Last updated: 26 ส.ค. 2569 | 32 จำนวนผู้เข้าชม |
Longines ตอกย้ำความสง่างามและความเชี่ยวชาญในการผลิตนาฬิกาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Master Collection ดีไซน์ใหม่ทั้งหมดสำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย คอลเลคชันระดับตำนานที่มีอายุกว่า 20 ปีนี้ กลับมาพร้อมรุ่นสามเข็มดีไซน์ใหม่ รุ่นโครโนกราฟมูนเฟส และไฮไลท์สุดพิเศษคือโครโนกราฟแบบโมโนพุชเชอร์ (ปุ่มกดเดียว) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในตระกูล The Longines Master Collection
Longines ตอกย้ำความเป็นไอคอนอีกครั้ง ด้วยการตีความดีไซน์ใหม่ที่นำเสนอความคลาสสิกและสง่างามเหนือกาลเวลา คอลเลคชันนี้มาพร้อมแคมเปญ Home of Elegance ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รวมตัว Ambassadors of Elegance ของแบรนด์ไว้ด้วยกันทั้งหมด ในบรรยากาศที่สะท้อนถึงความประณีต ความสมดุล และคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น บุคคลเหล่านี้ได้ร่วมกันถ่ายทอดนิยามของสไตล์และความสง่างามที่ไร้กาลเวลา ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์เรือนเวลารุ่นใหม่จาก The Longines Master Collection ได้อย่างลงตัว
THE LONGINES MASTER COLLECTION CHRONO MONOPUSHER
ปลุกจิตวิญญาณคลาสสิกสู่ยุคปัจจุบัน
อีกหนึ่งไฮไลท์ของ The Longines Master Collection โฉมใหม่ คือการเปิดตัวนาฬิกาฟังก์ชัน Chrono Monopusher เป็นครั้งแรก โดยมาในขนาด 41 มม. (มีให้เลือก 2 รุ่น) พร้อมสเกล Pulsometer สำหรับวัดชีพจร จุดเด่นคือการออกแบบที่เน้นการใช้งานแบบสัญชาตญาณ ฟังก์ชันโครโนกราฟทั้ง Start, Stop และ Reset สามารถสั่งการได้ทั้งหมดผ่านปุ่มกดเดียวที่ผสานรวมไว้ในเม็ดมะยม นับเป็นการบรรจบกันของความซับซ้อนทางเทคนิคชั้นสูงและความสะดวกในการใช้งานอย่างลงตัว
สเกล Pulsometer ที่อยู่บริเวณขอบหน้าปัดด้านนอก ช่วยให้ผู้สวมใส่วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ง่ายๆ เพียงจับเวลาการเต้นของชีพจรตามจำนวนครั้งที่กำหนด (มักจะตั้งไว้ที่ 30 ครั้ง) แล้วอ่านค่าชีพจรบนหน้าปัดได้โดยตรง ฟังก์ชันนี้เดิมทีถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแพทย์และพยาบาลในยุคที่ยังไม่มีเครื่องวัดการเต้นของหัวใจแบบดิจิทัล Pulsometer จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้อ่านค่าชีพจรได้อย่างรวดเร็วผ่านนาฬิกาข้อมือหรือนาฬิกาพกฟังก์ชันโครโนกราฟ
ในปัจจุบัน ฟังก์ชันนี้ยังคงถูกนำมาใช้งานจริง ควบคู่ไปกับการรำลึกถึงรากฐานทางการแพทย์และดีไซน์ของนาฬิกาโครโนกราฟสไตล์วินเทจ The Longines Master Collection Chrono Monopusher นำเสนอวิธีการวัดเวลาอย่างเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นการจับเวลาการเดินทาง การทำกิจกรรม หรือช่วงเวลาสำคัญในแต่ละวัน เรือนเวลานี้มอบประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ พร้อมสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Longines ที่มีต่อความแม่นยำ ความสง่างาม และธรรมเนียมการประดิษฐ์นาฬิกาที่สืบทอดกันมา
หัวใจสำคัญของนาฬิกา The Longines Master Collection Chrono Monopusher ทั้งสองรุ่น คือกลไกจักรกลไขลานเอกสิทธิ์เฉพาะของ Longines อย่างคาลิเบอร์ L799.5 แบบคอลัมน์วีล (Column-wheel) ซึ่งมาพร้อมซิลิคอน บาลานซ์ สปริง มอบกำลังสำรองสูงสุดถึง 68 ชั่วโมง เพื่อรับประกันถึงความเที่ยงตรงและประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ ฟังก์ชันโครโนกราฟแสดงผลผ่านเข็มวินาทีกลางหน้าปัดและหน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาที ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ช่วยให้อ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถชื่นชมความงามของกลไกได้ผ่านฝาหลังแบบใสที่กรุด้วยคริสตัลแซฟไฟร์ พร้อมคุณสมบัติกันน้ำระดับ 3 บาร์ (30 เมตร)
