JAEGER-LECOULTRE The Collectibles VII

Last updated: 15 ต.ค. 2569  |  4 จำนวนผู้เข้าชม  | 

JAEGER-LECOULTRE The Collectibles VII

Jaeger-LeCoultre เปิดประตูสู่ประวัติศาสตร์ของเครื่องบอกเวลาชั้นสูงอีกครั้งผ่าน The Collectibles VII แคปซูลคอลเลกชั่นลำดับที่เจ็ด ซึ่งรวบรวมนาฬิกาวินเทจ 10 เรือนที่ผ่านการคัดสรรและตรวจสอบอย่างพิถีพิถัน แต่ละเรือนมีคุณค่าคู่ควรกับการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ พร้อมเปิดตัวที่ฮ่องกงในวันที่ 13 ตุลาคม และเปิดโอกาสให้นักสะสมทั่วโลกได้เป็นเจ้าของ

การนำเสนอครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ The Collectibles ปรากฏในรูปแบบนิทรรศการ โดยเลือกฮ่องกง หนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของผู้หลงใหลและนักสะสมนาฬิกา เป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผลงานในอดีตเข้ากับคอลเลกชั่นร่วมสมัย พร้อมการสาธิตงานฝีมือที่เผยให้เห็นความเชี่ยวชาญเบื้องหลังการบูรณะนาฬิกา


นาฬิกาทั้ง 10 เรือนจากแคปซูลคอลเลกชั่นนี้เปิดให้ซื้อระหว่างวันที่ 13–19 ตุลาคม ณ บูติกของแบรนด์ในฮ่องกง รวมถึงผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะเดียวกัน นิทรรศการยังเป็นเวทีเปิดตัวระดับโลกของ Calibre 101 Chain นาฬิกาเครื่องประดับรุ่นใหม่ ซึ่งนำเสนอเคียงข้างนาฬิกาวินเทจสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ และเปิดให้นักสะสมได้เป็นเจ้าของด้วยเช่นกัน

สี่เรื่องราวที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน
นิทรรศการพาผู้ชมเข้าสู่มรดกอันลุ่มลึกของ Jaeger-LeCoultre ผ่านสี่หัวข้อสำคัญ ได้แก่ Duoplan Reverso, Memovox และ Precision หรือความเที่ยงตรง แต่ละหัวข้อสะท้อนแนวคิดที่มีบทบาทต่อพัฒนาการของแบรนด์และโลกนาฬิกากลไก

ภายในพื้นที่จัดแสดง เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สำรวจแง่มุมต่างๆ ของโครงการ The Collectibles ผ่านนาฬิกา 16 เรือน ประกอบด้วยนาฬิกาวินเทจรุ่นสำคัญจากช่วงกลางศตวรรษที่ 20 จำนวนแปดเรือน จับคู่กับนาฬิการ่วมสมัยอีกแปดเรือนที่สืบทอดและพัฒนาการออกแบบจากผลงานเหล่านั้น พร้อมชม 10 เรือนจากแคปซูลคอลเลกชั่นลำดับที่ 7 ที่เปิดให้ซื้อ พร้อมการเปิดตัว Calibre 101 Chain เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญของนิทรรศการ โดยนำเสนอร่วมกับเรื่องราวของ Duoplan และ Reverso เพื่อเผยที่มาของแรงบันดาลใจเบื้องหลังนาฬิกาเครื่องประดับรุ่นใหม่นี้

ประสบการณ์ยังครอบคลุมการสาธิตงานบูรณะโดยช่างนาฬิกาจาก Manufacture-Atelier (มานูแฟกตูร์-อาเตลิเยร์) ตลอดจนกิจกรรมสัมผัสเทคนิคการทำให้เข็มเป็นสีน้ำเงินด้วยความร้อน และการขัดเงาแกนหมุนของชิ้นส่วนกลไก ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ช่างผู้บูรณะนาฬิกาวินเทจต้องเชี่ยวชาญ


