MORITZ GROSSMANN BENU Power Reserve

Last updated: 3 ต.ค. 2569  |  28 จำนวนผู้เข้าชม  | 

MORITZ GROSSMANN BENU Power Reserve

สองมิติแห่งยุคสมัยใหม่: เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปีชาตกาลของ มอริตซ์ โกรสส์มันน์ (Moritz Grossmann) สองเวอร์ชันใหม่ล่าสุดของเรือนเวลารุ่น เบนู พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ (BENU Power Reserve) จึงได้รับการรังสรรค์ขึ้นภายใต้ชุดโทนสีเข้ม พร้อมทั้งมอบการแสดงออกครั้งใหม่ที่สดใสให้แก่ศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม

ในปี 2026 โรงงานผลิตนาฬิกามอริตซ์ โกรสส์มันน์ ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปีชาตกาลของบุคคลผู้เป็นที่มาของชื่อแบรนด์ โดยช่างทำนาฬิกาและผู้ก่อตั้งโรงเรียนการประดิษฐ์นาฬิกาแห่งเยอรมนีใน Glashütte) (German School of Watchmaking in Glashütte) ผู้ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 1826 ท่านนี้ ได้ผสมผสานทักษะงานฝีมือเชิงช่างชั้นสูงตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิมเข้ากับกรอบความคิดอันก้าวล้ำนำสมัย และโรงงานผลิตแห่งนี้ยังคงมุ่งมั่นรักษาจิตวิญญาณดังกล่าวไว้อย่างเหนียวแน่น โดยในปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบนี้ ชุดผลงานรุ่นพิเศษหลากหลายรุ่นจึงได้ทำหน้าที่แสดงให้เห็นถึง ศิลปะแห่งการประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาที่สืบทอดมายาวนานข้ามกาลเวลานั้น สามารถได้รับการสานต่อไปสู่ยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างไร

ศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาตามขนบดั้งเดิมนั้นจะสามารถก้าวล้ำนำสมัยได้มากเพียงใด เรือนเวลารุ่นใหม่ เบนู พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ จากโรงงานผลิตแห่งนี้พร้อมมอบสองคำตอบที่ชัดเจน โดยทั้งสองเวอร์ชันโดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเทาแอนทราไซต์ (Anthracite-coloured dial) ที่เปี่ยมด้วยรายละเอียดอันประณีตซับซ้อน ทว่านาฬิกาแต่ละรุ่นกลับสะท้อนบุคลิกเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป โดยในเวอร์ชันตัวเรือนสเตนเลสสตีล ตัวเรือนเวลาจะมอบรูปลักษณ์ที่ดูสะอาดตา เรียบง่ายแบบมินิมัล และสุขุมลุ่มลึกอย่างมีระดับ ในขณะที่เวอร์ชันที่สองซึ่งมาพร้อมกับตัวเรือนเคลือบ DLC สีเทาแอนทราไซต์ จะมอบตัวตนที่สะดุดตาโดดเด่นและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายความล้ำสมัยในระดับอวองการ์ด

ในเวอร์ชันตัวเรือนเคลือบ DLC ชุดโทนสีเข้มได้เปิดมุมมองและมิติใหม่อันสดใหม่ให้กับตัวเรือนคลาสสิกของตระกูล BENU เส้นสายและสัดส่วนต่างๆ แลดูคมชัดและโดดเด่นยิ่งขึ้น ในขณะที่หน้าปัดสีเทาแอนทราไซต์ช่วยขับเน้นพื้นผิวสัมผัสและการขัดแต่งที่ตัดกันให้ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด ด้วยเหตุนี้  เบนู พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ จึงสามารถหลอมรวมงานฝีมือเชิงช่างการประดิษฐ์นาฬิกาดั้งเดิมแห่งเมือง Glashütteเข้ากับสุนทรียศาสตร์แบบมินิมัลร่วมสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ

งานดีไซน์คลาสสิก ในสไตล์ร่วมสมัย
การจับคู่ที่โดดเด่นสะดุดตาระหว่างวัสดุสเตนเลสสตีลและหน้าปัดโทนสีเข้ม ช่วยมอบรูปลักษณ์ที่ดูสะอาดตาและสง่างามให้แก่ เบนู พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ ในขณะที่เวอร์ชันที่สอง ตัวเรือนสเตนเลสสตีลได้รับการแต่งแต้มด้วยเฉดสีเทาแอนทราไซต์ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากเทคนิคการเคลือบผิวที่รู้จักกันในชื่อ DLC โดยตัวย่อ 'DLC' นั้นย่อมาจาก 'Diamond-Like Carbon' (คาร์บอนเสมือนเพชร) ในกระบวนการทางเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ ชั้นฟิล์มบางพิเศษที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลักจะได้รับการเคลือบสะสมไอสารลงบนสเตนเลสสตีลภายใต้สภาวะสุญญากาศ สิ่งที่ทำให้ชั้นเคลือบนี้มีความพิเศษเฉพาะตัวคือโครงสร้างในระดับโมเลกุล ซึ่งผสมผสานคุณสมบัติของกราไฟต์และเพชรเข้าไว้ด้วยกัน ปัจจัยนี้ไม่เพียงแต่มอบรูปลักษณ์โทนสีเข้มที่เปี่ยมด้วยความประณีตหรูหราให้แก่ตัวเรือนเท่านั้น หากยังช่วยให้ตัวเรือนมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนเป็นเลิศ ตลอดจนมีความแข็งแกร่งและทนทานอย่างยิ่งยวด ณ จุดนี้ Moritz Grossmann จึงได้นำทักษะงานฝีมือเชิงช่างตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิมมาหลอมรวมเข้ากับเทคโนโลยีการปรับแต่งพื้นผิวที่ล้ำสมัยที่สุดได้อย่างสมบูรณ์แบบ


สัมผัสประสบการณ์แห่งจักรกล: มาตรแสดงพลังงานสำรอง
ณ ใจกลางระบบกลไกจักรกลของ เบนู พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ ได้รับการติดตั้งฟังก์ชันกลไกสลับซับซ้อน อันเป็นที่มาของชื่อรุ่นเรือนเวลา นั่นคือ มาตรแสดงพลังงานสำรองที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในกลไก ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้สวมใส่เครื่องบอกเวลาจักรกลทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลไกแบบไขลานด้วยมือที่ผู้สวมใส่จะต้องเข้ามามีบทบาทก่อนที่พลังงานจะหมดลง ด้วยการขึ้นลานระบบกลไกใหม่อีกครั้งผ่านทางเม็ดมะยม นี่คือสิ่งที่มาตรแสดงพลังงานสำรองคอยบ่งบอก และสิ่งนี้ยังนับเป็นรายละเอียดที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวในตัวเอง โดยช่วยชุบชีวิตให้ระบบกลไกมีชีวิตชีวาขึ้น พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงสิ่งที่ประดับอยู่บนข้อมือของคุณนี้ คือผลงานชิ้นเอกแห่งงานฝีมือเชิงช่างอันประณีต

สำหรับ มอริตซ์ โกรสส์มันน์ มาตรแสดงพลังงานสำรองได้รับการปรับแต่งให้สอดประสานอย่างลงตัวสมบูรณ์แบบกับงานดีไซน์คลาสสิกที่สุขุมลุ่มลึกของโรงงานผลิต โดยจัดแสดงในแนวเส้นตรง ผ่านช่องหน้าต่างขนาดเล็กบนหน้าปัดบริเวณใต้ตำแหน่งเลข '12' ซึ่งมีแถบแสดงสถานะปรากฏอยู่ภายใต้การควบคุมของชุดเฟืองดิฟเฟอเรนเชียล (Differential gear) เมื่อกลไกได้รับการขึ้นลานจนเต็ม แถบสีขาวทั้งแถบจะปรากฏให้เห็นเด่นชัด และเมื่อพลังงานสำรองค่อยๆ ลดลง แถบสีดังกล่าวจะค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่สีดำทีละน้อย เพื่อให้สอดรับกับแนวทางการออกแบบของ เบนู พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ รุ่นใหม่ มาตรแสดงพลังงานสำรองจึงได้รับการกำหนดคุมโทนให้อยู่ในคู่สีขาวและดำอย่างเคร่งครัด

