Cartier Privé Tank Asymétrique

Last updated: 8 เม.ย 2564  |  1700 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Cartier Privé Tank Asymétrique

ปีนี้ Cartier นำรูปทรงในอดีตหวนกลับมาสร้างความน่าหลงใหลอีกครั้ง ในผลงานรุ่นใหม่ Cartier Privé Tank Asymétrique ความร่วมสมัยในสไตล์อสมมาตร ที่มีให้เลือกทั้งแบบแสดงเวลาเพียงอย่างเดียว หรือเปลือยหน้าปัดในสไตล์สเกเลตันร่วมสมัย

ในฐานะที่เป็นแบรนด์ผู้นำด้านการออกแบบตัวเรือนที่โดดเด่น Cartier ได้คิดค้นและพัฒนางานออกแบบตัวเรือนที่แตกต่างและน่าสนใจให้กับ Tank Asymétrique ที่ก่อกำเนิดอย่างเป็นทางการในปี 1936 และกลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาต้นแบบและรังสรรค์ได้อย่างหรูหรางามสง่าเป็นที่สุด และดังเช่นทุกปีที่ Cartier จะนำรูปทรงตัวเรือนอันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ให้ฟื้นคืนกลับมาให้ชื่นชมใหม่อีกครั้ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของผลงานในกลุ่ม Cartier Privé ที่ผลิตในจำนวนจำกัด เริ่มต้นจาก Tank Cintrée กับรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากรถถัง ซึ่งเผยโฉมผลงานรุ่นใหม่อีกครั้งในปี 2018 ตามมาด้วย Tonneau   เมื่อปีที่แล้ว และมาถึงปีนี้ แบรนด์เครื่องประดับและเครื่องบอกเวลาชั้นสูงก็นำหนึ่งในรุ่น Tank ที่แตกต่างและแปลกตาที่สุดให้หวนกลับมาอีกครั้งในผลงาน Cartier Privé Tank Asymétrique ความร่วมสมัยที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยรูปทรงตัวเรือนแบบดุลยภาพอสมมาตรที่เป็นความสมดุลอันเกิดจากการจัดใหม่ในเชิงออกแบบด้วยองค์ประกอบที่ไม่เหมือนกัน แต่กลับสมดุลได้ด้วยความรู้สึก

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 30s และ 40s นาฬิกาส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากงานศิลปะแนวอาร์ตเดโคในการออกแบบดีไซน์ตัวเรือน เช่นเดียวกับ Tank ‘Asymétrique’ ที่ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากอาร์ตเดโค แต่ผ่านการพัฒนารูปทรงจนมีเอกลักษณ์เฉพาะและกลายเป็นหนึ่งในผลงานซึ่งเป็นที่ต้องการมากที่สุด ด้วยความงามเด่นของตัวเรือนแบบดุลยภาพอสมมาตรที่ประดับเพชรโดยรอบอย่างพิถีพิถัน ทุกอย่างบนพื้นหน้าปัดถูกทำมุมเอียง 30 องศาไปด้านขวาตามมุมเอียงของตัวเรือน ตัวเลข 12 และ 6 ย้ายจากกึ่งกลางตัวเรือนไปชิดมุมขวาบนและซ้ายล่าง Cartier ยังเลือกใช้ตัวเลขอารบิกในตำแหน่งเลขคู่แทนตัวเลขโรมัน สลับด้วยขีดเครื่องหมายเฉียงไปตามทิศของตัวเรือน ผลจากการบิดรูปทรงตัวเรือนยังส่งผลต่อการพัฒนาข้อต่อตัวเรือนและสาย นอกจากนี้บางรุ่นของ Tank ‘Asymétrique’ ยังเพิ่มแกนสมดุลกึ่งกลางตัวเรือนเป็นพิเศษ รายละเอียดเหล่านี้ที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับความงามโดยตรง แต่กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้นาฬิกา Tank ‘Asymétrique’ กลายเป็นผลงานที่หายากในปัจจุบันและเป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มนักสะสม ซึ่งก่อนหน้านี้ Tank ‘Asymétrique’ เคยถูกเรียกขานด้วยชื่อ Parallélogramme หรือ Losange จากรูปทรงตัวเรือนที่แตกต่าง