The Collectibles: ส่งต่อเรื่องราวผ่านการบูรณะ
The Collectibles เป็นโครงการที่ Jaeger-LeCoultre ดำเนินการภายในโรงงานของตนเอง ตั้งแต่การเสาะหา บูรณะ ไปจนถึงนำเสนอนาฬิกาหายากที่มีคุณค่าระดับพิพิธภัณฑ์จากยุคทองของการผลิตนาฬิกา

โครงการนี้ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ตลอดเกือบ 200 ปีของแบรนด์ ผ่านนาฬิกา 17 รุ่นสำคัญ ตั้งแต่ Duoplan และ Reverso ไปจนถึง Geophysic, Futurematic และ Memovox Polaris ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1920 ถึงต้นทศวรรษ 1970 นาฬิกาเหล่านี้ได้รับการนำเสนอผ่านแคปซูลคอลเลกชั่นพิเศษในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เปิดโอกาสให้นักสะสมกลายเป็นผู้ดูแลและสืบทอดเรื่องราวบทต่อไปของแต่ละเรือน



เบื้องหลังโครงการคือเวิร์กช็อปบูรณะเฉพาะทางของ Jaeger-LeCoultre ซึ่งเป็นหนึ่งในเวิร์กช็อปประเภทนี้เพียงไม่กี่แห่งที่ดำเนินงานโดยผู้ผลิตนาฬิกาเอง ช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญ 10 คนทำหน้าที่บูรณะแต่ละเรือนอย่างละเอียด ตั้งแต่การซ่อมบำรุงกลไก การสร้างชิ้นส่วนขึ้นใหม่ด้วยมือ ไปจนถึงการค้นหาชิ้นส่วนดั้งเดิมจากคลังอะไหล่ประวัติศาสตร์อันล้ำค่าของแบรนด์ โดยรักษาบุคลิกดั้งเดิมและร่องรอยแห่งกาลเวลาไว้ เมื่อผ่านการบูรณะและรับรองแล้ว นาฬิกาแต่ละเรือนจึงพร้อมเดินหน้าสานต่อเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นใน Vallée de Joux

เคารพอดีต จุดประกายอนาคต
นิทรรศการ The Collectibles ครั้งแรกพาผู้ชมย้อนเข้าสู่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เพื่อสำรวจยุคทองของนาฬิกากลไกและเสน่ห์ที่ยังคงอยู่เหนือกาลเวลา เรื่องราวแบ่งออกเป็นสี่บท แต่ละบทนำเสนอนาฬิกาสำคัญจาก Heritage Collection ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นประวัติศาสตร์ส่วนตัวของแบรนด์ จับคู่กับผลงานร่วมสมัยเพื่อแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของแนวคิดและการออกแบบ


Duoplan ความเที่ยงตรงในกลไกขนาดจิ๋ว เปิดตัวในปี 1925 Duoplan ผสานการย่อส่วนกลไกให้มีขนาดเล็กอย่างยิ่งเข้ากับความเที่ยงตรงในการบอกเวลา พัฒนาการนี้นำไปสู่การถือกำเนิดของ Calibre 101 ในปี 1929 ซึ่งยังคงเป็นกลไกจักรกลไขลานขนาดเล็กที่สุดในโลก และเป็นคาลิเบอร์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ Manufacture-Atelier ยังคงผลิตอย่างต่อเนื่อง


Reverso การออกแบบที่เริ่มต้นจากสนามโปโล คอลเลกชั่นนี้ถือกำเนิดในปี 1931 สำหรับนายทหารอังกฤษที่เล่นโปโลในอินเดีย ตัวเรือนพลิกกลับได้ซึ่งได้รับสิทธิบัตรถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องหน้าปัดระหว่างการแข่งขัน ก่อนที่หน้าปัดสีสันต่าง ๆ ตัวเรือนสเตนเลสสตีล Staybrite (สเตย์ไบรต์) และฝาหลังที่เปิดพื้นที่ให้ตกแต่งเฉพาะบุคคล จะร่วมกันสร้างสถานะของ Reverso ให้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งการออกแบบ Art Deco (อาร์ตเดโค)


