M.A.D.3 Vincent Calabrese

Last updated: 2 ก.ย. 2569  |  35 จำนวนผู้เข้าชม  | 

M.A.D.3 Vincent Calabrese

ในโลกของนาฬิกาอิสระที่เต็มไปด้วยนักสร้างสรรค์ผู้กล้าคิดต่าง มีชื่อของ Vincent Calabrese (แว็งซ็องต์ คาลาเบรเซ) อยู่ในกลุ่มคนที่ไม่เคยยอมให้ขนบเดิม ๆ มาจำกัดจินตนาการของตัวเอง และแม้วันนี้เขาจะมีอายุ 82 ปีแล้ว แต่แนวคิดในการสร้างสรรค์กลไกที่แตกต่างยังคงชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการตั้งคำถามกับสิ่งที่วงการนาฬิกาทำกันมานาน แล้วลองมองหาวิธีใหม่ที่อาจทำให้สิ่งเดิมๆ น่าสนใจขึ้นกว่าเดิม

แนวคิดนี้กลับมาโดดเด่นอีกครั้งใน M.A.D.3 Vincent Calabrese ผลงานล่าสุดจาก M.A.D.Editions ซึ่งนำหนึ่งในกลไกการแสดงเวลาที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของ Calabrese กลับมาตีความใหม่ โดยมีต้นกำเนิดมาจากนาฬิกา Baladin ที่เขาสร้างขึ้นในปี 1989 และมาพร้อมการแสดงชั่วโมงแบบ Wandering Hours ที่ทำให้ตัวเลขชั่วโมงไม่ได้เปลี่ยนตำแหน่งแบบฉับพลันเหมือนนาฬิกาทั่วไป แต่ค่อย ๆ เคลื่อนเดินทางผ่านหน้าปัดอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นทั้งการตีความผลงานดั้งเดิมใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย และบทสดุดีให้กับชายผู้ใช้เวลามากกว่าครึ่งศตวรรษพิสูจน์ว่า ในโลกของกลไกแล้ว ยังมีวิธีอื่นให้เลือกอยู่เสมอ

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี Calabrese สร้างชื่อจากความคิดอิสระ เสรีภาพในการสร้างสรรค์ และความไม่ยอมจำนนต่อวิธีแก้ปัญหาทางกลไกแบบเดิม เขาร่วมก่อตั้ง AHCI (Académie Horlogère des Créateurs Indépendants) กับ Svend Andersen ในปี 1985 ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในองค์กรสำคัญของโลกนาฬิกาอิสระ รวมถึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสถาปัตยกรรมกลไก Golden Bridge อันโด่งดังของ Corum และสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวข้องกับ Wandering Hours, ทูร์บิญอง และกลไกนอกกรอบอีกมากมาย โดยตลอดเส้นทางการทำงาน เขาถือครองสิทธิบัตรมากกว่า 40 ฉบับ


ด้วยแนวคิดที่เป็นอิสระอย่างชัดเจน Calabrese จึงแทบจะเป็นคู่คิดที่เหมาะสมที่สุดกับ M.A.D.Editions เพราะนี่ไม่ใช่แบรนด์นาฬิกาที่พยายามสร้างภาษาการออกแบบเพียงแบบเดียวให้เป็นเอกลักษณ์ตายตัว แต่ทำหน้าที่คล้าย “สำนักพิมพ์” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้สร้างสรรค์แต่ละคนเข้ามาถ่ายทอดความคิดและบุคลิกของตัวเองผ่านนาฬิกาแต่ละรุ่น หลังจาก M.A.D.1 ที่สร้างสรรค์โดย Maximilian Büsser และ M.A.D.2 ซึ่งมี Eric Giroud เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง วันนี้จึงถึงเวลาของ Calabrese ที่นำชื่อของตัวเองมาอยู่บนผลงานลำดับที่สาม

หัวใจสำคัญของ M.A.D.3 อยู่ที่การแสดงชั่วโมงแบบ Wandering Hours ซึ่ง Calabrese พัฒนาขึ้นสำหรับ Baladin และสิ่งที่น่าสนใจคือจุดเริ่มต้นของมันไม่ได้มาจากความต้องการจะสร้างอะไรให้ซับซ้อนขึ้น แต่กลับเกิดจากความรู้สึกว่า การเปลี่ยนชั่วโมงแบบเดิมนั้น “ฉับพลัน” เกินไป ลองนึกถึงนาฬิกาที่เมื่อเวลาเปลี่ยนจาก 1 นาฬิกาเป็น 2 นาฬิกา ตัวเลขจะกระโดดเปลี่ยนในทันที นั่นคือหลักการของ Jumping Hours ซึ่งอ่านง่ายและชัดเจน แต่ Calabrese มองว่าการเปลี่ยนผ่านของเวลาน่าจะสามารถเกิดขึ้นอย่างนุ่มนวลกว่านั้นได้


เขาจึงเลือกวิธีที่แตกต่างออกไป แทนที่จะให้ตัวเลขชั่วโมงกระโดดขึ้นมาใหม่ ตัวเลขจะค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหน้าปัด ขณะที่การแสดงนาทียังคงหมุนไปตามจังหวะปกติ ผลลัพธ์คือภาพของตัวเลขชั่วโมงที่เหมือนกำลังเดินทางอยู่บนหน้าปัด ก่อนที่ตัวเลขของชั่วโมงใหม่จะค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ เป็นการบอกเวลาที่ทั้งแปลกตา ลื่นไหล และชวนมองอย่างน่าประหลาด ที่สำคัญคือเมื่อเข้าใจหลักการแล้วกลับอ่านเวลาได้ง่ายกว่าที่รูปลักษณ์ภายนอกอาจทำให้คิด

