Last updated: 3 พ.ย. 2569 | 45 จำนวนผู้เข้าชม |
US Open การแข่งขันเทนนิสที่มีประวัติศาสตร์อันโดดเด่นด้านการบุกเบิกนวัตกรรม และเป็นผู้นําในการขับเคลื่อนพัฒนาการของกีฬาเทนนิสมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยี การแข่งขันรายการนี้สร้างประวัติศาสตร์ในปี 1973 ในฐานะแกรนด์สแลมรายการแรกที่มอบเงินรางวัลเท่าเทียมกันแก่ผู้แข่งขันชายและหญิง อีกทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกหลากหลายองค์ประกอบที่กลายมาเป็นมาตรฐานของเทนนิสยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบไทเบรก (Tie-Break) การแข่งขันรอบกลางคืน (Night Session) และการตัดสินลูกออกด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Line Calling) ในฤดูร้อนปี 1978 นับเป็นอีกหนึ่งห้วงเวลาสําาคัญของวงการเทนนิส เมื่อ US Open ย้ายสนามแข่งขันจากคอร์ต ตินสีเขียวของ West Side Tennis Club ใน Forest Hills สู่ USTA National Tennis Center ที่ Flushing Meadows พร้อมก้าวขึ้นเป็นการแข่งขันแกรนด์สแลม รายการแรกที่จัดแข่งขันบนฮาร์ดคอร์ต (Hard Court) และในปีเดียวกันนั้น Rolex ได้เริ่มต้นความสัมพันธ์อันยืนยาวกับวงการเทนนิส ด้วยการก้าวสู่บทบาทผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ (Official
Timekeeper) ของการแข่งขัน The Championships, Wimbledon
เมื่อการแข่งขันเปิดฉากขึ้นที่สนามแห่งใหม่ในเดือนสิงหาคม ปี 1978 Rolex Testimonee Chris Evert (คริส เอเวิร์ต ลงป้องกันแชมป์ในฐานะแชมป์เก่า นักหวดชาวอเมริกันสามารถปรับตัวเข้ากับฟันสนามที่มีความเร็วมากขึ้นได้อย่างยอดเยี่ยมก่อนคว้าแชมป์ US Open เป็นสมัยที่สี่ติดต่อกันโดยไม่เสียแม้แต่เขตเดียว ตอกย้ำความเหนือชั้นของเธอในช่วงเวลานั่น และเป็นอีกก้าวสําคัญบนเส้นทางสู่การคว้าแชมป์แกรนด์สแลม ประเภทหญิงเดี่ยวรวม ทั้งสิ้น 18 รายการ Evert กล่าวถึงช่วงเวลาดังกล่าวว่า “US Open เติบโตขึ้นในทุกๆ ปี ขณะที่กีฬาเทนนิสก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเรานักกีฬาต่างตระหนักถึง ความสําคัญของการเปิดรับยุคสมัยใหม่นี้ การที่ฉันสามารถคว้าแชมป์บนฮาร์ดคอร์ตได้ถึงสามครั้ง ทั้งที่ไม่ใช่พื้นสนามที่ถนัดที่สุด ถือเป็นสิ่งที่ฉันภาคภูมิใจมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าฉันสามารถเรียนรู้รูปแบบการเล่นใหม่ๆ พลิกแพลง และปรับตัวได้มีความยืดหยุ่นในการ แข่งขันบนพื้นสนามที่แตกต่างกัน


เมื่อกล่าวถึงการสนับสนุนวงการเทนนิสของ Rolex ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Evert กล่าวเสริมว่า “Rolex สะท้อนถึงความเป็นเลิศเช่นเดียวกับการแข่งขันแกรนด์สแลม และ ความเป็นเลิศนั้นปรากฏอยู่ในทุกสิ่งที่แบรนด์ทำ คุณค่าของทั้งสองจึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว สิ่งที่ฉันชื่นชมคือ Rolex ยังคงให้เกียรติและยืนหยัดเคียงข้างตํานานของวงการอย่าง Rod Laver, Roger Federer, Bjorn Borg รวมถึงตัวฉันเอง Rolex ไม่เคยลืมผู้ที่ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ของวงการตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม และผู้ที่ช่วยปูทางให้กับนักกีฬารุ่นปัจจุบันและอนาคต”