Memovox เสียงเตือนบนข้อมือ เปิดตัวในปี 1950 Memovox นำระบบปลุกเชิงกลมารวมไว้ในกลไกนาฬิกาข้อมือ จนกลายเป็นหนึ่งในฟังก์ชั่นซับซ้อนที่เป็นเอกลักษณ์ของ Jaeger-LeCoultre จากรุ่นไขลานด้วยมือ สู่รุ่นกลไกอัตโนมัติในปี 1957 และคาลิเบอร์ที่เพิ่มเติมระบบปฏิทินในเวลาต่อมา รูปแบบหน้าปัดเฉพาะตัวและตัวแสดงเวลาปลุกแบบหมุนทำให้ Memovox เป็นนาฬิกาที่จดจำได้ทันที


Precision การแสวงหาความเที่ยงตรง นับตั้งแต่ Triple Calendar (ทริปเปิล คาเลนดาร์) ในปี 1942 ไปจนถึง Geophysic, Geomatic (จีโอเมติก) และ Memovox Speed Beat GT (เมโมวอกซ์ สปีด บีต จีที) ที่ใช้กลไกความถี่สูง Jaeger-LeCoultre เดินหน้าพัฒนาความเที่ยงตรงควบคู่กับฟังก์ชั่นการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ความแม่นยำ และความเป็นเลิศด้านการรักษาเวลา

10 นาฬิกาทรงคุณค่าระดับพิพิธภัณฑ์
นาฬิกาที่ได้รับการคัดเลือกสำหรับ Capsule VII สะท้อนความหลากหลายและความลุ่มลึกของนวัตกรรมด้านกลไกและสุนทรียศาสตร์จาก Manufacture-Atelier ตั้งแต่ทศวรรษ 1920 จนถึงช่วงเริ่มต้นศตวรรษที่ 21 พร้อมถ่ายทอดความหลากหลายของนาฬิกา 17 รุ่นสำคัญในโครงการ The Collectibles ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนเป็นหมุดหมายของ Jaeger-LeCoultre และวงการนาฬิกาในศตวรรษที่ 20

Calibre 101 Chain: ผลงานใหม่จากแรงบันดาลใจในอดีต
Calibre 101 Chain ซึ่งเปิดตัวพร้อมนิทรรศการ ผสานความสง่างามของเครื่องประดับเข้ากับศิลปะการสร้างกลไกขนาดจิ๋ว โดยวางกลไกจักรกลไขลานทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กที่สุดในโลกไว้เป็นหัวใจของกำไลพิงก์โกลด์ 18K ความบริสุทธิ์ 750/1000 ที่มีรูปทรงราวกับงานประติมากรรม แนวเพชรสีขาวเจียระไนบริลเลียนต์เรียงตัวในแนวทแยง สลับกับแถบ Hyceram® (ไฮเซแรม) สีดำเข้มเป็นเงา ถ่ายทอดความงามของผู้หญิงผ่านภาษาการออกแบบร่วมสมัยที่โดดเด่น ภายในนิทรรศการยังจัดแสดงนาฬิกาจากปี 1955 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจโดยตรงของผลงานรุ่นใหม่นี้

Duoplan Chain ปี 1955
Duoplan Chain จากปี 1955 สะท้อนยุคสมัยที่นาฬิกาก้าวพ้นหน้าที่บอกเวลา เพื่อเป็นเครื่องแสดงรสนิยมและความประณีต ตัวเรือนรังสรรค์จากพิงก์โกลด์ 18K ความบริสุทธิ์ 750/1000 น้ำหนัก 73.92 กรัม ข้อต่อโค้งต่อเนื่องที่ผ่านการขัดเงาประกอบกันเป็นสายสร้อยข้อมืออันสง่างาม ภายในบรรจุ Calibre 403 กลไก Duoplan ดั้งเดิมที่พัฒนาขึ้นสำหรับนาฬิกาผู้หญิง เข็มสีน้ำเงินเกิดจากเทคนิคดั้งเดิมของงานนาฬิกา โดยใช้ความร้อนเปลี่ยนสีของโลหะให้เป็นสีน้ำเงิน