ในปัจจุบัน ‘Asymétrique’ เป็นหนึ่งในสมาชิกของคอลเลคชั่น Tank และได้รับการผลิตในแบบจำนวนจำกัด โดยเริ่มต้นจากปี 1996 ที่ผลิตจำกัดเพียง 300 เรือนในตัวเรือนทองคำ 18k และ 100 เรือนในตัวเรือนแพลทินัม ทั้งสองแบบมีรูปลักษณ์คล้ายกับนาฬิการุ่นดั้งเดิมที่เปิดตัวในปี 1936 และในปี 1999 นาฬิการุ่นนี้ได้นำมาผลิตอีกครั้งในจำนวนผลิตที่น้อยมาก เพื่อเป็นที่ระลึกในการส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับจีน

ในปี 2006 คอลเลคชั่น Privée Cartier Paris (CPCP) ผลิตในจำนวนจำกัด 150 เรือนในตัวเรือนทอง 18k และตามมาด้วยจำนวนจำกัดมากในตัวเรือนแพลทินัมที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดกิโยเช่สไตล์บาร็อคและเข็มเบรเกต์ โดยมีตัวเรือนขนาดใหญ่ขึ้นและมาพร้อมข้อต่อตัวเรือน 3 แกนที่ทำให้ดูเข้ากับรสนิยมสมัยใหม่ในยุคนั้นยิ่งขึ้น

สำหรับ Cartier Privé Tank Asymétrique รุ่นใหม่ในปี 2020 ที่ดูเหมือนเงาสะท้อนของอดีต แต่กลับมีความแตกต่างในรายละเอียด จากการผสานของดีไซน์ตัวเรือนขนาดใหญ่กว่าของรุ่นปี 2006 เข้ากับงานออกแบบพื้นหน้าปัดของรุ่นดั้งเดิม โดยเปิดตัวรุ่นใหม่ใน 3 เวอร์ชั่นคือ ตัวเรือนแพลทินัม ทองคำ 18k และทองคำชมพู 18k แต่ละรุ่นผลิตจำกัดเพียงแบบละ 100 เรือน ทั้งสามรุ่นงดงามในตัวเรือนโลหะล้ำค่าและพื้นหน้าปัดที่รังสรรค์ขึ้นอย่างงามสง่า ประกอบกับสายในแบบฉบับของ Cartier Privé ในโทนสีที่หรูหรางดงาม



พื้นหน้าปัด Cartier Privé Tank Asymétrique แสดงเวลาในแบบ 3 เข็มคลาสสิก ได้รับการตกแต่งในแบบปัดด้าน ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของหลักชั่วโมงด้วยตัวเลขอารบิก 6 ตำแหน่งหลัก สลับขีดเครื่องหมาย 6 ตำแหน่ง โดยวางเลข 12 และ 6 นาฬิกาไว้บนมุมบนขวาและล่างซ้ายรับกับรูปทรงอสมมาตรของตัวเรือน ทั้งยังเพิ่มจุดเหนือตัวเลข 12 และ 6 เพื่อให้อ่านค่าง่ายขึ้น ตัวเรือน Extra-large ขนาด 47.15 x 26.2 มิลลิเมตร คล้ายกับรุ่นในปี 2006 และเพื่อให้สายอยู่ในตำแหน่งกลางข้อมืออย่างสมส่วน ข้อต่อตัวเรือนจึงต้องทำมุมเอียงตามไปด้วย อีกทั้งสายยังต้องได้รับการออกแบบเป็นพิเศษให้กับกับข้อต่อตัวเรือน 3 แกน นอกจากนี้ยังประดับแซฟไฟร์สีน้ำเงินหรือทับทิมเจียระไนทรงหลังเบี้ยเหนือเม็ดมะยมด้วย

