Last updated: 25 ส.ค. 2569 | 19 จำนวนผู้เข้าชม |
Ulysse Nardin เชื่อในการคิดต่าง และมองว่าความก้าวหน้าเกิดขึ้นเมื่อกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจากัดของสิ่งที่เป็นไปได้ นับตั้งแต่ปี 1846 แบรนด์เดินหน้าพัฒนาการผลิตนาฬิกาด้วยเทคโนโลยีที่บุกเบิก ผสานความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมืออันโดดเด่น
ข้อมูลทางดาราศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของมรดกด้านการผลิตนาฬิกาของ Ulysse Nardin มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่นาฬิกาแสดงเวลาข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์ในศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงนาฬิกาปฏิทินที่พัฒนาขึ้นเพื่อการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์และการนำทางทางทะเล กระทั่งในปี 1983 ยุคใหม่ของนาฬิกาดาราศาสตร์จึงเริ่มต้นขึ้น หลังจาก Rolf Schnyder เข้าซื้อกิจการและนำแบรนด์ก้าวสู่ทิศทางใหม่ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม ในปีเดียวกันนั้น เขาได้พบกับ Dr. Ludwig Oechslin ช่างทำนาฬิกา นักดาราศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ผู้มีความสามารถ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลสาคัญที่มีอิทธิพลต่อวงการนาฬิกาสมัยใหม่
ระหว่างการเยี่ยมชม Jörg Spöring ช่างทำนาฬิกาฝีมือระดับปรมาจารย์ในเมืองลูเซิร์น Schnyder ได้พบกับนาฬิกาดาราศาสตร์อันโดดเด่น ซึ่งสร้างสรรค์โดย Oechslin ในวัยหนุ่ม ความซับซ้อนของกลไกและแนวคิดอันชาญฉลาดเบื้องหลังผลงานชิ้นนี้สร้างความประทับใจให้กับ Schnyder จนนาไปสู่ความท้าทายครั้งสำคัญ นั่นคือการให้ Oechslin สร้างเครื่องมือทางดาราศาสตร์ที่สามารถสวมใส่บนข้อมือได้
โครงการนี้ท้าทายขีดจากัดของสิ่งที่สามารถบรรจุไว้ในนาฬิกาข้อมือได้ และเพียงสองปีต่อมา Oechslin ก็เผยโฉมคาตอบของเขา นั่นคือ Astrolabium Galileo Galilei
เปิดตัวในปี 1985 และได้รับการบันทึกโดย Guinness World Records ให้เป็นนาฬิกาข้อมือดาราศาสตร์เรือนแรกของโลก ก่อนจะตามมาด้วย Planetarium Copernicus และ Tellurium Johannes Kepler ทั้งสามรุ่นรวมกันเป็นตำนานที่รู้จักในชื่อ “Trilogy of Time” ผลงานเหล่านี้ตอกย้ำบทบาทของ Ulysse Nardin ในฐานะผู้บุกเบิกด้านนาฬิกาดาราศาสตร์ พร้อมสะท้อนความสามารถอันโดดเด่นของ Oechslin ในการเปลี่ยนการคำนวณทางดาราศาสตร์อันซับซ้อน ให้กลายเป็นการแสดงผลที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริง

สิบเจ็ดปีหลังจาก Trilogy of Time สร้างเสร็จสมบูรณ์ ในปี 2009 Ulysse Nardin ได้เปิดตัว Moonstruck รุ่นแรก นาฬิกาดาราศาสตร์ที่ออกแบบโดย Dr. Ludwig Oechslin และสะท้อนแนวคิดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาที่มีต่อจักรวาล ขณะที่ Trilogy of Time ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ ผ่านนาฬิกาดาราศาสตร์ที่มีความซับซ้อนอย่างโดดเด่น Moonstruck กลับนำเสนอแนวคิดใหม่ในการแสดงการเคลื่อนไหวของวัตถุบนท้องฟ้า โดยรวบรวมโลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ไว้บนหน้าปัดเดียว พร้อมถ่ายทอดความสัมพันธ์ของทั้งสามอย่างเข้าใจง่าย
ปัจจุบัน Ulysse Nardin ยังคงสานต่อมรดกดังกล่าวด้วย Blast Moonstruck รุ่นใหม่ในตัวเรือนโรสโกลด์ ผลิตจานวนจากัดเพียง 20 เรือน พร้อมหนึ่งในกลไกซับซ้อนทางดาราศาสตร์ที่ล้าหน้าที่สุดของแบรนด์
Blast Moonstruck สะท้อนหนึ่งในแนวคิดสาคัญของ Ludwig Oechslin นั่นคือ ความซับซ้อนควรอยู่ในกลไก ไม่ใช่ในการอ่านค่าบนหน้าปัด ตลอดเส้นทางการสร้างสรรค์ผลงาน Oechslin มุ่งถ่ายทอดข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่ซับซ้อนให้อยู่ในรูปแบบที่เรียบง่ายและเข้าใจได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด โดยเปลี่ยนความซับซ้อนของการเคลื่อนที่ของโลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ให้กลายเป็นการแสดงผลที่สามารถเข้าใจได้ทันทีเพียงมองดู