ตัวเรือนสเตนเลสสตีลทรงกลมโดดเด่นด้วยขอบตัวเรือนแบบเว้า (Concave bezel) ซึ่งช่วยเสริมสัดส่วนของนาฬิกาให้ดูสมดุลและสง่างาม มาพร้อมกระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์ที่เคลือบสารกันการสะท้อนแสงหลายชั้นทั้งสองด้าน ช่วยให้อ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจนสูงสุดในทุกสภาวะ
หน้าปัดได้รับการออกแบบอย่างเรียบหรูเพื่อมอบความคมชัดสูงสุดในการอ่านเวลา โดยมีให้เลือกสองแบบ ได้แก่ สีเงินโอปอลีน (Silver opaline) หรือสีน้ำเงินแต่งลายบาร์ลีย์คอร์นแบบด้าน (Frosted blue barleycorn) โดดเด่นด้วยหน้าปัดย่อยสลักลายก้นหอย และขอบหน้าปัดด้านนอกที่ขัดแต่งแบบพ่นทราย (Sandblasted) นอกจากนี้ยังเพิ่มมิติให้หน้าปัดด้วยหลักชั่วโมงตัวเลขอารบิกแบบนูน ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบเคลือบโรเดียมขัดเงา หรือเคลือบโรสโกลด์ 5N จับคู่มากับเข็มนาฬิกาในโทนสีที่เข้าชุดกันอย่างลงตัว
นาฬิกาแต่ละรุ่นมาพร้อมกับสายหนังที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน โดยมีให้เลือกทั้งสายสีแอนทราไซต์ และสายสีน้ำตาลที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งแบบอ็อกซ์ฟอร์ด สายทั้งสองแบบติดตั้งตัวล็อกนิรภัยแบบพับสามทบพร้อมปุ่มกดเปิดและระบบปรับเลื่อนระดับแบบละเอียด เพื่อให้มั่นใจถึงความกระชับพอดีรับกับข้อมือของแต่ละบุคคล พร้อมทั้งตอกย้ำความสง่างามอันประณีตของเรือนเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การสร้างสรรค์เรือนเวลารุ่นนี้นำเราย้อนกลับไปสัมผัสกับหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของ Longines โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 1911 ทางแบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกาโครโนกราฟแบบโมโนพุชเชอร์ (Monopusher) รุ่นแรกๆ ที่ออกแบบมาเพื่อสวมใส่บนข้อมือ ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมครั้งยิ่งใหญ่ในยุคที่นาฬิกาจับเวลาส่วนใหญ่ยังคงต้องอาศัยกลไกนาฬิกาพกขนาดใหญ่ ต่อมาแนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในปี 1913 ด้วยการถือกำเนิดของคาลิเบอร์ 13.33Z ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นกลไกโครโนกราฟขนาดกะทัดรัดรุ่นแรกของโลก โดยมีการนำไปต่อยอดในหลากหลายรูปแบบ และเปี่ยมด้วยชื่อเสียงด้านความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้
จากความไว้วางใจของนักบินระดับตำนานอย่าง Amelia Earhart และ Richard Byrd ที่เลือกสวมใส่นาฬิกาโครโนกราฟข้อมือยุคแรกเหล่านี้ ได้ผลักดันให้ Longines ก้าวขึ้นเป็นตัวละครสำคัญในโลกการบิน รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของการสำรวจและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความแม่นยำ สมรรถนะที่ไว้ใจได้ และจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกมาโดยตลอด
ในวันนี้ The Longines Master Collection Chrono Monopusher ยังคงเดินหน้าสืบทอดตำนานดังกล่าว โดยผสานความทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์นาฬิกาแห่งยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
THE LONGINES MASTER COLLECTION CHRONO MOONPHASE
ศิลปะแห่งการผสานความสง่างาม เข้ากับสุดยอดกลไกแห่งกาลเวลา
ฟังก์ชันแสดงข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase) ซึ่งเป็นกลไกอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ได้ก้าวขึ้นมาโดดเด่นเป็นตัวเอกในนาฬิกาโครโนกราฟจาก The Longines Master Collection รุ่นเหล่านี้ การนำเสนอกลไกดังกล่าวช่วยเพิ่มมิติความซับซ้อนทางเทคนิค ทว่ายังคงรักษาเอกลักษณ์อันประณีตของคอลเลคชันไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งตอกย้ำสถานะการเป็นหนึ่งในเรือนเวลาไอคอนิกแห่งความสง่างามของ Longines อย่างแท้จริง
