Last updated: 21 ต.ค. 2569 | 53 จำนวนผู้เข้าชม |
46 ปีต่อมา HUBLOT (อูโบลท์) ยกย่องนาฬิกาที่สร้างรากฐานให้กับแบรนด์ ด้วยผลงาน Classic Fusion Tributo (คลาสสิก ฟิวชั่น ทริบูโต้) ในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์หรือไวท์โกลด์ นี่ไม่ใช่เพียงการนำดีไซน์เดิมกลับมาตีความใหม่ แต่คือการหวนคืนสู่จุดกำเนิด พร้อมรังสรรค์ขึ้นด้วยความเชี่ยวชาญที่ Hublot สั่งสมและพัฒนาขึ้นนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1980 ทองคำและยาง สีดำและสีตัดกัน ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกับนาฬิกาต้นแบบ แต่ได้รับการยกระดับด้วยประสบการณ์ด้านการผลิตนาฬิกาตลอด 46 ปี ทั้งในด้านกลไก การตกแต่ง วัสดุ และโครงสร้าง จากแนวคิดแรกเริ่มซึ่งเป็นรากฐานของ Art of Fusion วันนี้ได้รับการพัฒนาให้สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาอย่างเต็มรูปแบบ นี่คือจุดกำเนิดของ Hublot ที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยความเชี่ยวชาญของฐานการผลิตในปัจจุบัน พร้อมสานต่อความเชื่อมโยงกับผู้ก่อตั้ง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยาก
เพียงมองครั้งแรกก็เข้าใจได้ทันที คุณจะเห็นถึงนาฬิกาต้นแบบที่เป็นจุดกำเนิด พร้อมสัมผัสได้ถึงงานฝีมือและนวัตกรรมที่หล่อหลอมให้เกิดเป็นผลงานในวันนี้ ในปี 1980 Carlo Crocco (คาร์โล ครอคโค่) สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการนาฬิกาด้วยการผสานทองคำและยางเข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อ MDM Genève (เอ็มดีเอ็ม เจนีฟ) คุณ Crocco เปิดตัวนาฬิกาที่ชื่อ Hublot ในงาน Basel Fair (บาเซิล แฟร์) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อ Hublot Original (อูโบลท์ ออริจินัล) นับเป็นการก้าวออกจากกรอบอย่างชัดเจน ด้วยแนวคิดที่ลดทอนองค์ประกอบให้เหลือเพียงสิ่งสำคัญ เริ่มจากการผสานวัสดุสองชนิดที่โดดเด่นและไม่เคยปรากฏมาก่อน ขอบตัวเรือนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหน้าต่างเรือ ยึดด้วยสกรู 12 ตัว ขณะที่ขอบตัวเรือนถูกลดทอนให้เหลือเพียงฟังก์ชันที่จำเป็น หน้าปัดเรียบง่ายแทบไม่มีการตกแต่ง ทุกองค์ประกอบมีความเรียบง่าย ชัดเจน และแตกต่างอย่างไม่เหมือนใคร นาฬิกาเรือนนั้นไม่ได้เดินตามขนบของการผลิตนาฬิกาสวิส แต่กลับท้าทายและก้าวข้ามกฎเกณฑ์เหล่านั้น 46 ปีต่อมา Classic Fusion Tributo นำดีไซน์อันเป็นรากฐานนี้กลับมาสู่ยุคปัจจุบัน เชื่อมโยงนาฬิกาที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งเข้ากับ Hublot ในวันนี้ พร้อมถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาของ Hublot ที่พัฒนามาตลอด 46 ปี นี่คือทั้งการยกย่องจุดกำเนิด และการสะท้อนตัวตนของ Hublot ในวันนี้ จากแนวคิดที่เคยสร้างความท้าทายให้กับวงการ ได้กลายเป็นหนึ่งในดีไซน์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากที่สุด

CLASSIC FUSION TRIBUTO
ในด้านดีไซน์ Classic Fusion Tributo ยังคงถ่ายทอดเอกลักษณ์ของนาฬิกาต้นแบบปี 1980 ด้วยตัวเรือนทองคำ สายยางสีดำ และการตัดกันอย่างชัดเจนระหว่างสีดำและสีทอง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่กำหนดตัวตนของ Hublot นับตั้งแต่วันแรก