Moonstruck ถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดดังกล่าว โดยขับเคลื่อนด้วยกลไก Manufacture Calibre UN-106 และรวบรวมฟังก์ชันแสดงข้อมูลทางดาราศาสตร์ 5 ประการไว้บนหน้าปัดเดียว พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน
แทนที่จะแสดงข้อมูลแต่ละฟังก์ชันแยกจากกัน Blast Moonstruck ถ่ายทอดระบบทางดาราศาสตร์ที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้ตำแหน่งของโลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์เป็นพื้นฐานในการแสดงข้อมูลแต่ละฟังก์ชัน
การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ที่มองเห็นจากโลก วงโคจรของดวงจันทร์แบบเรียลไทม์ ข้างขึ้นข้างแรม เดือนจันทรคติ และค่าน้ำขึ้นน้ำลง ไม่ได้ถูกแสดงเป็นฟังก์ชันแยกจากกัน แต่ทางานเชื่อมโยงกันเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางดาราศาสตร์เดียวกัน ผลลัพธ์คือการแสดงข้อมูลที่ถ่ายทอดการคำนวณทางดาราศาสตร์อันซับซ้อนให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจได้ทันทีเพียงมองดู

กลไก UN-106 ทางานด้วยความถี่ 4 เฮิร์ต หรือ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และมอบพลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง พร้อมผสานฟังก์ชันทางดาราศาสตร์ขั้นสูงเข้ากับการใช้งานในชีวิตประจาวัน
Blast Moonstruck ถ่ายทอดข้อมูลทางดาราศาสตร์ผ่านมุมมองแบบโลกเป็นศูนย์กลาง (Geocentric) โดยวางโลกไว้ที่ใจกลางของนาฬิกา และจาลองการเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้าตามมุมมองที่มองเห็นจากโลก บริเวณใจกลางของหน้าปัดคือภาพจาลองสามมิติของซีกโลกเหนือ ซึ่งมองจากขั้วโลกเหนือและแกะสลักไว้ใต้โครงสร้างกระจกแซฟไฟร์ทรงโดม รอบๆ คือฟังก์ชันต่างๆ ที่แสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่เคลื่อนผ่านรอบโลก
ฟังก์ชันแสดงตำแหน่งดวงอาทิตย์ติดตั้งอยู่บนจานแสดงเวลาทั่วโลกแบบหมุนได้ 24 ชั่วโมง ซึ่งแสดงเขตเวลาหลัก 24 เขต โดยดวงอาทิตย์ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาทาหน้าที่เป็นจุดอ้างอิง ช่วยให้อ่านเวลาในแต่ละเขตเวลาทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย ขณะที่การแสดงกลางวันและกลางคืนแบบสองสีช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างช่วงกลางวันและกลางคืนของแต่ละพื้นที่ได้ทันที เมื่อทางานร่วมกับวงแหวนชื่อเมืองที่อยู่กับที่ การแสดงผลบนหน้าปัดจึงถ่ายทอดทั้งเวลาทั่วโลกและการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ที่มองเห็นจากโลกตลอดทั้งวัน
ดวงจันทร์เคลื่อนตามวงโคจรของตัวเองรอบโลก พร้อมแสดงทั้งข้างขึ้นข้างแรมและช่วงเวลาของเดือนจันทรคติ โดยได้รับการออกแบบให้จาลองวัฏจักรของดวงจันทร์ได้อย่างแม่นยำ และมีความคลาดเคลื่อนเพียง 1 วันในระยะเวลา 40.3 ปี
ด้วยความมุ่งมั่นของ Ludwig Oechslin ที่ต้องการให้ข้อมูลทางดาราศาสตร์มีความเที่ยงตรงที่สุด Blast Moonstruck จึงนำหนึ่งในนวัตกรรมอันโดดเด่นของเขามาใช้ โดยส่วนที่สว่างของดวงจันทร์จะหันเข้าหาดวงอาทิตย์อยู่เสมอ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติ แทนที่จะใช้การแสดงข้างขึ้นข้างแรมในรูปแบบทั่วไป นาฬิกาจาลองตำแหน่งของโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ตามความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทำให้ข้างขึ้นข้างแรมบนหน้าปัดแสดงทิศทางได้อย่างถูกต้องในทุกช่วงเวลา
ความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ยังเป็นตัวกำหนดการแสดงค่า น้ำขึ้นน้าลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลของกลไกทางดาราศาสตร์ที่มีต่อมหาสมุทรของโลก จากตำแหน่งสัมพันธ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ผู้สวมใส่สามารถดูช่วงเวลาที่เกิด น้ำเกิดและน้ำตาย รวมถึงคาดการณ์ระดับความแรงของน้ำขึ้นน้ำลงในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกได้ การแสดงผลนี้สะท้อนถึงความผูกพันอันยาวนานของแบรนด์กับศาสตร์แห่งการเดินเรือทางทะเล
กลไกที่ขับเคลื่อน Blast Moonstruck คือคาลิเบอร์ UN-106 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่พัฒนาและผลิตโดย Ulysse Nardin ประกอบด้วยชิ้นส่วน 338 ชิ้น และทับทิม 42 เม็ด พร้อมผสานการแสดง เวลาทั่วโลก และข้อมูลทางดาราศาสตร์ไว้ภายในกลไกเดียวกัน
กลไกนี้ผสานทั้ง silicon escapement และ silicon hairspring ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ Ulysse Nardin บุกเบิกและนำมาใช้กับวงการนาฬิกาสมัยใหม่เป็นครั้งแรกในปี 2001 กับนาฬิกา Freak ด้วยคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบา ไม่ได้รับผลกระทบจากสนามแม่เหล็ก และทนทานต่อการสึกหรอสูง ซิลิคอนช่วยลดความจำเป็นในการใช้น้ำมันหล่อลื่นกับชิ้นส่วนสาคัญ พร้อมเพิ่มความเที่ยงตรง ความทนทาน และความน่าเชื่อถือของกลไกในระยะยาว ชิ้นส่วนซิลิคอนเหล่านี้ผลิตขึ้นภายในโรงงาน SIGATEC ของ Ulysse Nardin ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิ้นส่วนซิลิคอน และแม้จะผ่านมากว่าสองทศวรรษนับตั้งแต่เปิดตัว ซิลิคอนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของแนวทางการพัฒนานาฬิกาที่เน้นนวัตกรรมของ Ulysse Nardin
กลไกนี้ยังมาพร้อมกับ กลไกปรับเวลาที่ได้รับการจดสิทธิบัตรโดย Ulysse Nardin ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเวลาท้องถิ่นเดินหน้าหรือถอยหลังได้ครั้งละ 1 ชั่วโมง ผ่านปุ่มกดที่ติดตั้งอยู่ด้านข้างตัวเรือน โดยสามารถปรับเวลาได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการแสดงข้อมูลทางดาราศาสตร์ การคานวณเกี่ยวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ หรือการทางานของเข็มนาที
การตั้งค่าข้อมูลทางดาราศาสตร์สามารถปรับได้โดยตรงผ่านเม็ดมะยม ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถตั้งนาฬิกาให้ตรงกับข้อมูลทางดาราศาสตร์ได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้การใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น Ulysse Nardin ยังจัดทาคู่มือดิจิทัลโดยเฉพาะ เพื่อแนะนำผู้สวมใส่ทีละขั้นตอนในการตั้งค่าต่างๆ
ด้วยความถี่ในการทางานที่ 4 เฮิร์ต (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) และสำรองพลังงานได้นาน 50 ชั่วโมง UN-106 ผสานฟังก์ชันทางดาราศาสตร์ขั้นสูงเข้ากับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

ในฐานะตัวแทนแห่งนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาอันล้ำสมัย คอลเลกชัน Blast นำเสนอ Moonstruck พร้อมการแสดงผลทางดาราศาสตร์อันซับซ้อนในรูปแบบร่วมสมัย โครงสร้างตัวเรือนที่โดดเด่น การออกแบบแบบหลายชั้น และเส้นสายเรขาคณิต ช่วยเสริมทั้งบุคลิกทางเทคนิคของนาฬิกาและความโดดเด่นของการแสดงผลที่มีมิติ
ตัวเรือนขนาด 45 มม. ของนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นนี้ผสานตัวเรือนส่วนบนที่ทำจากโรสโกลด์ เข้ากับตัวเรือนส่วนกลางและขอบตัวเรือนที่ทำจากไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดา ตัวเรือนส่วนบนโดดเด่นด้วยพื้นผิวแบบซาตินและขัดเงาที่ผสานเข้าด้วยกัน พร้อมเหลี่ยมมุมที่ผ่านการตกแต่งด้วยเลเซอร์ ช่วยสะท้อนแสงและสร้างมิติจากทุกมุมมอง การผสานพื้นผิวที่แตกต่างกันช่วยเสริมความโดดเด่นของโครงสร้างตัวเรือน พร้อมเน้นความแตกต่างระหว่างโลหะมีค่าและวัสดุทางเทคนิค