เรือนเวลาเหล่านี้บรรจุในตัวเรือนสเตนเลสสตีลทรงกลมขนาด 41 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลอัตโนมัติเอกสิทธิ์เฉพาะของ Longines อย่างคาลิเบอร์ L687.5 แบบคอลัมน์วีล (Column-wheel) ตัวเครื่องมีขนาด 13 1/4 Lines มาพร้อมซิลิคอน บาลานซ์ สปริง ทับทิม 27 เม็ด และทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง มอบประสิทธิภาพการสำรองพลังงานได้สูงสุดถึง 66 ชั่วโมง
การจัดวางฟังก์ชันบนหน้าปัดทำได้อย่างลงตัว มอบความสมดุลและอ่านค่าได้ง่ายดาย นอกจากการบอกชั่วโมงและนาที ยังมีวงวินาทีเล็ก (Small seconds) คู่กับเข็มบอกเวลา 24 ชั่วโมงที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ส่วนวันที่แสดงผลผ่านขอบหน้าปัดด้วยเข็มกลางปลายรูปพระจันทร์เสี้ยว ฟังก์ชันจับเวลามาพร้อมเข็มวินาทีตรงกลาง หน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาทีควบคู่กับช่องแสดงวันและเดือนที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา รวมถึงหน้าปัดจับเวลา 12 ชั่วโมงที่รวมเข้ากับฟังก์ชัน Moonphase ในตำแหน่ง 6 นาฬิกา
หน้าปัดสีเงินโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยลวดลายบาร์ลีย์คอร์นดีไซน์ใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มมิติและการเล่นแสงเงาอย่างแยบยล หน้าปัดย่อยตกแต่งด้วยลายสลักก้นหอย ในขณะที่ขอบหน้าปัดด้านนอกสุดขัดแต่งแบบพ่นทรายเพื่อเพิ่มพื้นผิวให้ดูมีมิติ ประดับด้วยหลักชั่วโมงตัวเลขอารบิกสีน้ำเงิน 9 ตัว จับคู่กับเข็มนาฬิกาบลูสตีล มอบทั้งความชัดเจนในการอ่านเวลาและสัมผัสแห่งความสมดุลอันประณีตงดงาม
ตัวเรือนมาพร้อมกระจกแซฟไฟร์คริสตัลที่เคลือบสารกันสะท้อนหลายชั้นทั้งสองด้าน ส่วนเม็ดมะยมเพิ่มความประณีตด้วยการสลักโลโก้นาฬิกาทรายติดปีกสุดคลาสสิก เมื่อพลิกมาด้านหลังจะพบกับฝาหลังเปลือยกรุกระจกแซฟไฟร์ใสที่เผยให้เห็นการทำงานของกลไกด้านในอย่างชัดเจน และยังสามารถกันน้ำได้ที่ระดับ 3 บาร์ (30 เมตร)
นาฬิกาแต่ละรุ่นมีให้เลือกแมตช์ได้ทั้งสายสเตนเลสสตีลและสายหนังสีน้ำเงิน โดยสายทั้งสองแบบติดตั้งตัวล็อกนิรภัยแบบพับสามทบพร้อมปุ่มกดเปิด และระบบปรับเลื่อนระดับแบบละเอียด (Micro-adjustment) ตัวเลือกเหล่านี้ช่วยให้มั่นใจได้ถึงความกระชับพอดีรับกับข้อมือของแต่ละบุคคล พร้อมทั้งช่วยเสริมความสง่างามให้กับตัวเรือนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การผสานฟังก์ชันโครโนกราฟและปฏิทินเข้าด้วยกัน ซึ่งรวมถึง Moonphase นั้น เป็นมรดกหน้าประวัติศาสตร์ที่อยู่คู่กับ Longines มาอย่างยาวนาน ย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทางแบรนด์ได้ผลิตนาฬิกาพกโครโนกราฟที่มีทั้งปฏิทินและ Moonphase ออกมา หนึ่งในเรือนที่โดดเด่นมากคือนาฬิกาพกโครโนกราฟฟังก์ชัน Quarter-repeater ที่มาพร้อม Full calendar และ Moonphase จากปี 1911 ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของ Longines ดีไซน์หน้าปัด Moonphase ยุคแรกนั้นให้ความสำคัญกับความสมดุลและการอ่านค่าที่สบายตา จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของศาสตร์การทำนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิม สำหรับผลงานในปัจจุบันก็ยังคงสืบทอดจิตวิญญาณนั้นไว้ ด้วยการบาลานซ์ฟังก์ชันใช้งานและดีไซน์อันประณีตเข้ากับนวัตกรรมกลไกยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ทำให้คอมพลิเคชัน Moonphase ถือเป็นซิกเนเจอร์ของ Longines ในยุคนี้อย่างแท้จริง
นาฬิการุ่นสามเข็ม (THREE-HAND MODELS)
ผลงานรุ่นใหม่ล่าสุดที่ถ่ายทอดความสง่างามในหลากหลายมิติ
หัวใจสำคัญของคอลเลกชันนี้คือนาฬิการุ่นสามเข็ม (Three-hand) ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความสง่างามอันเป็นแก่นแท้ของ The Longines Master Collection พร้อมตอกย้ำสถานะความเป็นไอคอนของแบรนด์ หลังจากที่ได้เปิดตัวรุ่นสามเข็มดีไซน์ใหม่ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ล่าสุดทางคอลเลกชันได้เพิ่มความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยการนำเสนอหน้าปัดสีน้ำเงินรุ่นใหม่ ตลอดจนความประณีตของสายนาฬิกาแบบทูโทน ซึ่งช่วยยกระดับความหลากหลายทางสุนทรียศาสตร์ได้อย่างไร้ที่ติ
