JAEGER-LECOULTRE Duometre Grande Complication a Grande Sonnerie

Last updated: 15 ก.ย. 2569  |  26 จำนวนผู้เข้าชม  | 

JAEGER-LECOULTRE Duometre Grande Complication a Grande Sonnerie

ไฮไลต์สำคัญ
- กลไกซับซ้อน 15 ฟังก์ชัน: เสียงตีบอกเวลาแบบ Westminster ทำหน้าที่บอกชั่วโมงและควอเตอร์ชั่วโมง ผ่านระบบ Grande Sonnerie, Petite Sonnerie และมินิทรีพีตเตอร์ พร้อมปฏิทินร้อยปีแบบเข็มถอยหลังและทูร์บิญองแบบฟลายอิ้ง รวมอยู่ในกลไกที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากถึง 1,300 ชิ้น

- คาลิเบอร์ Grand Sonnerie ที่ประกอบด้วยฆ้องหรือลวดสร้างเสียง 4 ชุดและค้อนตี 4 ตัวทำหน้าที่บรรเลงเสียงทุกควอเตอร์ชั่วโมงแบบต่อเนื่อง สะท้อนความเชี่ยวชาญอันโดดเด่นด้านการสร้างนาฬิกาตีบอกเวลา

- ความก้าวหน้าทางเทคนิค: ตัวเรือนชั้นในทำจากไทเทเนียม และฆ้องโลหะชนิดใหม่ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ช่วยยกระดับคุณภาพเสียง ขณะที่ระบบรักษาความปลอดภัยรูปแบบใหม่สำหรับกลไกตีบอกเวลา ช่วยเพิ่มความทนทานและความมั่นคงในการทำงาน

- สุนทรียภาพในมุมมองใหม่: หน้าปัดแบบเปิดเผยกลไกได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อเผยให้เห็นความงดงามของกลไกภายในได้มากยิ่งขึ้น

Jaeger-LeCoultre เปิดตัว Duometre Grande Complication A Grande Sonnerie การตีความครั้งใหม่ของคาลิเบอร์ 182 กลไก Grande Complication สำหรับนาฬิกาข้อมือที่ผสานความซับซ้อนของระบบเสียงตีบอกเวลาเข้ากับศาสตร์แห่งเครื่องบอกเวลาชั้นสูงอย่างเต็มรูปแบบ

คาลิเบอร์ 182 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 ในรุ่น Hybris Mechanica A Grande Sonnerie และได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงการนาฬิกา ด้วยการผสานระบบ Grande Sonnerie พร้อมเสียงตีแบบ Westminster ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกเสียงตีบอกเวลาที่ซับซ้อนและหายากที่สุด เข้ากับ Petite Sonnerie และมินิทรีพีตเตอร์ รวมถึงปฏิทินร้อยปีแบบแสดงผลถอยหลัง ทูร์บิญองแบบฟลายอิ้ง และตัวแสดงพลังงานสำรอง 2 ชุด ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ คาลิเบอร์ 182 จึงไม่เพียงเป็นหนึ่งในกลไกนาฬิกาข้อมือที่ซับซ้อนที่สุดในยุคนั้น แต่ยังนำระบบ Duometre อันเป็นนวัตกรรมที่ Jaeger-LeCoultre คิดค้นขึ้นในปี 2007 มาใช้ เพื่อบริหารจัดการความต้องการด้านพลังงานอันมหาศาลของชุดกลไก


ด้วยความซับซ้อนอย่างยิ่งของคาลิเบอร์ 182 จึงมีการผลิตออกมาเพียงไม่กี่เรือน โดยกลไกประกอบด้วยชิ้นส่วนราว 1,300 ชิ้น และต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็มสำหรับการประกอบและปรับตั้งกลไกให้ทำงานอย่างสมบูรณ์ กระบวนการทั้งหมดแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน รวมการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันถึง 16,000 ครั้ง ได้แก่ การประกอบ การถอดชิ้นส่วน การแก้ไขและทำความสะอาด และการประกอบขั้นสุดท้าย