Duoplan Tubogas ปี 1949
นาฬิกาซ่อนหน้าปัด Duoplan Tubogas จากปี 1949 ใช้กลไกเดียวกันกับ Duoplan Chain แต่แสดงบุคลิกที่แตกต่างผ่านเส้นสายกราฟิกอันชัดเจน สะท้อนความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์ของ Jaeger-LeCoultre และลักษณะเฉพาะของเครื่องประดับสไตล์ Tubogas ในทศวรรษ 1940 สายและฝาปิดหน้าปัดที่มีลวดลายเป็นสันทำจากพิงก์โกลด์ 18K ความบริสุทธิ์ 750/1000 ตัดกับตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K ความบริสุทธิ์ 750/1000 การออกแบบรับกับเส้นแนวตั้งบนฝาปิด ซึ่งซ่อนหน้าปัดไว้จนกว่าผู้สวมใส่จะเลือกเปิดดูเวลา

Duoplan แบบขาตัวเรือนเดี่ยว ราวปี 1935
Duoplan จากราวปี 1935 โดดเด่นด้วยโครงสร้างยึดสายที่แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไป โดยมีขาตัวเรือนเพียงหนึ่งขาในแต่ละด้าน แทนรูปแบบสองขาตามปกติ พร้อมแกนยึดสายทรงมนที่ผ่านการขัดเงา

เข็มสีน้ำเงินตัดกับองค์ประกอบโทนอบอุ่นอย่างละเมียดละไม ทั้งหน้าปัดสีทองแดง ตัวเรือนพิงก์โกลด์ 18K ความบริสุทธิ์ 750/1000 และสายหนังลูกวัวสีน้ำตาลอ่อนที่สั่งทำขึ้นโดยเฉพาะ ตกแต่งด้วยการเย็บมือด้วยด้ายสีเบจ

Calibre 101 สไตล์ Art Deco ราวปี 1950
นาฬิกา Calibre 101 สไตล์ Art Deco จากราวปี 1950 บรรจุกลไกจักรกลขนาดเล็กที่สุดในโลกไว้ในตัวเรือนที่มีความกว้างเพียง 6.15 มิลลิเมตร และหนา 5.84 มิลลิเมตร

ตัวเรือนแพลทินัม 950 ประดับเพชรเจียระไนบาแก็ตต์ 10 เม็ด แทรกด้วยแผงตกแต่งสีน้ำเงิน ขณะที่ห่วงสองวงของสายแบบ Cordonnet (กอร์ดอนเนต์) ประดับเพชรเพิ่มเติมอีก 12 เม็ด รวมทั้งเรือนเป็นเพชรเจียระไนบาแก็ตต์ 22 เม็ด

Reverso Cordonnet ปี 1931
Reverso Cordonnet จากปี 1931 แสดงให้เห็นความยืดหยุ่นของ Reverso ในการปรับการออกแบบให้เหมาะกับผู้สวมใส่ที่แตกต่างกันตั้งแต่ช่วงแรก โดยใช้ตัวเลขแทนหลักชั่วโมงแบบแท่ง และใช้เส้นกรอบมุมอย่างเรียบง่ายแทนสเกลนาทีแบบดั้งเดิม นาฬิกาผู้หญิงรุ่นบุกเบิกนี้มีตัวเรือนสตีล บรรจุ Calibre T051 จาก Tavannes (ทาวานน์) ผู้ผลิตกลไกที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง ซึ่งเป็นผู้จัดหากลไกให้ Reverso ในปีแรก การเลือกใช้กลไกดังกล่าวเปิดเวลาให้ LeCoultre & Cie (เลอคูลทร์ แอนด์ ซี) พัฒนากลไกของตนเองให้มีรูปทรงสอดรับกับตัวเรือนสี่เหลี่ยมผืนผ้า เมื่อความสนใจในนาฬิกากลไกกลับมาคึกคักอีกครั้งในทศวรรษ 1990 Jaeger-LeCoultre ได้พัฒนากลไก Reverso รุ่นใหม่พร้อมฟังก์ชั่นซับซ้อน และใช้ฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัลเผยให้เห็นรายละเอียดภายใน ต่อมาในช่วงเริ่มต้นศตวรรษที่ 21 แบรนด์เปิดตัว Reverso ตัวเรือนแพลทินัม 950 สองรุ่น โดยผลิตจำกัดรุ่นละ 500 เรือน