คอลเลคชันนี้มาพร้อมตัวเลือกขนาดที่หลากหลายถึง 4 ไซส์ ได้แก่ 30, 34, 39 และ 41 มิลลิเมตร ซึ่งแม้จะมีรายละเอียดที่ต่างกัน แต่ก็ยังคงรักษา DNA และเอกลักษณ์ของคอลเลคชันไว้ได้อย่างชัดเจน ตัวเรือนดีไซน์ใหม่โดดเด่นด้วยขอบตัวเรือนเว้า (Concave Bezel) ที่สร้างสรรค์รูปทรงอันโฉบเฉี่ยวและร่วมสมัย พร้อมเพิ่มความสบายในการสวมใส่บนข้อมือ
หน้าปัดยังคงเป็นหัวใจสำคัญของงานออกแบบ โดดเด่นด้วยลวดลาย barleycorn guilloché ที่สร้างมิติและการเล่นแสงอย่างละเอียดอ่อน ทำให้พื้นผิวของหน้าปัดเปลี่ยนแปลงความงดงามไปตามทุกการเคลื่อนไหว ในรุ่นขนาด 30 มม. และ 34 มม. ลวดลายนี้มีให้เลือกทั้งแบบที่ตกแต่งเฉพาะบริเวณวงแหวนรอบนอกของหน้าปัด หรือแบบที่ขยายต่อเนื่องครอบคลุมทั่วทั้งพื้นผิว มอบความเปล่งประกายได้อย่างพอเหมาะ พร้อมทั้งสร้างความโดดเด่นจากการตัดกันของพื้นผิวได้อย่างประณีตงดงาม
สำหรับรุ่นขนาด 39 มม. และ 41 มม. ลวดลายบาร์ลีย์คอร์นจะปรากฏอย่างโดดเด่นบนหน้าปัดสีเงิน สีฟ้าอ่อน หรือสีน้ำเงินเข้ม หลักชั่วโมงตัวเลขอารบิกช่วยให้อ่านเวลาได้อย่างคมชัด ในขณะที่เข็มนาฬิกาดีไซน์ใหม่ซึ่งรังสรรค์จากบลูสตีล (Blued steel) หรือเคลือบด้วยโรเดียม ช่วยเติมเต็มความสมดุลและความเที่ยงตรงให้กับการแสดงผลบนหน้าปัดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การถอดขอบหน้าปัด หรือ Flange ออก ช่วยให้มิติของหน้าปัดดูโปร่งสบายตาและมีความสมดุลมากขึ้น ทำให้สามารถอ่านเวลาได้ชัดเจน พร้อมกับดึงจุดเด่นของรายละเอียดบนหน้าปัดให้ดูมีมิติยิ่งขึ้น ความประณีตในการปรับโครงสร้างครั้งนี้ยังถูกเติมเต็มด้วยโลโก้นาฬิกาทรายของ Longines บนเม็ดมะยมดีไซน์ใหม่ และงานขัดแต่งตัวเรือนที่ทำออกมาได้ประณีตกว่าเดิม
นาฬิกาจับคู่มากับสายสเตนเลสสตีลดีไซน์ใหม่ ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มตัวเลือกสายแบบทูโทนอันสง่างามที่สะท้อนถึงศิลปะการผสานวัสดุได้อย่างลงตัว หรือตัวเลือกสายหนังสุดคลาสสิก สายสเตนเลสสตีลโดดเด่นด้วยข้อสายดีไซน์ใหม่ที่มีขนาดสั้นลง พร้อมติดตั้งตัวล็อกแบบปรับเลื่อนระดับละเอียด (Micro-adjustment) เพื่อความสบายเหนือระดับเมื่อสวมใส่ สำหรับสายหนังได้รับการคัดสรรจากคุณภาพของลวดลายตามธรรมชาติ ตกแต่งด้วยการเย็บตะเข็บสีโทนเดียวกับสาย และมาพร้อมบานพับล็อกที่ผสานระบบปรับระดับแบบละเอียดเช่นเดียวกัน
ฝาหลังแบบใสเผยให้เห็นความงดงามของกลไกอัตโนมัติเอกสิทธิ์เฉพาะของ Longines อย่างคาลิเบอร์ L592.5 และ L888.5 ที่ได้รับการขัดแต่งอย่างประณีตพิถีพิถัน โดยในรุ่นทูโทนยังมาพร้อมโรเตอร์ขึ้นลาน (Oscillating weight) ที่มีเฉดสีสอดคล้องรับกับขอบตัวเรือน ซึ่งช่วยตอกย้ำถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง

แคมเปญใหม่ล่าสุด
THE HOME OF ELEGANCE
เรือนเวลา The Longines Master Collection คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด ถูกถ่ายทอดเรื่องราวผ่านแคมเปญ Home of Elegance ที่สร้างปรากฏการณ์รวมตัวเหล่า Ambassadors of Elegance ของแบรนด์ไว้ด้วยกัน ท่ามกลางบรรยากาศนี้ ทั้ง Kate Winslet, Eddie Peng, Jennifer Lawrence, Henry Cavill, Zhao Liying และ Yosh Yu ได้มาใช้เวลาร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติภายใต้หลังคาเดียวกัน ภายใต้บ้านหลังเดียวกันที่อบอวลด้วยความอบอุ่น ความจริงใจ และสไตล์อันสง่างามที่ดูเป็นธรรมชาติ Home of Elegance จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากหลัง แต่คือจุดเชื่อมโยงที่คาแรคเตอร์ วัฒนธรรม และนิยามของความสง่างามได้หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ภายใต้บรรยากาศแห่งนี้ เหล่าแอมบาสเดอร์ต่างใช้เวลาร่วมกันอย่างผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ โดยแต่ละคนได้ถ่ายทอดนิยามความสง่างามในแบบฉบับของตนเอง ทว่ากลับหลอมรวมเป็นความกลมกลืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ การปรากฏตัวของพวกเขาช่วยตอกย้ำแนวคิดที่ว่า ความสง่างามไม่ใช่เรื่องของใครเพียงคนเดียว หากแต่เป็นสิ่งที่สามารถแบ่งปันถึงกันได้ เปรียบเสมือนบทสนทนาที่เชื่อมโยงกันด้วยตัวตนที่แท้จริง ที่ซึ่งความเป็นปัจเจกบุคคลได้มาบรรจบกันภายใต้การแสดงออกถึงคุณค่าอันยั่งยืนร่วมกัน
ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว The Longines Master Collection ได้เข้ามาเป็นส่วนเติมเต็มที่สะท้อนถึงคุณค่าเหล่านี้อย่างเป็นธรรมชาติ โดดเด่นด้วยการผสานความเที่ยงตรง โครงสร้างอันประณีต และความละเมียดละไมไว้ได้อย่างลงตัว นาฬิกาแต่ละเรือนสอดประสานเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อันแสนอบอุ่นนี้ได้อย่างแนบเนียน พร้อมตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างการแสดงออกถึงตัวตนและดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา ณ ที่แห่งนี้ เหล่าแอมบาสเดอร์และเรือนเวลาต่างอยู่ร่วมกันราวกับกำลังสนทนากันอย่างเงียบงัน ต่างฝ่ายต่างสะท้อนภาพลักษณ์ของกันและกันในฐานะไอคอนแห่งความสง่างามภายใต้ Home of Elegance
Longines Ambassadors of Elegance

Kate Winslet
ด้วยเส้นทางสายการแสดงที่โดดเด่นทั้งในด้านการถ่ายทอดอารมณ์อันลึกซึ้งและจิตวิญญาณแห่งศิลปิน Kate Winslet นักแสดงสาวชาวอังกฤษ จึงก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่ได้รับการยกย่องสูงสุดแห่งยุค และได้รับเกียรติในฐานะ Ambassador of Elegance ของ Longines มาตั้งแต่ปี 2010
ด้วยชื่อเสียงด้านความสามารถทางการแสดงที่หลากหลาย เธอได้สร้างสรรค์ผลงานอันโดดเด่นตลอดเส้นทางอาชีพกว่า 33 ปี นับตั้งแต่ผลงานเดบิวต์ในภาพยนตร์เรื่อง Heavenly Creatures ของผู้กำกับ Peter Jackson ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังได้รับการยกย่องจากภาพยนตร์ที่กวาดคำชมจากนักวิจารณ์อย่าง Eternal Sunshine of the Spotless Mind, Titanic รวมถึงผลงานที่ส่งให้เธอคว้ารางวัลออสการ์จากเรื่อง The Reader เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงผู้ไม่เคยหวั่นเกรงต่อการรับบทตัวละครที่มีความซับซ้อน ซึ่งนั่นทำให้เธอคว้ารางวัล Primetime Emmy Award ครั้งที่สองจากการรับบท Mare Sheehan ในซีรีส์ Mare of Easttown (ปี 2021) ซึ่งเธอควบตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างบริหารด้วยเช่นกัน
ผลงานล่าสุดที่เธอเป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างและนักแสดงนำ ได้แก่ The Regime (ปี 2024) และ Lee (ปี 2024) โดยเรื่องหลังถือเป็นโปรเจกต์แห่งความหลงใหลที่เธอใช้เวลาปลุกปั้นยาวนานนับทศวรรษ ซึ่ง Kate ทั้งอำนวยการสร้างและรับบทนำเป็น Lee Miller ช่างภาพข่าวและผู้สื่อข่าวสงครามโลกครั้งที่ 2 ระดับตำนาน ต่อมาในปี 2025 Kate ได้ผันตัวมาประเดิมผลงานกำกับภาพยนตร์เป็นครั้งแรกใน Goodbye June นำแสดงโดย Helen Mirren ซึ่งฉายทาง Netflix
นอกเหนือจากวงการภาพยนตร์ เธอยังเป็นกระบอกเสียงในการรณรงค์เพื่อความเสมอภาคทางเพศในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และเป็นแอมบาสเดอร์ให้กับ Cardboard Citizens องค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือคนไร้บ้านและกลุ่มเสี่ยงผ่านงานศิลปะ นอกจากนี้ Kate ยังร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ Go Beyond องค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักรที่จัดกิจกรรมมอบช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนให้กับเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตประจำวัน

Jennifer Lawrence
Jennifer Lawrence เป็นนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ โปรดิวเซอร์ และนักกิจกรรม ผู้ดำรงตำแหน่ง Longines Ambassador of Elegance มาตั้งแต่ปี 2022 โดยเธอนำมาซึ่งส่วนผสมอันโดดเด่นระหว่างความแข็งแกร่งและตัวตนที่แท้จริง เธอแสดงนำในภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม เช่น Silver Linings Playbook ซึ่งส่งให้เธอคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์ไตรภาค The Hunger Games และล่าสุดกับภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายอันเข้มข้นอย่าง Die My Love ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำเป็นครั้งที่ 7