ปัจจุบัน Jaeger-LeCoultre นำเสนอการตีความใหม่ของคาลิเบอร์ 182 โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคนิคครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นทั้งการยกระดับคุณภาพเสียงตีบอกเวลาและเพิ่มความแข็งแกร่งของกลไก คาลิเบอร์แบบอินทิเกรตเต็มรูปแบบนี้ได้รับสิทธิบัตรถึง 8 ฉบับ โดย 6 ฉบับเป็นนวัตกรรมเฉพาะสำหรับคาลิเบอร์ 182 และผสานฟังก์ชันซับซ้อนถึง 15 รายการ อีกทั้งนาฬิกายังได้รับสิทธิบัตรฉบับที่ 9 สำหรับกลไกปรับความกระชับของบานพับล็อกสายแบบละเอียด ซึ่งติดตั้งอยู่บนสายหนังจระเข้อีกด้วย

The Watchmaker of Watchmakers™ กับตำนานแห่งนาฬิกาตีบอกเวลา
ตลอดระยะเวลากว่า 150 ปี นาฬิกาตีบอกเวลาถือเป็นหนึ่งในศาสตร์ความเชี่ยวชาญสำคัญของ Jaeger-LeCoultre เมซงได้พัฒนาคาลิเบอร์สำหรับนาฬิกาตีบอกเวลามาแล้วกว่า 200 รุ่น ครอบคลุมตั้งแต่กลไกปลุก ไปจนถึงกลไกที่ซับซ้อนอย่าง Grande Sonnerie และเสียงตีแบบ Westminster


หลังจากสร้างมินิทรีพีตเตอร์รุ่นแรกขึ้นในปี 1870 Jaeger-LeCoultre ก็ได้รับการยอมรับในฐานะ “The Watchmaker of Watchmakers™” หรือผู้ผลิตนาฬิกาที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ผลิตนาฬิกาด้วยกันเอง โดยเมซงได้พัฒนากลไกเสียงตีบอกเวลาและส่งมอบให้กับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำหลายแห่ง พร้อมสั่งสมความเชี่ยวชาญและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อพัฒนาทั้งประสิทธิภาพของกลไก ความชัดเจน และคุณภาพของเสียงอย่างต่อเนื่อง

ตลอดเส้นทางดังกล่าว Jaeger-LeCoultre ได้พัฒนาเทคโนโลยีด้านเสียงมาอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ลวดสร้างเสียงแบบ Cathedral และตัวควบคุมการตีแบบไร้เสียง ไปจนถึงคริสตัลสร้างเสียง ค้อนแบบ Trebuchet และลวดสร้างเสียงแบบ Duplex

ปัจจุบัน Grande Sonnerie ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสูงสุดของนาฬิกาตีบอกเวลา เพราะต้องสามารถตีบอกชั่วโมงและควอเตอร์ชั่วโมงโดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกันยังต้องบริหารจัดการพลังงานอย่างแม่นยำ ควบคุมจังหวะการทำงานอย่างเที่ยงตรง และรองรับความซับซ้อนทางกลไกในระดับสูง จึงนับเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของศาสตร์แห่งนาฬิกาซับซ้อน

คาลิเบอร์ 182: 15 ฟังก์ชันซับซ้อนบนแนวคิด Duometre
การสร้างสรรค์ชุดกลไกคาลิเบอร์ 182 รุ่นดั้งเดิมต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนานานกว่า 5 ปี โดยต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านนาฬิกาตีบอกเวลาที่สั่งสมมานานถึง 150 ปีของโรงงาน คาลิเบอร์ 182 สามารถตีบอกเวลาได้ 3 รูปแบบ พร้อมผสานกลไกตีบอกเวลาที่มีความซับซ้อนสูงเข้ากับ ปฏิทินร้อยปี ซึ่งแสดงวันที่ เดือน และวันในสัปดาห์ผ่านการแสดงผลแบบถอยหลัง และแสดงปีอธิกสุรทินแบบตัวเลขที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาบนหน้าปัด