Reverso Platinum Number 1 ปี 2001
Reverso Platinum Number 1 (รีเวอร์โซ แพลทินัม นัมเบอร์ วัน) จากปี 2001 ใช้ Calibre 849R-SQ ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะกับตัวเรือน Reverso ขนาด 42.2 มิลลิเมตรโดยเฉพาะ โครงสร้างสเกเลตันอันละเอียดอ่อนราวลูกไม้ได้รับการยกระดับด้วยการแกะสลักสะพานจักรด้วยมือ รวมถึงการแกะสลักตลับลานทั้งสองด้าน เปิดมุมมองให้เห็นสายลานอย่างชัดเจนและมีเอกลักษณ์ สีน้ำเงินของแซฟไฟร์ที่ประดับบนเม็ดมะยมเชื่อมโยงกับเข็มสีน้ำเงินและสายหนัง Cordovan (คอร์โดแวน) สีน้ำเงินที่ทำด้วยมือโดย Casa Fagliano (คาซา ฟาลยาโน) สร้างความแตกต่างอย่างสง่างามกับตัวเรือนแพลทินัม 950

Reverso Platinum Number 2 ปี 2003
Reverso Platinum Number 2 (รีเวอร์โซ แพลทินัม นัมเบอร์ ทู) จากปี 2003 ถ่ายทอดความงามผ่านความเรียบสงบและการออกแบบที่ไม่โอ้อวด หน้าปัดสีเทาคุมโทนประดับตัวเลขวาดด้วยมือ พร้อมเข็มแสดงพลังงานสำรองที่ติดตั้งร่วมแกนกับเข็มชั่วโมงและเข็มนาที กลไกทูร์บิญองเผยตัวอย่างสุขุมผ่านบริเวณหน้าปัดวินาทีขนาดเล็กด้านหน้า ก่อนเปิดให้เห็นความตื่นตาของกลไกอย่างเต็มที่เมื่อพลิกตัวเรือนไปอีกด้าน ซึ่งสะพานจักรขัดเงาราวกระจกทำหน้าที่ยึดกรงทูร์บิญองที่กำลังหมุน ในบรรดารายละเอียดการตกแต่งชิ้นส่วนอันประณีต สะพานทูร์บิญองได้รับการลบเหลี่ยมด้วยมือ ฉลุเปิด และขัดเงาดำ สะท้อนงานออกแบบของทูร์บิญองเรือนแรกของ Jaeger-LeCoultre ในปี 1946 เข็มสีน้ำเงินและสายหนัง Cordovan สีน้ำเงินที่ทำด้วยมือโดย Casa Fagliano ตัดกับตัวเรือนแพลทินัม 950 และหัวเข็มขัดไวท์โกลด์ 18K

Triple Calendar ปี 1949
กลไก Triple Calendar หรือ Complete Calendar (คอมพลีต คาเลนดาร์) ซึ่งแสดงวัน วันที่ และเดือน ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 1942 และเป็นหนึ่งในกลไกนาฬิกาฟังก์ชั่นซับซ้อนรุ่นแรก ๆ ที่ผลิตอย่างต่อเนื่องเป็นชุด นอกจากใช้ในนาฬิกาของ Jaeger-LeCoultre แล้ว กลไกนี้ยังได้รับการจัดหาให้แบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในฟังก์ชั่นซับซ้อนที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 นาฬิกาที่นำเสนอในคอลเลกชั่นนี้เป็นผลงานจากปี 1949 ตัวเรือนพิงก์โกลด์ 18K ความบริสุทธิ์ 750/1000 พร้อมขาตัวเรือนทรงหยดน้ำ ปรับรายละเอียดสำหรับลูกค้าที่ใช้ภาษาโปรตุเกสโดยเฉพาะ ด้วยจานแสดงวันและเดือนในภาษาดังกล่าว เสริมความอบอุ่นของตัวเรือนทองด้วยสายหนังลูกวัวสีเบอร์กันดี