อิทธิพลของ Jennifer Lawrence ยังแผ่ขยายไปถึงเบื้องหลังในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Excellent Cadaver บริษัทผลิตภาพยนตร์ที่มุ่งมั่นนำเสนอเรื่องราวที่กล้าหาญและชวนขบคิด ซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่กวาดคำชมจากนักวิจารณ์มาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Die My Love, Causeway ตลอดจนสารคดีอันทรงพลังอย่าง Zurawski v Texas และ Bread & Roses โดยเรื่องหลังนี้ยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Peabody Award อีกด้วย ล่าสุด Lawrence เพิ่งถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง What Happens at Night เสร็จสิ้น ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับการจับตามองอย่างมากของ Martin Scorsese โดยเธอทั้งร่วมอำนวยการสร้างและแสดงนำประกบคู่กับ Leonardo DiCaprio

Henry Cavill
Henry Cavill นักแสดงชาวอังกฤษได้ร่วมเป็น Ambassador of Elegance ของ Longines ในปี 2025 ด้วยบุคลิกอันสง่างามและวินัยในการทำงานที่ยอดเยี่ยม เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากผลงานภาพยนตร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทซูเปอร์แมนใน Man of Steel (2013), Batman v Superman (2016), Justice League (2017) รวมถึง Mission: Impossible - Fallout (2018) การแสดงของเขาสะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่ผสานเข้ากับความสุขุมเยือกเย็นได้อย่างลงตัว สำหรับผลงานต่อไป เขาจะรับบทนำพร้อมนั่งแท่นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับโปรเจกต์ Warhammer 40,000 ของ Amazon รวมถึงแสดงนำในภาพยนตร์อย่าง Highlander และ Voltron เส้นทางอาชีพของเขาที่เติบโตอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในความแม่นยำ โครงสร้าง และวิสัยทัศน์เชิงสร้างสรรค์ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมของ Longines อย่างสมบูรณ์แบบ

Zhao Liying
Zhao Liying (จ้าวลี่อิ่ง) ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของจีน ได้รับเกียรติให้เป็น Longines Ambassador of Elegance มาตั้งแต่ปี 2017
เธอมีชื่อเสียงจากผลงานการแสดงอันทรงพลัง โดยก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดจากซีรีส์ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม เช่น The Story of Minglan (2018–2019) และ Wild Bloom (2022) ซึ่งกวาดคำวิจารณ์เชิงบวกทั้งจากผู้ชมและคนในวงการ เธอถูกขนานนามให้เป็น “ราชินียอดวิว” (Queen of TV Viewing) และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติระดับท็อปมากมาย อาทิ รางวัลเฟยเทียน (Flying Apsaras Award), รางวัลอินทรีทองคำ (China TV Golden Eagle Award) และรางวัลร้อยบุปผา (Hundred Flowers Award)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Zhao Liying ได้ต่อยอดเส้นทางอาชีพของเธอสู่จอเงิน โดยร่วมแสดงในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง ได้แก่ Article 20 (2024), The Unseen Sister (2024), Tiger Wolf Rabbit (2024) และ We Girls (2025) ด้วยความมุ่งมั่นในการรับบทบาทที่หลากหลายและท้าทายอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความทุ่มเทอย่างแน่วแน่ในศิลปะการแสดง ได้ตอกย้ำสถานะของเธอในฐานะหนึ่งในนักแสดงหญิงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของจีนอย่างสมบูรณ์แบบ

Yosh Yu