ระบบปฏิทินร้อยปีสามารถคำนวณจำนวนวันที่แตกต่างกันในแต่ละเดือน รวมถึงปีอธิกสุรทินได้โดยอัตโนมัติ ทำให้หากนาฬิกายังคงมีพลังงานและเดินต่อเนื่อง จะไม่ต้องปรับปฏิทินด้วยตนเองจนถึงปี 2100 ซึ่งเป็นปีศตวรรษที่ไม่มีวันอธิกสุรทิน นอกจากนี้ คาลิเบอร์ 182 ยังติดตั้งทูร์บิญองแบบฟลายอิ้งเพื่อช่วยควบคุมความเที่ยงตรงของการเดินเวลา พร้อมตัวแสดงพลังงานสำรอง 2 ชุด โดยแต่ละชุดแสดงพลังงานที่เหลืออยู่ของลานแต่ละกระบอก

แหล่งพลังงานอิสระ 2 ชุด
เพราะกลไก Grande Sonnerie ต้องใช้พลังงานสูงมาก การแยกพลังงานออกเป็นกระบอกลาน 2 ชุดจึงเป็นหัวใจสำคัญของคาลิเบอร์ 182

สำหรับ Jaeger-LeCoultre การสร้างคาลิเบอร์ 182 บนกลไก Duometre ที่แบรนด์คิดค้นขึ้นในปี 2007 จึงเป็นแนวทางที่เป็นธรรมชาติ แนวคิดนี้เข้ามาแก้โจทย์พื้นฐานของศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกา นั่นคือการรักษาการส่งผ่านพลังงานให้สม่ำเสมอเพื่อความเที่ยงตรงของการเดินเวลา ขณะเดียวกันก็ต้องรองรับกลไกซับซ้อนที่ต้องการพลังงานเพิ่มเติมเป็นช่วงๆ ซึ่งอาจรบกวนการส่งผ่านพลังงานอย่างสม่ำเสมอดังกล่าว

กลไก Duometre ประกอบด้วยตลับลาน 2 ชุด แต่ละชุดมีชุดเฟืองที่แยกอิสระจากกัน โดยอยู่ภายในคาลิเบอร์เดียวกันและเชื่อมต่อกับชุดควบคุมการเดินเวลาเพียงชุดเดียว สำหรับคาลิเบอร์ 182 ตลับลานหนึ่งชุดทำหน้าที่จ่ายพลังงานให้กับชุดเฟืองที่ขับเคลื่อนการแสดงเวลาและปฏิทินร้อยปี ส่วนอีกชุดจ่ายพลังงานให้กับชุดเฟืองที่ขับเคลื่อนระบบเสียงตีบอกเวลา จึงช่วยให้การทำงานของระบบเสียงตีไม่ส่งผลกระทบต่อความเที่ยงตรงของการเดินเวลา

ตลับลานที่รับผิดชอบการเดินเวลาและปฏิทินมอบพลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง ส่วนตลับลานที่รับผิดชอบกลไกเสียงตีบอกเวลาให้พลังงานเพียงพอสำหรับการทำงานในโหมด Grande Sonnerie รวม 616 โน้ต หรือเทียบเท่าการตีเสียงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 7 ชั่วโมง 30 นาที และในโหมด Petite Sonnerie สามารถตีได้สูงสุด 992 โน้ต หรือเทียบเท่าการทำงานเป็นเวลา 32 ชั่วโมง

นอกเหนือจากโครงสร้าง Duometre ที่ใช้ตลับลาน 2 ชุดแยกการทำงานออกจากกันแล้ว คาลิเบอร์ 182 ยังติดตั้งตลับลานชุดที่ 3 เพื่อจ่ายพลังงานให้กับระบบเรียกเสียงตีบอกเวลา แทนกลไกขึ้นลานของตัวกระตุ้นแบบเดิม ซึ่งในรุ่นนี้ถูกเปลี่ยนมาใช้ปุ่มกดบนเม็ดมะยมในการสั่งงาน

เสียงตีอันเป็นเอกลักษณ์กับการตีบอกเวลา 3 รูปแบบ
คาลิเบอร์ 182 มาพร้อมลวดสร้างเสียง 4 ชุดและค้อนตี 4 ตัว มากกว่าระบบทั่วไปของมินิทรีพีตเตอร์และกลไก Sonnerie ที่มักใช้ลวดสร้างเสียงเพียง 2 ชุด การเพิ่มจำนวนลวดสร้างเสียงทำให้กลไกสามารถสร้างเสียงได้ถึง 4 โน้ต และนำโน้ตเหล่านี้มาผสมผสานในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อบรรเลงท่วงทำนองแบบ Westminster ซึ่งเป็นเสียงอันคุ้นเคยของหอนาฬิกา Big Ben ในกรุงลอนดอน

เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับคาลิเบอร์ 182 ช่างนาฬิกาของ Jaeger-LeCoultre เลือกใช้แนวทางที่ไม่ธรรมดา โดยในโหมด Grande Sonnerie และ Petite Sonnerie จะตีทำนองของควอเตอร์ชั่วโมงหรือทุก 15 นาทีก่อน แล้วจึงตามด้วยเสียงของชั่วโมงที่ตรงกัน ในทางกลับกัน มินิทรีพีตเตอร์จะใช้ลำดับมาตรฐาน คือ ชั่วโมง 15 นาที และนาที



616 โน้ต กับ 7 ชั่วโมงครึ่ง
โน้ตทั้ง 4 ของคาลิเบอร์ 182 ได้แก่ E, C, D และ G (มี-โด-เร-ซอล) โดยแต่ละโน้ตมาจากลวดสร้างเสียง (gong) หนึ่งชุด จากนั้นจึงนำโน้ตทั้ง 4 มาจัดเรียงเป็นวลีดนตรี 5 ชุด ที่มีลำดับแตกต่างกัน ก่อนนำมาผสมผสานเพื่อสร้างท่วงทำนองเฉพาะสำหรับการตีในช่วงควอเตอร์หรือทุก 15 นาที

ทำนองของควอเตอร์แรกประกอบด้วย 4 โน้ต หรือ 1 วลี ขณะที่ควอเตอร์ที่สองประกอบด้วย 8 โน้ต หรือ 2 วลี วลีละ 4 โน้ต และควอเตอร์ที่สามประกอบด้วย 12 โน้ต หรือ 3 วลี วลีละ 4 โน้ต

ดังนั้น ในโหมด Grande Sonnerie ทำนองสำหรับการบอกชั่วโมงจะประกอบด้วย 6 วลี วลีละ 4 โน้ต รวมทั้งหมด 24 โน้ต ทำให้เป็นหนึ่งในท่วงทำนอง Grande Sonnerie ที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยสร้างขึ้นในนาฬิกาที่มีกลไกตีบอกเวลา

ด้วยแนวทางของ Jaeger-LeCoultre ที่มุ่งพัฒนาคาลิเบอร์เดิมอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาทางเทคนิคของคาลิเบอร์ 182 รุ่นใหม่นี้จึงมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของท่วงทำนองเสียงตีด้วย

สำหรับนาฬิกาตีบอกเวลา รูปทรงของลวดสร้างเสียงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความบริสุทธิ์ของโทนเสียงและความถี่ในการก้องกังวาน ซึ่งเป็นศาสตร์ที่วิศวกรและช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกเสียงตีของ Jaeger-LeCoultre พยายามพัฒนาอยู่เสมอ

คาลิเบอร์ 182 รุ่นใหม่นี้จึงมีสมรรถนะด้านเสียงที่ดีขึ้นจากการปรับปรุงหลายส่วน ทั้งการเพิ่มความยาวของลวดสร้างเสียงเพื่อเพิ่มการก้องกังวาน การปรับปรุงจุดยึดและการตั้งเสียง ตลอดจนการปรับเปลี่ยนรูปทรงของลวดสร้างเสียง ขณะที่ตัวเรือนชั้นในและขอบฝาหลังได้รับการผลิตจากไทเทเนียม ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง ความงดงาม และมิติของเสียงโดยรวม

แท้จริงแล้วเสียงตีแต่ละครั้งคือคอร์ด และคอร์ดแต่ละชุดประกอบด้วยโน้ตพื้นฐานหนึ่งตัวพร้อมด้วยโน้ตอื่นๆ ที่ประกอบขึ้นมา โดยปกติแล้วการปรับตั้งลวดสร้างเสียง ช่างนาฬิกาจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพียงโน้ตพื้นฐานเท่านั้น