ตัวเรือนปรับขนาดจาก 36 มม. มาเป็น 38 มม. โดยยังคงสัดส่วนที่ลงตัว ขณะที่สกรู 12 ตัวบนขอบตัวเรือนซึ่งนูนขึ้นเล็กน้อยและให้สัมผัสที่ชัดเจน ยังคงทำหน้าที่เช่นเดียวกับนาฬิกาต้นแบบ โดยล้อมรอบหน้าปัดที่ลดทอนรายละเอียดและไม่มีหลักชั่วโมง พร้อมแสดงวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา เช่นเดียวกับดีไซน์ดั้งเดิม เม็ดมะยมแบบขันเกลียวช่วยให้กันน้ำได้ลึก 100 เมตร เสริมความสมบูรณ์ด้านการใช้งาน สายยางสีดำแบบมีลายจับคู่กับตัวเชื่อมสายที่เปิดให้เห็นโครงสร้าง เผยรายละเอียดของการประกอบ ขณะที่การไม่มีระบบ One Click ถือเป็นทางเลือกที่ตั้งใจเพื่อรักษาเอกลักษณ์ของนาฬิกาดั้งเดิมไว้ ทุกรายละเอียดล้วนผ่านการออกแบบมาอย่างตั้งใจ
ในส่วนของกลไกภายใน มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากนาฬิกาควอตซ์ในปี 1980 สู่การใช้กลไกอัตโนมัติที่ Hublot พัฒนาขึ้นเอง กลไกนี้สำรองพลังงานได้นานประมาณ 60 ชั่วโมง ด้วยการปรับปรุงชุดเฟืองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมโรเตอร์แบบโปร่งฉลุรูปตัว “H” อันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot ซึ่งมองเห็นได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงพัฒนาการของ Hublot ที่มีความเฉียบคม ลุ่มลึก และก้าวหน้าทางเทคนิคยิ่งขึ้น โดยยังคงรักษาแนวคิดดั้งเดิมไว้


TWO ATTITUDES. ONE ORIGIN.
นาฬิกาทั้งสองรุ่น (ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์และไวท์โกลด์) ใช้พื้นฐานการออกแบบ โครงสร้าง และเทคนิคเดียวกัน แต่มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน โดย Classic Fusion Tributo รุ่นเยลโลว์โกลด์ยังคงใกล้เคียงกับนาฬิกา Hublot รุ่นแรกมากที่สุด ถ่ายทอดความตัดกันระหว่างตัวเรือนทองคำกับสายยางสีดำ พร้อมหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีดำที่เพิ่มมิติด้วยเฉดสีเทาชาโคล ภายในโรเตอร์ผลิตจากเยลโลว์โกลด์เพื่อให้วัสดุมีความต่อเนื่องกัน บริเวณตำแหน่ง 6 นาฬิกาบนหน้าปัดยังมีตัวอักษร MDM พิมพ์ด้วยสีทอง ซึ่งเชื่อมโยงกับ Carlo Crocco และลายเซ็น MDM Genève ที่ปรากฏบนนาฬิกา Hublot รุ่นแรก ขณะเดียวกัน MDM ยังมีความหมายที่เชื่อมโยงกับงานการกุศลของคุณ Crocco โดยเป็นชื่อย่อที่เกี่ยวข้องกับ Main Dans la Main Foundation ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1998 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมที่เขาสานต่อมาอย่างยาวนาน
รุ่นไวท์โกลด์มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างออกไป โดยให้ความรู้สึกเป็นทางการและสง่างาม เหมาะกับโอกาสพิเศษ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความประณีตของงานตัดเย็บเสื้อผ้าสไตล์อิตาลี หน้าปัดหินโอนิกซ์สีดำขัดเงาและสกรูสีดำช่วยเพิ่มมิติและความโดดเด่น สะท้อนถึงรายละเอียดอันประณีตของงานตัดเย็บ ภายในกลไกใช้โรเตอร์ทังสเตนสีดำ ซึ่งช่วยเน้นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ พร้อมถ่ายทอดการออกแบบที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด
ตั้งแต่วัสดุทองคำที่ใช้ผลิตตัวเรือนไปจนถึงกลไกที่ Hublot พัฒนาขึ้นเอง Classic Fusion Tributo สืบทอดการออกแบบจากปี 1980 สะท้อนให้เห็นว่าการผสานวัสดุที่แตกต่างกันอย่างโดดเด่นสามารถคงอยู่เหนือกาลเวลาได้ เช่นเดียวกับความมั่นใจของ Hublot ในความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกา รุ่นนี้ได้รับการออกแบบ พัฒนา และประกอบขึ้นที่เมืองนียง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แสดงถึงความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และความเชี่ยวชาญในการผลิต พร้อมการรับประกันแบบ 5+5 ซึ่งขยายความคุ้มครองได้สูงสุดถึง 10 ปี ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดของ Hublot ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ ความประณีตในการผลิต และความไว้วางใจ ซึ่งล้วนเป็นคุณค่าที่คงอยู่ได้ยาวนาน

“เมื่อผมก่อตั้ง MDM Genève นี่เป็นผลงานที่มีความหมายกับผมเป็นการส่วนตัวอย่างมาก ผมลงมือทำด้วยตัวเองและทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ โดยมีแนวคิดสำคัญเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการผสานทองคำเข้ากับยาง การส่งต่อสิ่งที่ผมสร้างขึ้นให้ผู้อื่นดูแล แม้จะเป็นคนที่มีความสามารถและฝีมือดี ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผม แต่เมื่อได้กลับมาที่เมืองนียง เยี่ยมชมสถานที่ผลิต และเห็นผลงานสร้างสรรค์ล่าสุด ผมก็ได้เห็นถึงการสืบทอดแนวคิดดั้งเดิมควบคู่ไปกับความเชี่ยวชาญที่พัฒนาขึ้น ผมได้เห็นสิ่งที่ทุกคนร่วมกันสร้างขึ้น และเมื่อได้เห็นพัฒนาการของ Hublot ผมจึงตระหนักว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ผมรู้สึกภาคภูมิใจและซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง วันนี้ การได้เห็นผลงานออกแบบชิ้นแรกและจุดเริ่มต้นของ Art of Fusion กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง” Carlo Crocco ผู้ก่อตั้ง Hublot ในปี 1980 กล่าว
“การให้ความสำคัญกับ Hublot คือการให้เกียรติจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ไม่ใช่การยึดติดอยู่กับอดีต แต่เป็นการสานต่อและพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง Classic Fusion Tributo ถ่ายทอดแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน โดยเชื่อมโยงจุดเริ่มต้นในปี 1980 เข้ากับปัจจุบัน วิสัยทัศน์ของ Carlo Crocco ยังคงอยู่ ทั้งการออกแบบที่เฉียบคม แตกต่าง และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา วันนี้เราได้นำวิสัยทัศน์ดังกล่าวมาสานต่อด้วยความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาอย่างเต็มที่ ผลงานนาฬิกาสะท้อนความเรียบง่ายในการออกแบบตามแนวคิดดั้งเดิมของเขา พร้อมผสานความประณีตและความซับซ้อนของกลไกนาฬิกาที่ Hublot พัฒนาขึ้นในปัจจุบัน” Julien Tornare (จูเลี่ยน ทอร์นาเร่) CEO ของ Hublot กล่าว
Classic Fusion Tributo ในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์และไวท์โกลด์ วางจำหน่ายที่จุดจำหน่าย Hublot ที่ร่วมรายการ และทางเว็บไซต์ hublot.com
เกี่ยวกับ HUBLOT