หนึ่งปีหลังจากที่ Carlos Alcaraz (คาร์ลอส อัลการาย) คว้าแชมป์ US Open เป็นสมัยที่สองบรรดา Rolex Testimonee ได้แก่ Joao Fonseca (โจอัง ฟอนเซกา), Coco Gauft (โคโค่ กอฟฟ์), Taylor Fritz (เทย์เลอร์ ฟริต ), Ben Shelton (เบน เชลตัน), Jannik Sinner (ชาน นัก ฃนเนอร์) และ Iga Swiatek (อีกา เสวียเง็ก) จะกลับมาร่วมการแข่งขันและรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม - วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน นับตั้งแต่เข้าร่วมครอบครัว Rolex ในปี 2024 Fonseca ได้ก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของวงการเทนนิสอย่างรวดเร็ว ด้วยผลงานอันโดดเด่นและการคว้าแชมป์รายการ ATP Tour มาแล้ว 2 รายการล่าสุด นักหวดชาวบราลวัยเพียง 19 ปี ยังสร้างผลงานยอดเยี่ยมด้วยการผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศของการแข่งขัน Roland-Garros โดย Fonseca กล่าวถึง ความทรงจําอันแสนพิเศษที่มีต่อการแข่งขัน US Open ว่า “ผมชื่นชอบบรรยากาศของ US Open มาก เพราะท่าให้ผมนึกถึงการลงแข่งขันในบ้านเกิด โชคดีที่มีแฟนเทนนิสชาวบราซิลจํานวนมากมาร่วมเชียร์อย่างเต็มที่ ซึ่งยิ่งทําให้การแข่งขันรายการนี้มีความหมายสําหรับผมมากขึ้น และผมก็สามารถดึงพลังจากเสียงเชียร์ของพวกเขามาใช้ได้อย่างเต็มที่ ผมเคยคว้าแชมป์ประเภทเยาวชนที่นี่ในปี 2023 ดังนั้น US Open จะเป็นการแข่งขันที่พิเศษสําหรับผมเสมอ และผมตั้งตารอที่จะได้กลับมาแข่งขันอีกครั้ง

US Open ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในการแข่งขันที่ท้าทายที่สุดในปฏิทินการแข่งขันเทนนิสระดับโลก โดยผู้ชมกว่า 23,800 คน ภายในสนาม Arthur Ashe Stadium ร่วมสร้างบรรยากาศอันเร้าใจที่ไม่เหมือนการแข่งขันรายการใด นักกีฬาต้องรักษาสมาธิท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนและชื้นของนครนิวยอร์ก อีกทั้งยังต้องรับมือกับพื้นสนามฮาร์ดคอร์ต และการตีโต้ที่ยาวนาน ซึ่งล้วนเพิ่มความท้าทายทางด้านร่างกายมากยิ่งขึ้นในฐานะการแข่งขันที่อยู่แถวหน้าด้านนวัตกรรมมาโดยตลอด US Open ยังคงเดินหน้ายกระดับวงการเทนนิสอย่างต่อเนื่อง พร้อมต้อนรับนักเทนนิสดาวรุ่งรุ่นใหม่ในการมุ่งสู่ชัยชนะบนหนึ่งใน เวทีการแข่งขันที่ทรงเกียรติที่สุดของโลก
ROLEX และเทนนิส
Rolex เฉลิมฉลองความสําเร็จของมนุษย์ ด้วยการยกย่องการเดินทางที่เต็มไปด้วยหมุดหมายแห่งความมุ่งมั่น และอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งนําไปสู่ช่วงเวลาแห่งความสําเร็จจากการตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินของตัวเองที่ไม่ใช่เพียงแค่การคว้าถ้วยรางวัลมาครอง ความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างกีฬาเทนนิสกับผู้ผลิตนาฬิกาสัญชาติสวิสอย่าง Rolex ซึ่งถือเป็นหัวใจสําคัญของปรัชญาอันยั่งยืนนี้ เริ่มต้นย้อนกลับไปเกือบครึ่งศตวรรษ เมื่อ Rolex ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับการแข่งขันวิมเบิลดันเป็นครั้งแรกในปี 1978 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา Rolex ได้กลายเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ (Official Timekeeper) ให้กับการแข่งขันระดับ Grand Slam ทั้ง 4 รายการ ได้แก่ Australian Open, Roland-Garros, The Championships, Wimbledon และ US Open ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาตำนานแห่งวงการเทนนิสได้ก้าวเข้าสู่ครอบครัว Rolex Testimonee ไม่ว่าจะเป็น Rod Laver, Bjorn Borg, Chris Evert และ Roger Federer ความมุ่งมั่นของ Rolex ต่อวงการเทนนิสยังขยายครอบคลุมถึงสมาคมนักเทนนิสอาชีพ (ATP) และสมาคมนักเทนนิสอาชีพหญิง (WTA) การแข่งขันรายการระดับสูง ซึ่งรวมถึง Masters 1000 และ WTA 1000 ทุกรายการ Nitto ATP Finals, WTA Finals และการแข่งขันประเภททีมชั้นนำอย่าง Laver Cup, Davis Cup Finals