Futurematic E502 ปี 1958
Futurematic E502 จากปี 1958 เป็นหมายเลขอ้างอิงที่หายากที่สุดในกลุ่ม Futurematic ทั้งหมด และได้รับฉายาว่า “Porthole” (พอร์ตโฮล) จากหน้าต่างขนาดเล็กสองช่องที่ใช้แสดงพลังงานสำรองและวินาที Futurematic เปิดตัวในปี 1951 ในฐานะ “นาฬิกาข้อมืออัตโนมัติอย่างสมบูรณ์เรือนแรกของโลก” และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนากลไกอัตโนมัติ ระบบถูกออกแบบให้หยุดทำงานก่อนพลังงานจากสายลานจะหมดทั้งหมด เพื่อเก็บพลังงานไว้เพียงพอให้กลไกกลับมาเดินได้ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย แม้นาฬิกาจะวางอยู่นิ่งเป็นเวลานาน ระบบหยุดเข็มวินาทีช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตั้งเวลา ตัวเรือนสตีลขนาด 37 มิลลิเมตรจับคู่กับสายหนังลูกวัวสีน้ำเงินเข้ม

Memovox Parking ปี 1958
Memovox Parking (เมโมวอกซ์ พาร์กกิง) เป็นหนึ่งในนาฬิกาใหม่สามรุ่นที่ Jaeger-LeCoultre เปิดตัวในปี 1958 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 125 ปีของแบรนด์ นาฬิการุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้สวมใส่หลีกเลี่ยงค่าปรับจากการจอดรถเกินเวลา โดยกลไกไขลาน Calibre 814 สามารถตั้งเสียงปลุกล่วงหน้าได้ 30, 60, 90 หรือ 120 นาที ตัวเรือนสตีลที่แข็งแกร่งและฟังก์ชั่นซับซ้อนที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงสะท้อนแนวคิดการผลิตนาฬิกาในทศวรรษ 1950 ซึ่งให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอย ตัวเรือนขนาด 35 มิลลิเมตรมาพร้อมสายหนังลูกวัวสีน้ำเงินเข้ม

นาฬิกาทั้ง 10 เรือนใน The Collectibles VII เปิดให้ซื้อทั่วโลกผ่าน jaeger-lecoultre.com ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม รวมถึงที่แฟล็กชิปบูติกของแบรนด์ในฮ่องกงระหว่างช่วงจัดแสดง โดยแต่ละเรือนมาพร้อมเอกสารคัดข้อมูลจากหอจดหมายเหตุของ Jaeger-LeCoultre และหนังสือ The Collectibles หนึ่งเล่มโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม


สัมผัสโลกของการบูรณะอย่างใกล้ชิด
นอกจากนาฬิกาที่จัดแสดง นิทรรศการยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้าสู่โลกของ The Collectibles ผ่านการสาธิตสดและเวทีสนทนา โดยช่างนาฬิกาจาก Manufacture-Atelier จะเผยให้เห็นศิลปะและทักษะของงานบูรณะ

Jaeger-LeCoultre ยังจัดเวทีสนทนาสองครั้ง รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ผู้เชี่ยวชาญในฮ่องกง และ Matthieu Sauret (มาติเยอ โซเรต์) ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์และมรดกของ Jaeger-LeCoultre มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง บทสนทนาครอบคลุมการผลิตนาฬิกา คุณค่าด้านการสะสม และการบูรณะ พร้อมเผยความเชี่ยวชาญและงานฝีมือเบื้องหลังนาฬิกาชั้นเลิศและผลงานหายากประเภทอื่นๆ

นิทรรศการ The Collectibles จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–19 ตุลาคม ณ ชั้น 1 อาคาร The Chater House ย่าน Central ฮ่องกง และนาฬิกา The Collectibles เปิดให้จับจองเป็นเจ้าของผ่านเว็บไซต์ของแบรนด์ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม รวมถึงที่บูติก Prince’s Building (พรินซ์ส บิลดิง) ระหว่างช่วงนิทรรศการ ส่วนหนังสือ The Collectibles มีจำหน่ายผ่านเว็บไซต์เช่นกัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้