ในปี 1980 นับเป็นครั้งแรกที่นาฬิกาแบรนด์หนึ่งได้กล้าประกอบตัวเรือนทองคำเข้ากับสายยาง ซึ่งได้มาพลิกโฉมวงการนาฬิกาชั้นสูง ด้วยดีไซน์อันโดดเด่นของขอบตัวเรือนทรงช่องหน้าต่างเรือที่มีสกรูปรากฏให้เห็นเด่นชัด จึงเป็นที่มาของชื่อ Hublot (อูโบลท์) พร้อมกับแนวคิดของศิลปะแห่งการผสมผสาน (Art of Fusion)
ในปี 2005 ทางแบรนด์ได้ยกระดับความคิดสร้างสรรค์ไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Big Bang (บิ๊ก แบง) มาพร้อมดีไซน์อันมีเอกลักษณ์ ขนาดของตัวเรือนที่เหมาะสม และตัวเรือนในแบบหลายชั้น โดยในปีเดียวกัน Hublot ได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design) จากงาน Grand Prix d'Horlogerie de Genève ตั้งแต่นั้นมา ด้วยวิสัยทัศน์ที่มาปฏิวัติวงการ นาฬิกา Big Bang ไม่เคยหยุดการพัฒนาและต่อยอดผลงานอย่างต่อเนื่อง และนี่คือนาฬิกาไอคอนเรือนแรกแห่งศตวรรษที่ 21
แนวคิดของการผสมผสานแฝงอยู่ในทุกองค์ประกอบ และเป็นแกนหลักที่แฝงไว้ในทุกคอลเลกชั่น นาฬิกา Big Bang ได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ Classic Fusion (คลาสสิก ฟิวชั่น) ได้ผสานความโดดเด่นและเรียบง่ายได้อย่างสมดุล ส่วน Exceptional Timepieces (เอ็กเซ็ปชั่นนอล ไทม์พีซเซส) ได้เขียนนิยามแห่งความคาดหวังขึ้นใหม่กับผลงานสร้างสรรค์ที่มีรูปแบบไม่เหมือนใคร และด้วยแนวทางที่ท้าทายขนบธรรมเนียม Hublot ได้ถ่ายทอด DNA ของแบรนด์ผ่านกลไก In-house อย่าง Unico (ยูนิโค่), Meca-10 (เมก้า-10) และ Tourbillon (ทูร์บิญอง) ที่มาเพิ่มอีกมิติให้กับศิลปะแห่งการผสมผสาน
ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป Hublot ได้ยกระดับการรับประกันสำหรับนาฬิกาที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งครอบครองหลังวันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป โดยการรับประกันพื้นฐานนาน 5 ปี และสามารถขยายการรับประกันเพิ่มเติมได้อีก 5 ปี ผ่านโปรแกรม Hublotista ทั้งนี้การลงทะเบียนเพื่อขยายระยะเวลาการรับประกันจะต้องดำเนินการในช่วงที่การรับประกันพื้นฐานยังคงมีผลอยู่ เพื่อให้การคุ้มครองรวมยาวนานสูงสุดถึง 10 ปี
ศาสตร์แห่งการผสมผสานเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในจิตวิญญาณของ Hublot และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายใน La Manufacture เท่านั้น แต่ยังสะท้อนออกมาในทุกมิติของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นบนสนามฟุตบอลผ่านความร่วมมือกับมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่าง UEFA Champions League และ UEFA Euro™ หรือในคอนเสิร์ต การแข่งขันบาสเกตบอล การแสดงศิลปะ ตลอดจนประสบการณ์ด้านรสชาติร่วมกับเชฟมิชลิน สตาร์ของ Hublot และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Hublot Vibes ผ่านช่วงเวลาที่แบ่งปันกันในกลุ่ม Hublotistas (อูโบลท์ทิสต้า) คอมมูนิตี้ที่ภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของนาฬิกา Hublot ซึ่งศิลปะแห่งการผสมผสานนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตไปอีกขั้น ความเป็นมาที่กลายเป็นวิถีชีวิต และนั่นคือ วิถีของ Hublo
20 ต.ค. 2569
19 ต.ค. 2569
19 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569