แต่ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปทรงของลวดสร้างเสียงในคาลิเบอร์ 182 เพียงเล็กน้อยอย่างละเอียดอ่อน ทำให้สามารถปรับได้ทั้งโน้ตพื้นฐานและโน้ตอีก 6 ตัวที่ประกอบกันเป็นคอร์ด ส่งผลให้เกิดเสียงที่ไพเราะและกลมกลืนยิ่งขึ้น

กลไกอัจฉริยะ เพื่อความปลอดภัยและการใช้งานที่ง่ายขึ้น
หัวใจสำคัญของกลไกตีบอกเวลาคือระบบที่ทำหน้าที่อ่านข้อมูล” จากตำแหน่งของเข็มนาฬิกา โดยอาศัยชิ้นส่วนสำคัญที่เรียกว่า snails และ racks เปรียบได้กับกลไกที่คอยแปลงตำแหน่งของเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีให้กลายเป็นคำสั่งว่าต้องตีเสียงกี่ครั้งและในจังหวะใด โดยในคาลิเบอร์ 182 ระบบนี้มีกลไกสำคัญ 2 ชุดทำงานร่วมกัน เพื่ออ่านและจัดลำดับข้อมูลจากตำแหน่งของเข็ม ก่อนส่งต่อให้กลไกตีบอกเวลาสร้างลำดับเสียงและท่วงทำนองที่ถูกต้องในแต่ละช่วงเวลา

ความเที่ยงตรงเบื้องหลังทุกเสียงตี
‘Tour d’entraînement de sonnerie’ หรือ ‘strike sequence governor’ เป็นกลไกรูปทรงคล้ายหอคอยที่ทำหน้าที่ควบคุมลำดับการตี โดยส่งข้อมูลเชิงกลไปยัง racks เพื่อให้ชิ้นส่วนเหล่านี้ขยับไปยังตำแหน่งที่ถูกต้อง จากนั้นจึงส่งต่อคำสั่งให้กลไกตีบอกเวลาสร้างเสียงตามลำดับที่กำหนด เมื่อเลือกโหมด Grande Sonnerie หรือ Petite Sonnerie กลไกจะเริ่มด้วยท่วงทำนองของควอเตอร์ชั่วโมง ก่อนตามด้วยเสียงบอกชั่วโมง ส่วนโหมดมินิทรีพีตเตอร์จะใช้ลำดับมาตรฐาน คือ ตีบอกชั่วโมง ตามด้วยทำนองควอเตอร์ชั่วโมง และปิดท้ายด้วยเสียงบอกนาที

กลไกขนาดจิ๋วนี้สามารถมองเห็นได้จากด้านหน้าของนาฬิกา บริเวณระหว่างตำแหน่ง 8 และ 9 นาฬิกา ประกอบด้วยชิ้นส่วน 22 ชิ้น แต่มีความหนาเพียง 6.04 มิลลิเมตร กลไกหอคอยชุดที่สอง ซึ่งช่างนาฬิกาของ Jaeger-LeCoultre เรียกเล่นๆ ว่า “tour infernale” เนื่องจากความซับซ้อนของมัน ทำหน้าที่ควบคุมการสลับลำดับทั้ง 6 รูปแบบของโน้ตทั้ง 4 ซึ่งใช้สร้างท่วงทำนองที่แตกต่างกัน

ชุดชิ้นส่วนซึ่งประกอบด้วย snails 5 ชั้นนี้ทำหน้าที่ส่งข้อมูลไปยัง racks ว่าควรตีทำนอง 15 นาที แบบใดในโหมด Grande Sonnerie หรือ Petite Sonnerie รวมถึงจำนวนชั่วโมงและนาทีที่ต้องตีในโหมดมินิทรีพีตเตอร์

การควบคุมที่เข้าใจง่าย ท่ามกลางความซับซ้อนระดับสูง
เนื่องจากกลไกเสียงตีบอกเวลามีความอ่อนไหวต่อความเสียหายหากใช้งานผิดวิธี วิศวกรของ Jaeger-LeCoultre จึงติดตั้งกลไกเลือกโหมดให้กับคาลิเบอร์ 182 เพื่อให้มั่นใจว่าโหมดที่ผู้ใช้เลือกในขณะนั้นจะทำการ “ปิดการทำงาน” ของโหมดอื่นโดยอัตโนมัติ

