Audemars Piguet Royal Oak Offshore Selfwinding Flying Tourbillon Flyback Chronograph

Last updated: 4 ส.ค. 2564  |  1356 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Audemars Piguet  Royal Oak Offshore Selfwinding Flying Tourbillon Flyback Chronograph

โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวเรือนเวลาคอมพลิเคชั่นรุ่นใหม่ในคอลเลกชันรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ที่ถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนเท่านั้น โดยนาฬิกาข้อมือเซลฟ์ไวนด์ดิ้งเรือนนี้ได้ผสานทั้งกลไกฟลายอิง ตูร์บิญองและกลไกฟลายแบ็ก โครโนกราฟเข้าด้วยกัน พร้อมกับหน้าปัดขนาดใหม่ 43 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นการเบิกทางให้กับการออกแบบในอนาคตของนาฬิกาโมเดลรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ แม้ว่านาฬิการุ่นนี้จะคงรายละเอียดดั้งเดิมของรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ไว้อย่างครบถ้วน ทว่าตัวเรือนได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น เพื่อมอบสุนทรียะและความสะดวกสบายในการสวมใส่ที่ตอบรับกับสรีระของข้อมือได้อย่างลงตัว หน้าปัดของนาฬิกาเรือนนี้ยังเผยให้เห็นโครงสร้างของกลไกใหม่ที่รังสรรค์ด้วยมืออย่างพิถีพิถัน และเมื่อผนวกกับระบบการถอดเปลี่ยนสายนาฬิกาแบบใหม่ล่าสุดของโอเดอมาร์ ปิเกต์ เรือนเวลาชั้นสูงเรือนนี้จึงมอบทั้งประสิทธิภาพในการบอกเวลาและความซับซ้อนของเทคนิคกลการผลิตไกไปพร้อมกัน

 

 

กลไกใหม่แบบสปอร์ตมาพร้อมขนบการสร้างสรรค์แบบดั้งเดิม

นาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์รุ่นลิมิเต็ดเรือนนี้ได้นำเสนอรูปแบบใหม่ของเรือนเวลาเซลฟ์ไวนด์ดิ้งที่ผสมผสานกลไกฟลายอิง ตูร์บิญองและกลไกฟลายแบ็ก โครโนกราฟที่เปิดตัวครั้งแรกในคอลเลคชั่นโค้ด 11.59 บาย โอเดอมาร์ส ปิเกต์ (CODE 11.59 by Audemars Piguet) ซึ่งฟังก์ชันฟลายแบ็กช่วยให้นาฬิกาเรือนนี้สามารถเริ่มต้นการจับเวลาได้ใหม่โดยไม่ต้องหยุดหรือรีเซ็ต ในขณะที่กลไกฟลายอิงตูร์บิญองที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาช่วยการทำงานของนาฬิกาให้ได้รับผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงน้อยที่สุด

หน้าปัดขนาดใหม่มาพร้อมคาลิเบอร์ 2967 นำเสนอดีไซน์ที่สปอร์ตยิ่งขึ้นเพือให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน บริดจ์ไทเทเนียมถูกออกแบบใหม่ด้วยการเคลือบพีวีดีสีดำ (PVD Coating) พร้อมการขัดลายซาตินและการขัดเงาลบมุมด้วยมือ ซึ่งเข้ากันกับชุดของฟันเฟืองไทเทเนียมที่นำเสนอผิวสัมผัสที่แตกต่างด้วยเทคนิคการขัดแบบแซนด์บลาสต์ (Sandblasted) และการเคลือบเงาเกิดเป็นดีไซน์แบบทูโทนที่ตัดกันอย่างลงตัวและดูโดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เหลี่ยมมุมด้านนอกของบริดจ์ยังได้รับการขัดเงาอย่างพิถีพิถันเพื่อลบการเคลือบพีวีดีสร้างรายละเอียดคอนทราสต์กันของสีและผิวสัมผัส อีกทั้งส่วนบริดจ์ยังเผยให้เห็นกลไกการการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนของส่วนประกอบภายในดีไซน์ทูโทนที่สามารถเห็นได้ทั้ง 2 ด้านของตัวเรือน และส่วนของกรอบของหน้าปัดย่อยฟลายอิง ตูร์บิญองยังเผยให้เห็นถึงวงล้อ Balance Wheel    สีโรเดียมที่เคลื่อนไหวอยู่ภายใน นอกเหนือจากการเปิดเผยส่วนหนึ่งของชุดเฟืองแล้ว ฝาหลังแซฟไฟร์เปิดให้เห็น Oscillating weight ผลิตจากทองคำ 22 กะรัตเคลือบพีวีดีสีดำอีกด้วย

ด้วยคุณสมบัติในการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ 65 ชั่วโมงเมื่อไม่ได้สวมใส่อยู่บนข้อมือ พร้อมทั้งคุณสมบัติในการกันน้ำลึก 100 เมตร นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเรือนนี้จึงเหมาะสำหรับทุกการกิจกรรมที่ท้าทายและผจญภัยในสไตล์สปอร์ต

 

 

ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 43 มิลลิเมตรที่ตอบรับกับสรีระข้อมือของผู้สวมใส่

