ROLEX Fia World Endurance Championship

Last updated: 24 ก.ย. 2569  |  40 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ROLEX  Fia World Endurance Championship

“นี่คือการขับรถที่ดีที่สุดในชีวิตของผม” มาร์ก เว็บเบอร์ (Mark Webber) ตําานานนักแข่งรถและ Rolex Testimonee กล่าวย้อนถึงผลงานอันน่าจดจําของ เขาในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ปี 2016 ความมีวินัย ความทุ่มเท และความ หลงใหลในความเร็ว หล่อหลอมให้นักแข่งชาวออสเตรเลียผู้นี้สามารถทําสถิติเวลาต่อรอบ ในขณะนั้นที่ 3 นาที 21,816 วินาที ในการแข่งขันรายการอันทรงเกียรติซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นครั้งสุดท้ายของเขา โดยการแข่งขันดังกล่าวถือเป็นไฮไลต์สําคัญที่สุด ในปฏิทินการแข่งขัน FIA World Endurance Championship (WEC) และก่อนหน้าในปี เดียวกันนั้น หรือเมื่อสิบปีก่อน Rolex ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ FIA World Endurance Championship ในฐานะ Official Timepiece ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสําคัญใน ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างผู้ผลิตนาฬิกาสวิสระดับโลกกับวงการ มอเตอร์สปอร์ต ความสัมพันธ์ที่สืบทอดต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 และ ครอบคลุมการแข่งขัน องค์กร และรายการชิงแชมป์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ห้าปีนับตั้งแต่การเปิดตัวรถแข่งรุ่น Hypercar การแข่งขัน FIA World Endurance Championship ยังคงมอบการขับเคี่ยวกันแบบล้อต่อล้ออันเข้มข้นตลอดการแข่งขัน ซึ่ง ต้องอาศัยสมาธิและความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมจากนักแข่งทุกคนจนถึงวินาทีสุดท้ายของ ทุกเรซ นิก เดอ ฟรีส์ (Nyck de Vries) เข้าร่วมครอบครัว Rolex Testimonee เมื่อต้นปีนี้ ก่อนจะคว้าชัยชนะครั้งแรกในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ซึ่งเป็นรายการสําคัญ ที่สุดของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบประเภทเอ็นดูแรนซ์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภายใต้แรงกดดันอย่างมหาศาล TOYOTA RACING ใช้กลยุทธ์อันกล้าหาญเพื่อนํา de Vries และเพื่อนร่วมทีมกลับเข้าสู่การลุ้นชัยชนะ โดยในช่วงสามชั่วโมงสุดท้ายของการแข่งขัน de Vries ทําจังหวะตัดสินสําคัญที่ส่งให้รถหมายเลข 7 ขึ้นนํา ก่อนเข้าเส้นชัยพร้อมคว้าธง ตาหมากรุกด้วยเวลานําเพียง 10.913 วินาที เมื่อกล่าวถึงความแข็งแกร่งของการแข่งขัน รถยนต์ทางเรียบประเภทเอ็นดูแรนซ์ de Vries กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การ แข่งขันรายการนี้เติบโตขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังการเปิดตัวรถแข่งรุ่น Hypercar และ การบังคับใช้กฎระเบียบ LMDh ผู้ผลิตรถยนต์จํานวนมากตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขัน ส่งผลให้การแข่งขันมีความเข้มข้นอย่าง ไม่เคยเป็นมาก่อน "ผมคิดว่า น่าจะเป็นยุคที่การ แข่งขันเข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้จะทําให้การคว้าชัยเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งขึ้น แต่เมื่อ ประสบความสําเร็จ ความสําเร็จนั้นก็ยิ่งทรงคุณค่าและน่าภาคภูมิใจมากขึ้น"


ในปี 2026 การแข่งขันในรุ่น Hypercar ยกระดับความเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเข้าร่วม ของ Genesis Magma Racing ซึ่งแต่งตั้ง Rolex Testimonee เจมี แซดวิก (Jamie Chadwick) ให้รับหน้าที่นักขับสํารองสําหรับฤดูกาลแรกของทีม การแข่งขัน FIA World Endurance Championship ฤดูกาล 2026 ประกอบด้วยการแข่งขันทั้งสิ้น 8 สนามใน หลายทวีปทั่วโลก และเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 10 ปีแห่งการเป็นพันธมิตร ระหว่าง Rolex กับการแข่งขันรายการนี้ ผู้ผลิตนาฬิกาสวิสตระหนักว่า เวลาคือมาตรฐาน สูงสุดของกีฬาชนิดนี้ เป็นเครื่องวัดที่แยกผู้เป็นแชมป์ออกจากผู้ท้าชิง Webber กล่าวเสริม ว่า "ทุกสิ่งล้วนกลับมาสู่เรื่องของเวลา หากการแข่งขันรถยนต์ไม่มีนาฬิกาจับเวลา เราก็คง ยังคงแข่งขันกันอยู่ แต่จะไม่มีสถิติให้ทําลาย และไม่มีเวลาต่อรอบให้ไล่ล่า การแข่งขัน เอ็นดูแรนซ์คือการแข่งขันกับเวลา และกีฬาชนิดนี้ก็เป็นการต่อสู้กับนาฬิกามาโดยตลอด" ตั้งแต่ทุกการทําเวลาต่อรอบ ทุกการเข้าพิท ไปจนถึงทุกจังหวะสําคัญบนสนาม Rolex Pit Lane Clock จะยังคงเป็นสักขีพยานในทุกความสําเร็จครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในการแข่งขัน FIA World Endurance Championship 2026