สถานะดังกล่าวแสดงผ่านตัวบอกที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาบนหน้าปัด ได้แก่ M สำหรับ mise à l’heure หรือการตั้งเวลา และโหมดเสียงตีอีก 3 รูปแบบ ได้แก่ G สำหรับ Grande Sonnerie, P สำหรับ Petite Sonnerie และ S สำหรับ silence ซึ่งจะปิดเสียงตีอัตโนมัติ แต่ยังสามารถเรียกใช้มินิทรีพีตเตอร์ได้ตามต้องการ

ในคาลิเบอร์ 182 รุ่นล่าสุด ระบบนี้ยังเสริมด้วยกลไกความปลอดภัยใหม่สำหรับโหมดมินิทรีพีตเตอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เรียกเสียงตีซ้ำก่อนที่กลไกจะ “รีเซ็ต” ตัวเองหลังจากจบลำดับการตีครั้งก่อน

การทำงานของฟังก์ชันซับซ้อนต่างๆ ควบคุมผ่านปุ่มกด 3 จุด ได้แก่ ปุ่ม 2 จุดที่ติดตั้งอยู่บนขอบตัวเรือน และอีก 1 จุดบนเม็ดมะยม ทำให้แม้จะเป็นนาฬิกาที่มีความซับซ้อนสูง แต่ยังคงอ่านและใช้งานได้อย่างเข้าใจง่าย

คาลิเบอร์ 182 จ่ายพลังงานให้กับมินิทรีพีตเตอร์โดยตรงจากกลไก ดังนั้นแทนที่จะใช้สไลด์แบบดั้งเดิมบนขอบตัวเรือนเพื่อ “ขึ้นลาน” ให้กับสปริงของมินิทรีพีตเตอร์ ระบบนี้จึงทำงานผ่านปุ่มกดที่อยู่บนเม็ดมะยมโดยตรง

ปุ่มกดด้านล่างเม็ดมะยมทำหน้าที่เลือกโหมดเสียงตี ซึ่งแสดงบนหน้าปัดด้วยตัวอักษร G, P หรือ S สำหรับโหมดเงียบ/มินิทรีพีตเตอร์

การทำงานตามปกติของเม็ดมะยมก็อยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเลือกโหมดนี้เช่นกัน แทนที่จะต้องดึงเม็ดมะยมออกในตำแหน่งต่างๆ ผู้ใช้สามารถเลือก S เพื่อขึ้นลาน ซึ่งจะทำให้ระบบเสียงตีอัตโนมัติแบบ en passant ถูกปิดการทำงาน และเลือกโหมดที่สี่ M – mise à l’heure เพื่อปรับตั้งเวลา

ปุ่มกดด้านบนเม็ดมะยมใช้สำหรับปรับแก้การแสดงวันของปฏิทินร้อยปี ส่วนปุ่มปรับเดือนและวันที่ถูกซ่อนไว้ระหว่างขาตัวเรือนบริเวณตำแหน่ง 12 นาฬิกา


สุนทรียภาพใหม่ เสริมด้วยงานตกแต่งระดับเครื่องบอกเวลาชั้นสูง
หน้าปัดของ Duometre Grande Complication A Grande Sonnerie รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบให้เปิดเผยกลไกมากกว่ารุ่นก่อน เผยให้เห็นความงดงามและความซับซ้อนของกลไกภายในได้มากขึ้น ขณะที่หน้าปัดสำหรับแสดงชั่วโมง นาที และปฏิทินมีขนาดเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้อ่านค่าได้ง่ายขึ้นและสร้างสมดุลให้กับองค์ประกอบโดยรวม

หน้าปัดหลักและหน้าปัดสำหรับแสดงชั่วโมง-นาที-ระบบปฏิทิน ตกแต่งด้วยแล็กเกอร์สีน้ำเงินอมเทาเข้ม สร้างความรู้สึกสุขุมและตัดกับชิ้นส่วนกลไกจำนวนมาก รวมถึงโทนสีพิงก์โกลด์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญอย่าง racks ทั้ง 5 ชิ้นและสปริงที่สัมพันธ์กัน ซึ่งมองเห็นได้บริเวณระหว่างตำแหน่ง 10 และ 11 นาฬิกา

