้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นประติมากรรมจลน์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบให้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องผ่านระบบเฟือง แขนกล และชิ้นส่วนที่สอดประสานกันอย่างงดงาม โดยไม่พยายามทำให้กลไกภายในดูคล้ายเครื่องนาฬิกา เพราะสำหรับ Smith ความงดงามของงานชิ้นนี้อยู่ที่การเป็น "เครื่องจักร" ในแบบของตัวเอง

ผู้ที่คุ้นเคยกับผลงานของ Laikingland จะพบรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ทั่วทั้งชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นมือที่กำลังปรบมือ รูปหัวใจ หรือชิ้นส่วนรูปดาว ซึ่งล้วนเป็นการอ้างอิงถึงผลงานก่อนหน้าของเขา ขณะที่หัวใจ มือ และดาวยังสามารถถอดเปลี่ยนได้ เปิดโอกาสให้เจ้าของมีส่วนร่วมในการจัดองค์ประกอบของประติมากรรมด้วยตนเอง ราวกับของเล่นเชิงกลสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยสูญเสียจิตวิญญาณแห่งการทดลอง

Solar Orbiter มีความสูง 60 เซนติเมตร ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนผลิตด้วยมือมากกว่า 300 ชิ้น ทั้งเหล็ก อะลูมิเนียม ทองเหลือง และไม้แกะสลัก ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะช่วยให้เครื่องหมุนนาฬิกาทำงานได้หลายระดับความเร็ว พร้อมการทำงานที่เงียบสนิทจนแทบไม่ได้ยินเสียง ทำให้ผู้ชมสามารถเพลิดเพลินกับจังหวะการเคลื่อนไหวอันนุ่มนวลได้อย่างเต็มที่


ผลงานนี้ผลิตขึ้นเพียง 10 ชิ้น แต่ละชิ้นมีหมายเลขกำกับและบรรจุอยู่ในลังไม้ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะ พร้อมงานพิมพ์ซิลค์สกรีนลาย Solar Orbiter บนตัวลัง ซึ่งสวยงามเสียจน Smith เล่าว่า ทีมงานถึงกับกังวลว่าลังไม้อาจเสียหายระหว่างการขนส่ง จึงต้องบรรจุไว้ภายในกล่องกระดาษอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ ภายในยังมาพร้อมภาพพิมพ์พร้อมลายเซ็นและหมายเลขกำกับ เพื่อใช้เป็นใบรับรองความแท้ของผลงาน

Solar Orbiter จึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมุนนาฬิกาอัตโนมัติ หากเป็นบทสรุปของปรัชญาที่ M.A.D.Gallery ยึดมั่นมาตลอด 15 ปี นั่นคือการทำให้วิศวกรรม จินตนาการ และความสนุกสนาน หลอมรวมเป็นศิลปะเชิงกลที่มีชีวิต และย้ำเตือนว่า กลไกที่น่าประทับใจที่สุด อาจไม่ใช่กลไกที่ซับซ้อนที่สุด หากเป็นกลไกที่สามารถทำให้ผู้คนยิ้มได้ทุกครั้งที่มันเริ่มเคลื่อนไหว

เกี่ยวกับ Martin Smith
Martin Smith เป็นศิลปินชาวอังกฤษซึ่งพำนักและทำงานอยู่ในเวสต์ยอร์กเชียร์ ผลงานของเขามุ่งสำรวจวิธีที่มนุษย์รับรู้และตีความพื้นที่แวดล้อม ผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะจัดวางสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่ดึงดูดให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์ด้วยการเคลื่อนไหวเชิงกล พร้อมเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับพื้นที่โดยรอบ

นอกจากนี้ Smith ยังสร้างสรรค์อุปกรณ์จลน์ (Kinetic Devices) ที่สำรวจแนวคิดเกี่ยวกับความซ้ำซ้อน ความแม่นยำ และข้อจำกัด โดยมีวัตถุและพื้นที่ในอุดมคติเป็นแก่นแนวคิดสำคัญของผลงานในปัจจุบันของเขา

แนวคิดของ M.A.D.Gallery
M.A.D.Gallery เปิดประตูต้อนรับผู้เข้าชมครั้งแรกในย่านเมืองเก่าของนครเจนีวาเมื่อเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2011 จุดมุ่งหมายของการก่อตั้งไม่ใช่การสร้างเครือข่ายบูติกของแบรนด์ หากแต่เป็นการค้นหาวิธีที่น่าสนใจในการอธิบาย Horological Machines ของ MB&F

ในช่วงแรกของการดำเนินงาน พันธมิตรด้านการค้าปลีกของแบรนด์หลายรายประสบความยากลำบากในการอธิบาย Horological Machines ซึ่งเป็นนาฬิกาสามมิติที่เปี่ยมด้วยการเคลื่อนไหวเชิงกล ด้วยเหตุนี้ Maximilian Büsser (มักซีมีเลียน บูสเซอร์) ผู้ก่อตั้ง MB&F จึงเคยนำผลงานไปเสนอต่อแกลเลอรีศิลปะหลายแห่ง เพื่อสอบถามว่าพวกเขาสนใจนำไปจัดจำหน่ายหรือไม่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือเจ้าของแกลเลอรีที่มอง Horological Machines รุ่นแรกด้วยความงุนงง พร้อมอุทานว่า “แต่นี่ไม่ใช่งานศิลปะ มันคือนาฬิกา!”