Webber ผู้คว้าแชมป์ FIA World Endurance Championship ในปี 2015 ได้เห็นการ เติบโตและพัฒนาการของการแข่งขันรายการนี้ จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในการแข่งขันรถยนต์ ทางเรียบประเภทเอ็นดูแรนซ์ชั้นนําของโลก นับตั้งแต่ Rolex เข้าร่วมเป็นพันธมิตร โดยเขา กล่าวว่า “ด้วยการเข้าร่วมของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนํา และการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่าง Rolex ความน่าเชื่อถือของรายการแข่งขัน รวมถึงประสบการณ์โดยรวมของนักแข่ง ทีมงาน และผู้ชม ต่างได้รับการยกระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือจากการเสริม เกียรติภูมิให้กับ WEC แล้ว Rolex ยังมีบทบาทสําคัญในการยกระดับคุณภาพของการ แข่งขัน การขับเคี่ยวกันแบบล้อต่อล้อในทุกสนามอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยม มอบความ ตื่นเต้นเร้าใจให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้ติดตามอย่างลุ้นระทึกในทุกรายการ


ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาสําคัญหลายเหตุการณ์ได้ร่วมกันหล่อหลอมให้การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบประเภทเอ็นดูแรนซ์ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรือง โดยเฉพาะในปี 2021 ที่มีการเปิดตัวรถแข่งรุ่น Hypercar ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสําคัญที่ช่วยยกระดับความ น่าสนใจของการแข่งขันในระดับโลก ดึงดูดผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนํารายใหม่ให้เข้าร่วม และ เพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขันสําหรับแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก ความสําเร็จดังกล่าว ได้รับการต่อยอดจากข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ในการปรับกฎระเบียบการแข่งขัน ระหว่างสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2023 เปิดโอกาสให้รถ ต้นแบบสมรรถนะสูงที่สุดในโลกสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ทั้งใน FIA World Endurance Championship IMSA WeatherTech SportsCar Championship ภายใต้ข้อกําหนดเดียวกัน นอกจากนี้ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2025 Ferrari สามารถคว้าแชมป์ ผู้ผลิตประเภทเอ็นดูแรนซ์เป็นครั้งแรกในรอบ 53 ปี

เกี่ยวกับ FIA WORLD ENDURANCE CHAMPIONSHIP
FIA World Endurance Championship (WEC) ได้รับการยกย่องให้เป็นการแข่งขันรถยนต์ ทางเรียบประเภทเอ็นดูแรนซ์ชั้นนําของโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 โดย Fédération Internationale de l'Automobile (FIA) และ Automobile Club de l'Ouest (ACO) โดย WEC ถือเป็นเวทีสูงสุดของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบประเภทเอ็นดูแรนซ์ ซึ่งแต่ละสนาม ใช้เวลาการแข่งขันตั้งแต่ 6 ชั่วโมง ไปจนถึง 24 ชั่วโมง การแข่งขันฤดูกาล 2026 ประกอบด้วยการแข่งขันทั้งหมด 8 สนาม จัดขึ้นใน 4 ทวีป ได้แก่ เอเชีย ยุโรป อเมริกา เหนือ และอเมริกาใต้ โดยมีผู้ผลิตรถยนต์เข้าร่วมการแข่งขันมากถึง 14 ราย และรถแข่ง รวม 35 คัน เทียบเท่าสถิติสูงสุดของการแข่งขัน ครอบคลุมทั้งสองรุ่น ได้แก่ Hypercar ซึ่ง เป็นรุ่นสูงสุดของการแข่งขัน และ LMGT3 (Le Mans Grand Touring 3) โดยมีผู้ผลิตชั้น นําอย่าง Aston Martin, BMW, Ferrari AF Corse และ TOYOTA RACING ร่วมลงแข่งขัน ในรุ่น Hypercar