นักแสดงหนุ่มชาวจีน Yosh Yu (อวี๋ซื่อ) ได้ร่วมเป็น Ambassador of Elegance ของ Longines ในปี 2025 โดยนำวิสัยทัศน์ร่วมสมัยที่หล่อหลอมจากความมีวินัย ความอุตสาหะ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาสู่แบรนด์ ในฐานะนักแสดงดาวรุ่งผู้โดดเด่น เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากบทบาทในภาพยนตร์ไตรภาค Creation of the Gods (2023–) ซึ่งเขาได้แสดงให้เห็นถึงความสมดุลอันน่าทึ่งระหว่างการถ่ายทอดอารมณ์ที่หลากหลายและความแม่นยำในเทคนิคการแสดง นอกเหนือจากงานแสดงแล้ว เขายังเป็นนักยิงธนูบนหลังม้า (Mounted archer) ที่มากความสามารถ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการฝึกฝนสมาธิและความเชี่ยวชาญ พัฒนาการบนเส้นทางอาชีพของเขาเผยให้เห็นถึงความใส่ใจและความทุ่มเทในการถ่ายทอดเรื่องราว ซึ่งสอดคล้องกับจิตวิญญาณของ Longines อย่างสมบูรณ์แบบ

Eddie Peng
ด้วยชื่อเสียงจากการพลิกบทบาทการแสดงได้อย่างสมจริงและวินัยอันแน่วแน่ Eddie Peng (เผิงอวี๋เยี่ยน) จึงได้รับเกียรติให้เป็น Longines Ambassador of Elegance มาตั้งแต่ปี 2014 เขาเป็นที่ยอมรับทั้งในเรื่องของความมีวินัยและความสามารถอันหลากหลาย โดยแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากภาพยนตร์เรื่อง Hear Me (2009) ก่อนจะกวาดเสียงชื่นชมระดับนานาชาติจาก Operation Mekong (2016) ผลงานการแสดงของเขาใน Jump Ashin! (2011) และ Unbeatable (2013) ส่งให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่มากมาย ในขณะที่การรับบทเป็น 'หวงเฟยหง' ใน Rise of the Legend (2014) ได้ตอกย้ำสถานะของเขาในวงการภาพยนตร์แอ็กชันอย่างแข็งแกร่ง ผลงานในช่วงที่ผ่านมาของเขา ได้แก่ Are You Lonesome Tonight? (2021), I Did It My Way (2023) และ Black Dog (2024) ซึ่งเรื่องหลังสุดนี้ได้จัดฉายและกวาดคำวิจารณ์เชิงบวกจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เส้นทางอาชีพของเขายังคงก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องด้วยโปรเจกต์ระดับนานาชาติที่กำลังจะมาถึง ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับชื่อเสียงในระดับโลก เขายังดึงดูดความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกในซีรีส์เรื่องใหม่ The Night Manager ซึ่งเป็นการดัดแปลงซีรีส์ระทึกขวัญสายลับสัญชาติอังกฤษระดับตำนานมาเป็นเวอร์ชันเอเชียอย่างเป็นทางการ และเตรียมพบกับเขาในผลงานภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่อง The Healer ประชันบทบาทกับ Ewan Mitchell ซึ่งเปิดตัวไปในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 2026
การถ่ายทอดตำนานในรูปโฉมใหม่
The Longines Master Collection ยืนหยัดในฐานะตัวแทนที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์การสร้างสรรค์เรือนเวลาของ Longines มาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นคอลเลคชันที่ผสานความเที่ยงตรงทางกลไกเข้ากับความสง่างามที่เหนือกาลเวลา คอลเลคชันนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2005 โดยได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์รวมมรดกตกทอดของแบรนด์ ผ่านการผสมผสานองค์ประกอบด้านดีไซน์อันเป็นสัญลักษณ์จากหน้าประวัติศาสตร์ของ Longines เข้าไว้ด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือตัวเลขอารบิกอันโดดเด่น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกา Longines Weems Second-Setting ในปี 1928 ที่ช่วยมอบกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ที่สืบทอดกันมา พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับเอกลักษณ์ทางสายตาของคอลเลคชัน นับตั้งแต่เปิดตัวคอลเลกชันนี้ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในด้านงานฝีมืออันประณีต ผ่านกลไกชั้นสูงที่เปี่ยมด้วยความพิถีพิถันและหลักการออกแบบอันคลาสสิกที่คงคุณค่าเหนือกาลเวลา ถ่ายทอดเสน่ห์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนทุกยุคสมัย พร้อมสะท้อนคุณค่าหลักที่เป็นหัวใจของอัตลักษณ์แห่ง LONGINES อย่างแท้จริง.