ศูนย์กลางของการออกแบบคือแซฟไฟร์คริสตัลทรงโดมที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับโครงสร้างแบบจีโอเซนทริกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Moonstruck โดยด้านใต้ของแซฟไฟร์ทรงโดมได้รับการแกะสลักเป็นภาพซีกโลกเหนือ ซึ่งดูราวกับลอยอยู่เหนือหน้าปัด ถ่ายทอดภาพของโลกในรูปแบบสามมิติได้อย่างโดดเด่น ใต้ภาพโลกคือหน้าปัดอเวนจูรีนที่มีพื้นผิวแวววาว ชวนให้นึกถึงท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว และช่วยขับเน้นการแสดงผลทางดาราศาสตร์ของ Moonstruck ให้มีทั้งความลึกและมิติยิ่งขึ้น รอบหน้าปัดล้อมด้วยวงแหวนโรสโกลด์ที่สลักตัวเลขวันในแต่ละเดือน เพิ่มข้อมูลอีกหนึ่งชั้น พร้อมเสริมความโดดเด่นให้กับโครงสร้างของนาฬิกา การผสานกันของวัสดุ สีสัน และรายละเอียดแบบนูน ช่วยสร้างเอกลักษณ์แบบสามมิติอันโดดเด่นให้กับ Moonstruck

ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือน Blast Moonstruck รุ่นโรสโกลด์ ผสานหนึ่งในผลงานด้านดาราศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดของ Ulysse Nardin เข้ากับโครงสร้างตัวเรือนที่ดูร่วมสมัย โดยนำการบอกเวลาที่อิงกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้า นวัตกรรมทางเทคนิค และศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาสมัยใหม่มารวมไว้ในผลงานเดียวกัน
Ulysse Nardin คือแบรนด์นาฬิกาอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีบทบาทสาคัญในการผลักดันและพัฒนาวงการนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) ด้วยการผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับงานฝีมืออันประณีต แบรนด์ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1846 ที่เมือง Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วในด้านความเที่ยงตรงของเครื่องบอกเวลา ซึ่งมีความสาคัญอย่างมากต่อการเดินเรือและการสำรวจทางทะเลในยุคนั้น ตลอดระยะเวลากว่า 5 ชั่วอายุคนของตระกูล Nardin ได้ผลิตมารีนโครโนมิเตอร์ที่มีความแม่นยำและเชื่อถือได้ ได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือหลายประเทศ รวมถึงถูกนาไปใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์โลก
Ulysse Nardin โดดเด่นในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมความเที่ยงตรง การพัฒนากลไกภายในโรงงานของตนเอง และการวิจัยวัสดุใหม่ๆ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แบรนด์ได้รับรางวัลด้านเทคนิคและการออกแบบรวมกว่า 4,300 รางวัล แบรนด์นี้ได้สร้างสรรค์นาฬิการุ่นสาคัญที่สร้างความก้าวหน้าให้กับวงการ เช่น นาฬิกาตีระฆังรุ่นแรกที่มาพร้อมหุ่นกล Jacquemarts แบบอัตโนมัติ รุ่น Astrolabium Galileo Galilei และปฏิทินถาวรรุ่นแรกที่สามารถปรับวันที่เดินหน้าและถอยหลังได้ง่ายๆ ผ่านเม็ดมะยม นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการนาซิลิคอนมาใช้ในกลไกนาฬิกา และพัฒนาเทคโนโลยี DiamonSil® ซึ่งเป็นการเคลือบผิววัสดุแบบพิเศษ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานให้กับชิ้นส่วนสาคัญของนาฬิกา
ผลงาน Freak ที่เปิดตัวในปี 2001 สะท้อนแนวคิดอันโดดเด่นของ Ulysse Nardin ได้อย่างชัดเจน ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับงานฝีมือระดับสูงอย่างลงตัวกว่ายี่สิบปีต่อมา รุ่น Freak [ONE]ได้รับรางวัล “Most Iconic Watch” จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève
ในฐานะหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตนาฬิกาอิสระรุ่นบุกเบิกของวงการ ร่วมกับบริษัทในเครืออย่าง Girard-Perregaux Ulysse Nardin ยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและผลักดันขีดจากัดของการทานาฬิกาอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับยุคปัจจุบัน ปัจจุบันแบรนด์มีบูติกตั้งอยู่ทั่วโลก รวมถึงร้านแฟล็กชิปในเมืองสาคัญ เช่น Geneva Silicon Valley Dubai และ Shanghai
ULYSSE-NARDIN.COM I @ULYSSENARDINOFFICIAL
21 ส.ค. 2569
21 ส.ค. 2569
20 ส.ค. 2569
25 ส.ค. 2569