ROLEX และกีฬามอเตอร์สปอร์ต
Rolex เฉลิมฉลองความสําเร็จของมนุษย์ ด้วยการยกย่องการเดินทางที่เต็มไปด้วยหมุด หมายแห่งความมุ่งมั่น และอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งนําไปสู่ช่วงเวลาแห่งความสําเร็จจากการ ตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินของตัวเองที่ไม่ใช่เพียงแค่การคว้าถ้วยรางวัลมาครอง ในกีฬา มอเตอร์สปอร์ต ความสัมพันธ์นี้เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษที่ 1930 เมื่อ Sir Malcolm Campbell (เซอร์ มัลคอล์ม แคมป์เบลล์) ทําลายสถิติโลกความเร็วบนชายหาดเดย์โทนา โดยสวมนาฬิกา Rolex Oyster บนข้อมือ ตั้งแต่นั้นมา การสนับสนุนจาก Rolex ก็ได้ ขยายตัวมากขึ้น ครอบคลุมไปถึงบุคคลสําคัญอันเป็นที่ยกย่องในวงการ แชมเปียนชิป เอ็นดูแรนซ์ระดับตํานาน และการแข่งขันชั้นนําของโลก ความสัมพันธ์นี้ครอบคลุมการ FIA World Endurance Championship (WEC), IMSA WeatherTech Sportscar Championship และการแข่งขันที่รวมกันเป็น Triple Crown of Endurance Racing ได้แก่ Rolex 24 At DAYTONA, Twelve Hours of Sebring และ 24 Hours of Le Mans ตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษ Rolex ยังได้สนับสนุนงานแสดงยานยนต์คลาสสิกที่เต็มไปด้วยความสง่างาม ความงดงาม และประเพณี อาทิ Pebble Beach Concours d’Elegance® และ Goodwood Revival ซึ่ง Rolex ได้ต้อนรับ Sir Jackie Stewart ตํานาน แห่งวงการมอเตอร์สปอร์ต เข้าสู่ครอบครัว Testimonees ในปี 1968 และตั้งแต่นั้นมา ก็ มีบุคคลที่ประสบความสําเร็จอย่างสูงเข้าร่วมเป็นสมาชิกในครอบครัวด้วย เช่น Tom Kristensen ผู้ชนะการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans สูงสุดเป็นสถิติ 9 สมัย Mark Webber แชมป์รายการ FIA World Endurance Championship ปี 2015 และผู้ชนะ Grand Prix” อีกหลายรายการ นอกจากนี้ Rolex ยังให้การสนับสนุนนักแข่งรุ่นใหม่ที่มี ศักยภาพ อาทิ Jamie Chadwick นักขับรถแข่งหญิงผู้ยังคงทลายข้อจํากัดในวงการ มอเตอร์สปอร์ต และ Nyck de Vries นักแข่งแถวหน้าของ WEC ผู้คว้าชัยในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ปี 2026

เกี่ยวกับ ROLEX
กิตติศัพท์ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่เหนือชั้น
ความสง่างาม Rolex คือผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมี สํานักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา ซึ่งแบรนด์ได้รับการยอมรับระดับโลกในด้านความ เชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ และคุณค่าอันทรงเกียรติ กลไกนาฬิกา Oyster Perpetual และ Perpetual ได้รับการ รับรองและทดสอบอย่างเข้มข้นภายในองค์กรเพื่อพิสูจน์ความเที่ยงตรง ประสิทธิภาพ และความทนทานสูงสุด การรับรองสถานะ Superlative Chronometer สามารถสังเกต ได้จากตราสัญลักษณ์สีเขียวเพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาทุกเรือนผ่านการทดสอบ เฉพาะโดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดที่กําหนดขึ้น ซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระภายนอกอยู่เป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่า Rolex ยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุดแห่งเรือนเวลา

คําว่า ‘SUPERLATIVE” ที่ปรากฏอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา Oyster ทุกเรือน สะท้อนถึง ปรัชญาที่หล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdorf ผู้ ก่อตั้งแบรนด์ ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน ที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนา ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกําเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาที่สําคัญอีก มากมาย อาทิ Oyster นาฬิกาข้อมือกันน้ํารุ่นแรกของแบรนด์ที่เปิดตัวในปี 1926 และ กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Perpetual rotor ที่ Rolex คิดค้นขึ้นในปี 1931 ตลอด ประวัติศาสตร์ของแบรนด์ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมากกว่า 700 รายการ โดยโรงงานทั้งสี่ แห่งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์ได้ออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสําคัญของ นาฬิกา ตั้งแต่การหลอมโลหะผสมทองคํา การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิง ช่าง การประกอบตัวเรือน ไปจนถึงการตกแต่งตัวเรือน หน้าปัด และสายนาฬิกา ขณะที่ โรงงานแห่งที่ห้าในสวิตเซอร์แลนด์กําลังก่อสร้างและมีกําหนดเปิดดําเนินงานในปี 2029 นอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมั่นในการสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา การสํารวจ ตลอดจนบุคคลผู้ทุ่มเทในการค้นหาแนวทางเพื่อปกป้องและอนุรักษ์โลกใบนี้ให้ยั่งยืน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้