จากการปรับโฉมครั้งใหญ่นี้ คอลเลคชันได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่หล่อหลอมขึ้นจากการสืบทอดและการเปลี่ยนแปลง แทนที่จะละทิ้งรากฐานเดิม วิวัฒนาการครั้งนี้กลับเลือกที่จะขัดเกลาและตีความองค์ประกอบที่เป็นตัวตนของคอลเลคชันใหม่ ทั้งความโดดเด่นของหน้าปัด ความกลมกลืนของสัดส่วน ไปจนถึงความสมดุลระหว่างฟังก์ชันการใช้งานและความสุนทรีย์ที่ชัดเจน การนำเสนอโครงสร้างตัวเรือนแบบใหม่ ขอบตัวเรือนแบบเว้า (Concave bezels) และหน้าปัดลายกิโยเช่ ที่ได้รับการออกแบบใหม่ ล้วนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการก้าวไปสู่การนำเสนอเรือนเวลาที่ดูโปร่งสบายตา บางเบา และมีมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
คอลเลคชันที่ได้รับการขยายให้ครอบคลุมหลากหลายขนาดและกลไกซับซ้อน (Complications) – ตั้งแต่รุ่นสามเข็มบอกเวลามาตรฐาน ไปจนถึงกลไกโครโนกราฟพร้อมฟังก์ชันมูนเฟส และกลไกโมโนพุชเชอร์ (Monopusher) – สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในนิยามความสง่างามร่วมสมัยที่กว้างไกลยิ่งขึ้น คอลเลคชันนี้ตอบสนองต่อความต้องการในยุคปัจจุบัน ทั้งในด้านความสบายเมื่อสวมใส่ ความอเนกประสงค์ และความเที่ยงตรงแม่นยำ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความหรูหราอันเรียบง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำคอลเลคชันมาโดยตลอด
เมื่อนำเสนอผ่านแคมเปญ House of Elegance เคียงข้างเหล่าแอมบาสเดอร์ของแบรนด์ The Longines Master Collection ได้ตอกย้ำจุดยืนที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสืบทอดมรดกอันล้ำค่า ทว่าเป็นการถ่ายทอดคุณค่าดังกล่าวในบริบทใหม่ ด้วยรากฐานที่หยั่งลึกในหน้าประวัติศาสตร์ทว่าสอดรับกับยุคปัจจุบัน คอลเลคชันนี้จึงเปรียบเสมือนการตีความสัญลักษณ์ของ Longines ในมุมมองที่ทันสมัย นี่คือคอลเลคชันที่มีวิวัฒนาการก้าวไปพร้อมกับกาลเวลา แต่ยังคงซื่อตรงต่อคาแรคเตอร์ดั้งเดิมอย่างแท้จริง
About our movements
Backed by centuries of watchmaking expertise, Longines has pioneered many technical advances and still displays an unfailing will to innovate. Its constant pursuit of excellence has led Longines to equip all its automatic timepieces with cutting-edge movements whose features include a silicon balance-spring. Silicon is not only lightweight and corrosion-resistant, but also impervious to normal temperature fluctuations and magnetic fields. Its unique properties boost the watch’s precision and longevity and allow Longines to guarantee these models for five years.
About Longines
Longines has been established in Saint-Imier, Switzerland, since 1832. The watchmaking house boasts expertise forged in tradition, elegance and high performance. With its long-standing experience as official timekeeper of world sports championships and partner of international sports federations, the Swiss watch brand has forged strong and lasting links with the sporting world over the years. Renowned for the elegance of its models, Longines is a member of Swatch Group Ltd, the world’s leading manufacturer of timepieces. The brand with the winged hourglass as its emblem has outlets in over 130 countries
26 ส.ค. 2569
25 ส.ค. 2569
21 ส.ค. 2569
25 ส.ค. 2569