ความจำเป็นคือจุดกำเนิดของนวัตกรรม
โดยไม่ย่อท้อต่อคำตอบดังกล่าว Büsser จึงตัดสินใจเปิดแกลเลอรีของตัวเอง พร้อมรวบรวมผลงานศิลปะเชิงกลในหลากหลายรูปแบบมาไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของนาฬิกาที่เขาสร้างสรรค์ ในเวลานั้น ไม่มีใครในบริษัทมีประสบการณ์ด้านธุรกิจค้าปลีก หรือแม้แต่การบริหารแกลเลอรีศิลปะ แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถหยุดยั้งความตั้งใจของพวกเขาได้

ตลอดหลายเดือนต่อมา Büsser เดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาศิลปินที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน หนึ่งในผู้สร้างสรรค์กลุ่มแรกที่หลงใหลในโครงการนี้คือ Chicara Nagata (ชิคาระ นากาตะ) ศิลปินชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงจากการเปลี่ยนเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์วินเทจให้กลายเป็นผลงานเชิงกลอันประณีตที่เขาเรียกว่า “Road Machines” นอกจากนี้ยังมี Frank Buchwald (แฟรงก์ บุชวัลด์) กับผลงาน Machine Lights อันโดดเด่น และ Laikingland สตูดิโอสร้างสรรค์ที่นำเสนอวัตถุจลน์อันเปี่ยมด้วยความสนุกสนาน ก่อนจะมีศิลปินอีกมากมายทยอยเข้าร่วมในเวลาต่อมา สถานที่แห่งแรกในนครเจนีวาเปิดดำเนินงานภายใต้ชื่อ M.A.D.Gallery ซึ่งย่อมาจาก Mechanical Art Devices ในเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่าแกลเลอรีแห่งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่

Büsser เล่าย้อนความหลังว่า “ในช่วงแรก เราเพียงต้องการสร้างพื้นที่ที่มีเหตุผลสำหรับสิ่งที่เราทำ และแอบหวังว่าน่าจะขายผลงานศิลปะได้บ้าง แต่ก็ไม่รู้เลยว่าจะมีใครซื้อจริงหรือเปล่า เราแทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรไว้เลย ถึงขนาดไม่มีเครื่องรูดบัตรเครดิต ดังนั้นเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเปิดแกลเลอรี มีคนต้องการซื้อผลงานศิลปะเชิงกลชิ้นหนึ่ง เราจึงต้องขอให้เขาชำระเป็นเงินสด!”

แนวคิดในการรวบรวมผู้คนที่มีแนวคิดคล้ายกันไว้ในพื้นที่เดียวกัน เติบโตไปไกลกว่าการอธิบาย Horological Machines ของ MB&F อย่างรวดเร็ว M.A.D.Gallery กลายเป็นบ้านของศิลปินผู้มีผลงานที่ไม่สอดคล้องกับกรอบของแกลเลอรีศิลปะแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังพัฒนาเป็นเวทีแห่งความร่วมมือ จนนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับพันธมิตรอย่าง Reuge และ L’Epée 1839

ยิ่งไปกว่านั้น M.A.D.Gallery ยังกลายเป็นสถานที่นัดพบของชุมชนผู้หลงใหลในนาฬิกาของ MB&F เป็นพื้นที่ที่ผู้มาเยือนสามารถแวะเวียนเข้ามาค้นพบผลงานศิลปะเชิงกลที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

M.A.D.Gallery ครบรอบ 15 ปี
ปี ค.ศ. 2026 ถือเป็นวาระครบรอบ 15 ปีของ M.A.D.Gallery การเดินทางที่เริ่มต้นจากนครเจนีวา ก่อนขยายสู่ดูไบ และต่อยอดในรูปแบบที่กะทัดรัดกว่า ภายใต้ชื่อ MB&F Labs ในไทเป สิงคโปร์ ปารีส เบเวอร์ลีฮิลส์ และเมนโลพาร์ก (ซิลิคอนแวลลีย์) ล่าสุด นครนิวยอร์กก็ได้เข้าร่วมเครือข่ายนี้ด้วยการเปิด MB&F Lounge ในย่านแมนฮัตตัน

เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษดังกล่าว M.A.D.Gallery ได้เชิญศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเชิงกลหลายคนกลับมาสร้างผลงานลิมิเต็ดเอดิชันสำหรับวาระครบรอบ 15 ปี โดยหลังจากผลงานของ Frank Buchwald (แฟรงก์ บุชวัลด์) และ Martin Smith (มาร์ติน สมิธ) / Laikingland แล้ว ยังจะมีผลงานศิลปะเชิงกลรุ่นพิเศษอีกหลายชิ้นทยอยเปิดตัวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เพื่อมอบเหตุผลใหม่ ๆ ให้เหล่านักสะสมได้กลับมาเยี่ยมชม M.A.D.Gallery อีกครั้ง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้