การสอดประสานระหว่างแสงและพื้นผิวสัมผัสบนหน้าปัด
เฉดสีเทาแอนทราไซต์เข้มช่วยมอบมิติความลึกอันน่าหลงใหลให้แก่หน้าปัด ที่ได้รับการขับเน้นให้เด่นชัดยิ่งขึ้นผ่านงานขัดแต่งที่มีความเปรียบต่างสูง โดยบริเวณวงแหวนรอบนอกซึ่งเป็นตำแหน่งติดตั้งตัวเลขอารบิกและหลักชั่วโมงแบบติดตั้งบนหน้าปัด โดดเด่นขึ้นมาจากบริเวณกึ่งกลางหน้าปัดด้วยลวดลายวงกลมก้นหอยอันประณีตที่รู้จักกันในชื่อ 'อาซูราฌ' (Azurage) ในขณะที่พื้นที่ส่วนกลางหน้าปัดได้รับการตกแต่งด้วยผิวสัมผัสด้านที่นุ่มนวล เหนือขึ้นไปคือการกวาดเดินของเข็มนาฬิกาเหล็กกล้า ซึ่งได้รับการขึ้นรูปและตกแต่งด้วยมือซึ่งทั้งหมดผลิตขึ้นภายในโรงงาน และรูปทรงโดมโค้งมนอันนุ่มนวลและปลายเข็มที่บางเฉียบประหนึ่งแผ่นเวเฟอร์นั้นสามารถสะกดสายตาได้อย่างเงียบสงบและตราตรึง

กลไก: คาลิเบอร์ 100.2 (Calibre 100.2)
หัวใจที่ขับเคลื่อนอยู่ภายใต้หน้าปัดของ เบนู พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ คือกลไก คาลิเบอร์ 100.2 ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากกลไก คาลิเบอร์ 100.1 โดยมีการเสริมชุดเฟืองดิฟเฟอเรนเชียล เพิ่มเข้าไปเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบแสดงสถานะพลังงานสำรองโดยเฉพาะ

ระบบกลไกนี้ใช้ระบบขึ้นลานด้วยมือพร้อมปุ่มกดของโกรสส์มันน์ สะพานจักรกรอกแบบคานยื่น พร้อมสกรูปรับตั้งแบบไมโครมิเตอร์ของโกรสส์มันน์ ชุดขึ้นลานคลัตช์ที่สามารถถอดแยกชิ้นส่วนได้อย่างอิสระ และจักรกรอกของโกรสส์มันน์ที่ได้รับการปรับแต่งน้ำหนักมวลให้เหมาะสมสูงสุด

ฝาหลังกระจกแซฟไฟร์เผยให้เห็นชิ้นส่วนประกอบต่างๆ ของระบบกลไกที่ผ่านการขัดแต่งอย่างประณีตซับซ้อน สะท้อนถึงทักษะงานฝีมือเชิงช่างขั้นสูงสุดแห่งเยอรมนีจากโรงงานผลิต มอริตซ์ โกรสส์มันน์ พร้อมด้วยการสลักหมายเลข '1826' เป็นพิเศษลงบนสะพานจักรกรอก เพื่อเป็นหมุดหมายแห่งปีที่บุคคลผู้เป็นที่มาของชื่อโรงงานผลิตแห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้น

สองรูปแบบ ภายใต้สไตล์หนึ่งเดียวอันเป็นเอกลักษณ์
เบนู พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ นำเสนอออกมาในสองเวอร์ชัน ได้แก่ เวอร์ชันตัวเรือนสเตนเลสสตีล และเวอร์ชันตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบ DLC สีเทาแอนทราไซต์ โดยในทั้งสองเวอร์ชัน งานดีไซน์อันสุขุมลุ่มลึกได้สะท้อนถึงสุนทรียศาสตร์สุดคลาสสิกของ มอริตซ์ โกรสส์มันน์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ รายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์ประกอบด้วย ร่องบากแนวขวางบนเม็ดมะยม และขานาฬิกาทรงเพรียวบาง ซึ่งทำหน้าที่ยึดสายนาฬิกาอันอ่อนนุ่มไว้ได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ ทั้งสองเวอร์ชันของ เบนู พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ มาพร้อมกับสายหนังคูดู (Kudu) สีดำผิวสัมผัสนุ่มนวล

เบนู พาวเวอร์ รีเซิร์ฟ ถูกผลิตขึ้นมาแบบจำกัดจำนวน โดยรังสรรค์ขึ้นเพียงเวอร์ชันละ 18 เรือนทั่วโลก ทั้งในเวอร์ชันสเตนเลสสตีล และสเตนเลสสตีลเคลือบดีแอลซี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้