Last updated: 5 พ.ย. 2569 | 54 จำนวนผู้เข้าชม |
Ressence แบรนด์อิสระผู้ท้าทายวิถีแห่งการบอกเวลาผ่านแนวคิดการออกแบบที่เริ่มต้นจากผู้ใช้งานและความสัมพันธ์ทางอารมณ์ ตามปรัชญา Human-Centric Design ของ Benoît Mintiens ผู้ก่อตั้งแบรนด์และอดีตนักออกแบบอุตสาหกรรม ที่เปิดเผยถึงแนวคิดเบื้องหลังนาฬิกา Ressence ตั้งแต่ปรัชญาการออกแบบ ไปจนถึงนวัตกรรม e-Crown ในรุ่น Type 2 และมุมมองต่ออนาคตของเรือนเวลา
ทำไมคุณถึงเลือกรังสรรค์นาฬิกาโดยเริ่มจากมุมมองของผู้ใช้งานมากกว่าการเริ่มจากตัวกลไก?
การเริ่มต้นที่ตัวผู้ใช้งานคือการเริ่มต้นที่ ‘ความสัมพันธ์’ ครับ ผลิตภัณฑ์ที่ดีควรคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นอันดับแรก หากคุณตั้งต้นจากกลไกการทำงาน โอกาสที่จะได้ผลิตภัณฑ์ที่เข้ากันได้ดีกับมนุษย์นั้นมีน้อยมาก ในประวัติศาสตร์งานดีไซน์ ผลิตภัณฑ์มากมายบังคับให้มนุษย์ต้องฝืนปรับตัวเข้าหาเครื่องจักร แต่ถ้าเราทำตรงกันข้าม โดยวางผู้ใช้ไว้เป็นศูนย์กลาง แล้วค่อยคิดค้นเทคโนโลยีมารองรับ มนุษย์ก็อยากจะใช้งานมันมากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ช่วยสร้างสายสัมพันธ์รวมถึงการเชื่อมโยงอันแน่นแฟ้นระหว่างคุณกับเรือนเวลาครับ
เวลาเริ่มพัฒนานาฬิการุ่นใหม่ ประสบการณ์ผู้ใช้ งานดีไซน์หรือคอนเซ็ปต์ทางเทคนิค อะไรที่มาก่อน?
จุดเริ่มต้นคือ ‘คุณค่า’ และ ‘บริบท’ ของนาฬิกาเรือนนั้นครับเช่น หากต้องการสร้างนาฬิกาดำน้ำ สเปกและดีไซน์ก็ต้องตอบโจทย์การใช้งานใต้น้ำ หรือหากเป็นนาฬิกาสำหรับนักเดินทางการออกแบบก็จะเป็นอีกแบบ เมื่อเราได้สเปกจากบริบทการใช้งานแล้ว ผมจะเน้นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับนาฬิกาเป็นหลัก แล้วจึงค่อยคิดค้นกลไกมาขับเคลื่อนทีหลัง แม้ในความเป็นจริงทุกอย่างจะเกิดขึ้นพร้อมกันในหัว แต่ลำดับความสำคัญของผู้ใช้จะมาเป็นอันดับแรกเสมอครับ

Ressence ปรับเปลี่ยนการบอกเวลาจากเข็มมาเป็นจานหมุน คุณเริ่มตระหนักตอนไหนว่า ‘เข็มนาฬิกา’ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดอีกต่อไป?
ลองสังเกตข้อความที่คุณเขียนหรือพิมพ์บนหน้าจอ ทุกอย่างถูกจัดวางอยู่ในระนาบเดียวกัน ทำให้สายตาและสมองของเราประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน นาฬิกาแบบเดิมมีเข็มซ้อนกันอยู่หลายชั้นบนหน้าปัด เวลาเรามอง สายตาและสมองต้องประมวลผลภาพสามมิติจากตาซ้ายและขวาที่เห็นมุมมองต่างกันนิดหน่อยเพื่อตีความเวลา การนำข้อมูลทั้งหมดมารวมไว้ในระนาบเดียวแบบสองมิติบนหน้าปัดของ Ressence จึงเป็นการลดภาระของสมอง ทำให้เราอ่านเวลาได้ง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุด เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือบนหน้ากระดาษครับ
ในรุ่น Type 2 มีการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาผสานทำไมคุณยังคงรักษากลไกจักรกล (Mechanical Movement) เอาไว้?
เพราะมนุษย์เรามีความผูกพันและรู้สึกเข้าถึงในระบบจักรกลมากกว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ครับ เปรียบเหมือนเราประสบภัยบนเรือไททานิก เราย่อมเลือกช่วยเหลือคนที่เราพูดคุยภาษาเดียวกันมากกว่าคนที่ไม่เคยสื่อสารกันเลย ระบบกลไกจักรกลคือภาษาที่มนุษย์เราสัมผัสและเข้าใจได้ง่าย แม้จะไม่ได้เป็นช่างเทคนิคก็ตาม ต่างจากแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบควอตซ์ที่เรามองไม่เห็นการทำงานและยากจะเข้าถึง ในรุ่น Type 2 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า ‘e-Crown’ เป็นเพียงตัวช่วยตั้งเวลาอัตโนมัติแต่นาฬิกาทั้งเรือนยังคงขับเคลื่อนด้วยพลังงานกลไกบริสุทธิ์ 100% ครับ
อะไรคือปัญหาดั้งเดิมที่คุณต้องการให้ e-Crown เข้ามาแก้ไข?
คือเรื่องความไว้วางใจ และความสะดวกสบายครับ นาฬิกากลไกทั่วไปเมื่อวางทิ้งไว้ลานก็จะหมด ทำให้เราต้องมานั่งตั้งเวลาใหม่ทุกครั้ง แต่ e-Crown จะเข้ามารับหน้าที่ปรับตั้งเวลาที่แม่นยำให้ โดยอัตโนมัติ ยิ่งไปกว่านั้น ยามที่คุณสัมผัสนาฬิกาก็จะมีการตอบสนองและตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ของมัน การปฏิสัมพันธ์ที่โต้ตอบกันได้นี้ช่วยสร้างความรู้สึกผูกพันและความไว้วางใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างผู้สวมใส่กับนาฬิกา
5 พ.ย. 2569
5 พ.ย. 2569
5 พ.ย. 2569