บริเวณกึ่งกลางหน้าปัดชั่วโมงและนาทีตกแต่งด้วยลายซันเรย์บรัชใต้ชั้นแล็กเกอร์ ส่วนวงแหวนด้านนอกใช้แล็กเกอร์สีน้ำเงินเข้มแบบไล่เฉดเคลือบบนลายซันเรย์กิโยเช่ เพื่อเป็นพื้นหลังให้กับหลักชั่วโมงพิงก์โกลด์ 18K (750/1000) ที่ติดตั้งแบบนูน

บริเวณรอบนอกหน้าปัด การแสดงวันที่ใช้เข็มกวาดตีกลับ โดยสเกลวันที่ทอดตัวเป็นแนวโค้งตั้งแต่ตำแหน่ง 7 ถึง 11 นาฬิกา และสลักด้วยเลเซอร์ลงบนพิงก์โกลด์ ส่วนวันในสัปดาห์และเดือนก็ใช้การแสดงผลแบบเข็มกวาดตีกลับเช่นเดียวกัน โดยสลักข้อมูลไว้บนวงแหวนพิงก์โกลด์ด้านในของหน้าปัดชั่วโมงและนาที และแสดงค่าด้วยลูกศรสีทองขนาดเล็ก

มาตรวัดแสดงพลังงานสำรอง 2 ชุด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรม Duometre ได้รับการออกแบบแบบเปิดเผยกลไก ขณะที่ตัวแสดงปีอธิกสุรทินบริเวณ 12 นาฬิกาช่วยสร้างความสมมาตรกับตัวแสดงโหมดเสียงตีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

ด้านหลังนาฬิกา ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์เปิดมุมมองให้เห็นทูร์บิญองแบบฟลายอิ้ง พร้อมงานตกแต่งระดับเครื่องบอกเวลาชั้นสูงอย่างประณีตทั่วทั้งกลไก ไม่ว่าจะเป็นการพ่นทราย, Perlage, Snailing, งานลบมุมด้วยมือที่ใช้เวลาถึง 87 ชั่วโมง บนชิ้นส่วน 251 ชิ้น, การประดับทับทิมกันการเสียดสีและสกรู, ลายซันเรย์ Côtes de Genève, การขัดผิวแบบเรียบ, การปัดลายเส้น และการปัดลายวงกลม รวมทั้งหมด 9 เทคนิคการตกแต่งที่แตกต่างกัน

เพื่อสะท้อนความซับซ้อนของกลไก ตัวเรือนของ Grande Tradition ยังประกอบด้วยชิ้นส่วนมาถึง 60 ชิ้น ผสานตัวเรือนไทเทเนียมเข้ากับองค์ประกอบพิงก์โกลด์ 18K (750/1000) เช่น ข้อต่อตัวเรือน ขอบตัวเรือน และปุ่มกด ชิ้นส่วนพิงก์โกลด์ตกแต่งด้วยพื้นผิวแบบไมโครบลาสต์และขัดเงาในรูปแบบที่แตกต่างกัน

Duometre Grande Complication A Grande Sonnerie มาในตัวเรือนขนาด 45 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งของการย่อส่วนกลไกคาลิเบอร์ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 1,300 ชิ้น พร้อมสายหนังจระเข้สีดำและบานพับแบบพับได้อันเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ Hybris ซึ่งมาพร้อมกลไกที่ได้รับสิทธิบัตรสำหรับการปรับความกระชับอย่างละเอียด เพื่อให้สวมใส่ได้พอดีกับข้อมือ

ด้วยการตอกย้ำความเชี่ยวชาญของ Jaeger-LeCoultre ในศาสตร์แห่งนาฬิกาตีบอกเวลา ซึ่งสั่งสมมาจากประวัติศาสตร์กว่า 200 คาลิเบอร์สำหรับนาฬิกาตีบอกเวลา ตลอดระยะเวลา 156 ปี และสะท้อนความมุ่งมั่นของเมซงในการรักษาขนบธรรมเนียมควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

Duometre Grande Complication A Grande Sonnerie รุ่นใหม่นี้จึงได้รับการสร้างขึ้นเป็น pièce unique หรือผลงานที่ผลิตขึ้นเพียง 1 ชิ้นเท่านั้น

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้