Cartier Privé Tank Asymétrique บรรจุกลไกไขลาน คาลิเบอร์ 1917MC ขนาด 16.0 x 12.95 มิลลิเมตร หนาเพียง 2.9 มิลลิเมตร ซึ่งส่งผลให้ตัวเรือนโดยรวมบางเพียง 6.38 มิลลิเมตร กลไกชุดนี้ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง สำรองพลังงานได้นาน 38 ชั่วโมง

แต่ถ้าชอบชมการทำงานของกลไก Cartier ก็ยังรังสรรค์ความพิเศษในรุ่น Cartier Privé Tank Asymétrique Skeleton ที่เผยให้เห็นการทำงานของกลไกไขลาน คาลิเบอร์ 9623 MC ที่พัฒนาและผลิตขึ้นภายในโรงงาน ในขนาด 32.0 x 21.1 มิลลิเมตร หนา 4.2 มิลลิเมตร ประดับทับทิม 22 เม็ด ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมงและสำรองพลังงานได้นานถึง 48 ชั่วโมง ซึ่งกลไกไขลานที่ทำงานด้วยความถี่สูงขนาดนี้หาได้ค่อนข้างยาก และยังเป็นครั้งแรกที่ผลงานรูปทรงอสมมาตรอย่าง Cartier Privé Tank Asymétrique ได้รับการรังสรรค์ในแบบสเกเลตัน เปลือยให้เห็นกลไกอย่างเต็มตาทั้งด้านหน้าและบนฝาหลังถึง 3 รุ่นที่แตกต่างกันด้วยวัสดุตัวเรือนและสีสันของสาย โดยมีให้เลือกทั้งตัวเรือนแพลทินัมประดับด้วยเพชรน้ำงามบนขอบตัวเรือนและข้อต่อ รวมไปถึงบานพับล็อกสาย รวมเพชรน้ำงามเจียระไนเหลี่ยมเกสร 250 เม็ดน้ำหนัก 2.08 กะรัต และยังประดับบนเม็ดมะยมอีก 1 เม็ด น้ำหนัก 0.12 กะรัต รุ่นนี้มาพร้อมสายหนังสีน้ำเงินรับกับชุดเข็มบลูสตีลลีล ตัวเลข 6 และ 12 ทำมุมเฉียบกับขีดเครื่องหมายที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างกลไกสุดหรู หรือถ้าไม่ชอบวิบวับก็มีรุ่นตัวเรือนแพลทินัมที่ไม่ประดับเพชรเป็นทางเลือก รวมถึงตัวเรือนทองคำชมพู 18k ที่ประดับเม็ดมะยมด้วยแซฟไฟร์เจียระไนทรงหลังเบี้ยจับคู่กับสายหนังสีเทาและน้ำตาลงามสง่า

พื้นหน้าปัดที่น่าอัศจรรย์ทำมุมเอียง 30 องศา เผยให้เห็นตลับลานอยู่ด้านบนขวาของตัวเรือน ใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และชุดจักรกลอกที่หมุนสลับไปมาราวกับหัวใจของนาฬิกา ทำงานอย่างเที่ยงตรงในตำแหน่งมุมล่างซ้ายใต้ตัวเลข 6 นาฬิกา การจัดวางโครงสร้างกลไกในแนวดิ่งให้รับกับรูปทรงตัวเรือนเป็นอีกหนึ่งความท้าทายและทำได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะการใช้รูปฟอร์มของตัวเลขและขีดเครื่องหมายมาเป็นส่วนของสะพานจักรที่ยึดชุดกลไก หลักชั่วโมงทั้งตัวเลขและดัชนีได้รับการแกะสลักและเคลือบด้วยแลกเกอร์สีน้ำเงิน รับกับเข็มบลูสตีล ไม่ใช่แค่เพียงความสวยงาม แต่ทำให้การอ่านค่าง่ายขึ้นอีกด้วย

ย้ำกันอีกครั้งว่าทั้ง Cartier Privé Tank Asymétrique และ Cartier Privé Tank Asymétrique Skeleton ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนในแต่ละวัสดุตัวเรือนเท่านั้น

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

TISSOT srv

16 มี.ค. 2569

GRAND SEIKO Spring Drive

16 มี.ค. 2569

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้