นาฬิกาเซลฟ์ไวนด์ดิ้ง ฟลายอิง ตูร์บิญอง ฟลายแบ็ค โครโนกราฟเรือนนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของการสร้างสรรค์นาฬิการุ่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์บนขนาดหน้าปัด 43 มิลลิเมตร ซึ่งผสานทั้งเอกลักษณ์อันทรงพลังของคอลเลกชันนี้เข้ากับดีไซน์ที่สวมใส่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ตัวเรือนไทเทเนียมมาพร้อมการขัดเหลี่ยมมุมที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ส่วนขอบตัวเรือน (Bezel) และกระจกแซฟไฟร์ถูกออกแบบให้มีความโค้งมนเพื่อดีไซน์ที่ดูร่วมสมัยยิ่งขึ้น รวมไปถึงเม็ดมะยมแบบสกรูล็อกและปุ่มกดสำหรับฟังก์ชันจับเวลาซึ่งรังสรรค์ขึ้นด้วยเซรามิกสีดำยังถูกออกแบบให้มีความโค้งมนตอบรับกับเฉดสีเข้มและสีเทาของกลไกนาฬิกาได้อย่างลงตัวเพิ่มความน่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยการผสมผสานการขัดลายซาตินและการขัดเงาลบมุมด้วยมือบริเวณตัวเรือนและขอบตัวเรือนที่สร้างความแตกต่างที่โดดเด่นสะดุดตา

ฝาหลังไททาเนียมประดับแซฟไฟร์ยังมีการเก็บรายละเอียดส่วนกรอบด้วยการขัดลายซาติน พร้อมสลักคำว่า “Royal Oak Offshore Limited Edition of 100 Pieces” เน้นย้ำถึงความพิเศษของเรือนเวลารุ่นนี้


สุนทรียะความงามแบบงานสถาปัตยกรรม

นาฬิกาเรือนนี้ได้ปรับเปลี่ยนหน้าปัดให้แตกต่างจากแบบดั้งเดิมอย่างที่เคยเป็นมา ด้วยการรังสรรค์โครงสร้างของกลไกอันซับซ้อนที่นำเสนอความงามของหน้าปัดที่แปลกใหม่ ทั้งส่วนของหน้าปัดย่อยโครโนกราฟทั้งสองที่ดีไซน์มาให้โปร่งใสพร้อมกตกแต่งด้วยขอบหน้าปัดสีดำ เผยให้เห็นกลไกเคลื่อนไหวภายในได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ เฉดสีเข้มของกลไกยังช่วยขับเน้นให้เข็มนาฬิกาไวท์โกลด์ 18 กะรัต และตัวเลขบอกจำนวนนาทีที่ปรากฏอยู่บนขอบตัวเรือนด้านในสีดำยิ่งโดดเด่น เช่นเดียวกับโลโก้อักษรย่อ AP ในสีโรเดียมที่ดูสะดุดตาโดยไม่ต้องใช้ชื่อแบรนด์แบบยาว ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิค Galvanic growth นอกจากนี้การเลือกใช้เข็มโครโนกราฟสีแดงก็ยังช่วยเพิ่มสีสันให้กับหน้าปัดอีกด้วย

 

 

 

ความโดดเด่นของสายนาฬิกาที่สามารถถอดเปลี่ยนได้

นาฬิกาเรือนนี้ยังมาพร้อมกับระบบสายนาฬิกาที่สามารถถอดเปลี่ยนได้แบบใหม่ของโอเดอมาร์ ปิเกต์ที่ใช้กับนาฬิกาคอลเลกชันรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์รุ่นล่าสุดโดยเฉพาะ ซึ่งระบบการถอดเปลี่ยนสายนี้เป็นการล็อคสายนาฬิกาเข้ากับสลักและตัวล็อกบนตัวเรือนโดยตรง ถอดเปลี่ยนสายใหม่นี้เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนสายและหัวเข็มขัดของนาฬิกาเรือนใหม่เรือนนี้ได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ เพียงการกดปุ่มเพื่อปลดล็อคสาย ซึ่งเป็นการใช้ระบบกดสองครั้งเพื่อรักษาความปลอดภัยของนาฬิการเมื่อถูกสวมใส่บนข้อมือ

เรือนเวลาเรือนนี้มาพร้อมสายยางสีดำแบบถอดเปลี่ยนได้ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันพร้อมดีไซน์อันโดดเด่นของลายเส้นที่ลากต่อเนื่องมาจากสลักบริเวณตัวเรื่อนต่อเนื่องมาถึงสายนาฬิกา อีกทั้งยังมาพร้อมสายหนังจระเข้ที่ถูกเย็บเก็บขอบอย่าปราณีตด้วยมือ และเข็มขัดล็อกสายนาฬิกาไทเทเนียมขัดแบบแซนด์บลาสต์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโอเดอมาร์ ปิเกต์ที่ได้รับการออกแบบมาใหม่ให้ตอบรับกับสรีระข้อมือของผู้สวมใส่

คอลเลกชันรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์นี้ยังนำเสนอสายหนังลูกวัวแบบใหม่ที่มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ สีเบจ และสีน้ำตาลที่มาพร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายนาฬิกาได้ โดยในช่วงปลายปีนี้ โอเดอมาร์ ปิเกต์จะเผยโฉมสายนาฬิกายางและสายหนังจระเข้แบบอื่นๆ ให้เลือกเพิ่มเติมอีกด้วย

 

 

“Born in Le Brassus, raised around the world.”

 

 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

GRAND SEIKO Spring Drive

16 มี.ค. 2569

TISSOT srv

16 มี.ค. 2569

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้