และ Billie Jean King Cup Finals ในการแข่งขันเหล่านี้ บรรดา Rolex Testimonee ยังคงมุ่งมั่นผลักดันขีดจํากัดของความสามารถและความพยายามบนคอร์ตอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นแชมป์ Grand Slam” คนล่าสุดอย่าง Carlos Alcaraz, Mirra Andreeva, Coco Gauff, Jannik Sinner และ Iga Swiatek รวมถึงนักเทนนิสแถวหน้าของวงการอย่าง Joo Fonseca, Taylor Fritz, Victoria Mboko, Ben Shelton Lax Qinwen Zheng 1 ซึ่งต่างได้รับการสนับสนุนจาก Rolex ในการแสวงหาความเป็นเลิศสูงสุดของวงการเทนนิสในปัจจุบัน
เกี่ยวกับ ROLEX
กิตติศัพท์ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่เหนือชั้น
Rolex คือผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสํานักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา ซึ่งแบรนด์ได้รับการยอมรับระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความสง่างาม และคุณค่าอันทรงเกียรติ กลไกนาฬิกา Oyster Perpetual และ Perpetual ได้รับการรับรองและทดสอบอย่างเข้มข้นภายในองค์กรเพื่อพิสูจน์ความเที่ยงตรง ประสิทธิภาพและความทนทานสูงสุด การรับรองสถานะ Superlative Chronometer สามารถสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์สีเขียวเพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาทุกเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของแบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดที่กำหนด ซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระภายนอกอยู่เป็นระยะเพื่อให้มั่นใจว่า Rolex ยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุดแห่งเรือนเวลา
คําว่า “SUPERLATIVE” ที่ปรากฏอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา Oyster ทุกเรือน สะท้อนถึงปรัชญาที่หล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดย Hans Wilsdort ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืนที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกําเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาที่สําคัญอีกมากมาย อาทิ Oyster นาฬิกาข้อมือกันน้ำรุ่นแรกของแบรนด์ที่เปิดตัวในปี 1926 และกลไกบนลานอัตโนมัติ Perpetual rotor ที่ Rolex คิดค้นขึ้นในปี 1931 ตลอดประวัติศาสตร์ของแบรนด์ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมากกว่า 700 รายการ โดยโรงงานทั้งสี่แห่งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์ได้ออกแบบพัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสําคัญของนาฬิกา ตั้งแต่การหลอมโลหะผสมทองคำ การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน ไปจนถึงการตกแต่งตัวเรือน หน้าปัด และสายนาฬิกา ขณะที่โรงงานแห่งที่ห้าในสวิตเซอร์แลนด์กำลังก่อสร้างและมีกําหนดเปิดดำเนินงานในปี 2025 นอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมั่นในการสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา การสำรวจ ตลอดจนบุคคลผู้ทุ่มเทในการค้นหาแนวทางเพื่อปกป้องและอนุรักษ์โลกใบนี้ให้ยั่งยืน
23 ต.ค. 2569
2 พ.ย. 2569
27 ต.ค. 2569
24 ก.ย. 2569