สำหรับ M.A.D.3 เป้าหมายของทีมไม่ได้อยู่ที่การนำ Baladin กลับมาผลิตใหม่ในรูปแบบย้อนยุค แต่คือการเก็บ “จิตวิญญาณ” ของกลไก Calabrese เอาไว้ แล้วถ่ายทอดมันผ่านเทคโนโลยีและการออกแบบร่วมสมัยของ M.A.D.Editions และนี่กลายเป็นโจทย์ที่ยากกว่าที่คาดคิด เพราะกลไกดั้งเดิมของ Calabrese มีความเป็นงานช่างสูง ทั้งชาญฉลาดและเต็มไปด้วยวิธีแก้ปัญหาแบบเฉพาะตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการผลิตในจำนวนมาก ดังนั้นการทำให้กลไกเดียวกันสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ มีเสถียรภาพ และเชื่อถือได้ในระดับการผลิตที่สูงขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย


ทีมเทคนิคของ M.A.D.Editions จึงเลือกพัฒนาโมดูล Wandering Hours ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจากพื้นฐาน โดยใช้ La Joux-Perret G111 กลไกสวิสที่ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษเพื่อรองรับความต้องการด้านพลังงานของระบบ รวมถึงปรับปรุงการควบคุมแอมพลิจูดและทำให้สามารถเก็บพลังงานสำรองได้ถึง 55 ชั่วโมง พร้อมพัฒนาชิ้นส่วนใหม่เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพในการส่งผ่านพลังงาน และเสถียรภาพในการใช้งานระยะยาว ขณะที่สิ่งสำคัญที่สุดอย่างการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องและนุ่มนวลของตัวเลขชั่วโมงยังคงได้รับการรักษาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ซึ่งยังคงบุคลิกแปลกตาในแบบ M.A.D.Editions ด้วยขาสายที่ดูเหมือนลอยตัว กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงวงแหวนแสดงนาทีแบบ Bombé Sapphire ที่มีรูปทรงโค้งนูน และองค์ประกอบ Super-LumiNova ที่ถูกซ่อนไว้ใต้ชิ้นส่วนโปร่งใส ขณะที่การแสดงเวลาถูกสร้างขึ้นจากจานแสดงผลหลายชั้น ทำให้เมื่อมองผ่านหน้าปัดจะเห็นมิติของชิ้นส่วนที่ซ้อนกัน และยิ่งมองก็ยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวของกลไกที่กำลังทำหน้าที่บอกเวลาอยู่ตรงหน้า

ด้านหลังของนาฬิกายังซ่อนข้อความเล็ก ๆ ที่สะท้อนตัวตนของ Calabrese เอาไว้ เมื่อโรเตอร์ขึ้นลานหมุน จะค่อย ๆ เปิดเผยประโยคภาษาฝรั่งเศสว่า “Il est assez aisé de plaire aux autres, bien plus ardu d’être fier de soi” หรือ “การทำให้คนอื่นพอใจนั้นค่อนข้างง่าย แต่การทำให้ตัวเองรู้สึกภาคภูมิใจนั้นยากกว่ามาก” ซึ่งฟังดูเหมือนประโยคธรรมดา แต่เมื่อถูกนำมาใส่ไว้ในผลงานของ Calabrese กลับมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะตลอดเส้นทางการทำงานของเขา สิ่งที่ขับเคลื่อนผลงานไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกคนเห็นด้วย แต่คือการทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ


M.A.D.3 Vincent Calabrese เปิดตัวด้วยสองสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ Calabrese โดยทั้งสองรุ่นมีราคาเท่ากันที่ 2,900 ฟรังก์สวิส + VAT รุ่นสีชมพูเปิดให้เฉพาะสมาชิก MB&F Tribe และ Friends ซึ่งรวมถึงกลุ่มลูกค้า ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรที่มีส่วนสำคัญในการทำให้ผลงานของ MB&F เกิดขึ้นจริง ขณะที่รุ่นสีน้ำเงินเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมระบบจับฉลากของ M.A.D.Editions โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน และปิดในวันที่ 7 กันยายน หลังจากนั้นผู้ได้รับเลือกจึงจะได้รับโอกาสในการซื้อ M.A.D.3

M.A.D.3 Vincent Calabrese จึงไม่ใช่เพียงการนำผลงานในอดีตกลับมาสร้างใหม่ และไม่ได้เป็นเพียงความพยายามที่จะหยิบเอาเสน่ห์ของ Baladin มาถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก แต่เป็นการแสดงความเคารพต่อนักสร้างสรรค์คนหนึ่งที่ใช้เวลาตลอดชีวิตตั้งคำถามกับสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นเรื่องปกติ


สำหรับ Calabrese การบอกเวลาไม่จำเป็นต้องมีเพียงเข็มชั่วโมงและเข็มนาที ตัวเลขชั่วโมงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบบฉับพลัน และกลไกก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรเดิม ๆ เพราะตราบใดที่ยังมีคนกล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เราคุ้นเคย ก็ย่อมมีวิธีใหม่ในการเล่าเรื่องของเวลาได้เสมอ

และบางที นั่นอาจเป็นเสน่ห์ที่แท้จริงของ M.A.D.3 เพราะภายใต้รูปลักษณ์ที่แปลกตาและกลไกที่ดูเหมือนกำลังเล่นสนุกกับเวลา มีแนวคิดเรียบง่ายซ่อนอยู่ นั่นคือ ยังมีอีกวิธีหนึ่งเสมอในการทำสิ่งเดิมให้แตกต่างออกไป

สามารถลงทะเบียนผ่านระบบจับฉลากได้ที่ www.mbandf.com/madeditions/madeditions-raffles

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้