MB&F Legacy Machine FlyingT Onyx

Last updated: 21 มี.ค. 2567  |  237 จำนวนผู้เข้าชม  | 

MB&F Legacy Machine FlyingT Onyx

แม้ว่าจะมีสิ่งที่เหนือความคาดหมายละความท้าทายที่เกิดขึ้นในชีวิต หากถอยออกมามองดู จะพบว่ามีรูปแบบและเป็นไปตามวัฏจักร นี่เป็นพื้นฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์ สำหรับ Maximilian Büsser และ MB&F ในทุกๆ 7 ปี พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้น และในปีที่ 7 ถือเป็นครั้งแรกที่คอลเลคชั่น Legacy Machine จาก MB&F ได้เผยโฉมอีกทั้งเป็นครั้งแรกที่ M.A.D.Gallery ได้เปิดตัวขึ้นในเจนีวา ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การสร้างสรรค์โคครีเอชั่นของ MB&F

ปีที่ 14 ของ MB&F ได้เปิดเส้นทางสู่การสำรวจศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกา ถือเป็นวิวัฒนาการที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของผู้ก่อตั้งและทางแบรนด์ ดั่งนาฬิกา Legacy Machine FlyingT ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 ถือเป็นงานศิลป์บอกค่าเวลาสามมิติเรือนแรกของ MB&F ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้หญิง

Legacy Machine FlyingT รุ่นใหม่ เผยความงามในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K ขอบตัวเรือนที่โค้งลาดชันและตัวเชื่อมสายที่เรียวยาว มักเสริมรายละเอียดด้วยการประดับเพชร ส่วนโดมคริสตัลแซฟไฟร์ทรงนูนสูงที่ประกอบขึ้นมาจากขอบตัวเรือนให้ความรู้สึกที่ดูหรูหรา ใต้โดมมีแผ่นฐานหน้าปัดทำด้วยหินโอนิกซ์

การจัดวางหน้าปัดที่ไม่สมมาตร เผยให้เห็นหัวใจในการทำงานของกลไกนาฬิกา LM FlyingT ซึ่งมาพร้อมฟลายอิ้งทูร์บิญองที่เดินด้วยความถี่ 2.5 เฮิร์ต (18,000 ครั้งต่อชั่วโมง) โดยกรงทูร์บิญองถูกจัดวางเหนือส่วนประกอบอื่นๆ ของกลไก ซึ่งพลังงานแบบจลศาสตร์ที่ขับเคลื่อนนี้อยู่ไม่ห่างจากยอดโดมคริสตัลแซฟไฟร์ ซึ่งด้านบนกรงทูร์บิญองประดับด้วยเพชรน้ำงามที่หมุนเคลื่อนที่ไปพร้อมกับกรงฟลายอิ้งทูร์บิญอง ดูเปล่งแสงสุกสกาวของอัญมณีคุณภาพ

ในตำแหน่ง 7 นาฬิกา ถือเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมในการจัดวางหน้าปัดนาฬิกา LM FlyingT โดยพื้นหน้าปัดหินออนิกซ์สีดำ แสดงเวลาชั่วโมงและนาทีผ่านเข็มนาฬิกาที่ออกแบบเป็นรูปทรง serpentine แผ่นหน้าปัดเอียงทำมุม 50° เพื่อให้ผู้สวมใส่เท่านั้นที่สามารถอ่านค่าเวลาได้ ถือเป็นการนำเสนอที่เน้นย้ำเอกลักษณ์ของนาฬิกา LM FlyingT

ด้านหลังตัวเรือน สามารถชมความงามของโรเตอร์ที่ทำจากเรดโกลด์ อกกแบบเป็นรูปดวงอาทิตย์พร้อมรัศมีแสงที่แกะสลักแบบสามมิติอย่างบรรจง ทำหน้าที่ขึ้นลานอัตโนมัติ โดยนาฬิกา LM FlyingT เมื่อขึ้นลานเต็มสามารถสำรองพลังงานได้นานสี่วัน

การออกแบบนาฬิกา Legacy Machine FlyingT นั้น เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจที่มาจากผู้หญิงและแม่ที่มีความสำคัญในชีวิตของ Maximilian Büsser โดยเขาได้กล่าวไว้ว่า “ผมอยากให้ LM FlyingT สะท้อนบุคลิกและคุณสมบัติของผู้หญิงในครอบครัวของผม โดยเฉพาะแม่ จึงได้ผสมผสานความสง่างามเข้ากับความมีชีวิตชีวา นอกจากนั้นเสาโครงสร้างของฟลายอิ้งทูร์บิญองยังมีความสำคัญ เพราะผมตระหนักดีว่าผู้หญิงเป็นดั่งเสาหลักของมนุษยชน ในเวลาเดียวกัน โรเตอร์รูปดวงอาทิตย์ยังสื่อความหมายถึงสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต

นาฬิกา Legacy Machine FlyingT เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 นำเสนอสามรุ่นด้วยกัน อาทิ ตัวเรือนผลิตจากไวท์โกลด์ประดับเพชร ตามมาด้วยรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นสองรุ่นในตัวเรือนเรดโกลด์ 18K และแพลตินัมที่มาพร้อมพื้นหน้าปัดสลักลายกิโยเช่ นับตั้งแต่ปี 2020 ผลงานในคอลเลกชัน FlyingT แต่ละปี ได้มีการนำเสนอพื้นหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยอัญมณีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ลาพิส ลาซูลี, มาลาไคต์, ไทเกอร์อาย และ 'คูร์ เดอ รูบิส' (อันโนไลท์) โดยล่าสุดในปี 2024 ได้นำเสนอนาฬิกา LM FlyingT Onyx โดดเด่นด้วยพื้นหน้าปัดออนิกซ์สีดำเข้มในตัวเรือนเยลโลโกลด์ 18K

แรงบันดาลใจจากผู้หญิง
ด้วยแรงบันดาลใจอันสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผลงาน Legacy Machine FlyingT ซึ่ง Maximilian Büsser มีความคิดที่จะสร้างนาฬิกาโดยนำแรงบันดาลใจมาจากผู้หญิงที่มีความสำคัญในชีวิตของเขา ซึ่งเขาได้กล่าวเสริมว่า “ผมออกแบบนาฬิกา MB&F มาจากสิ่งที่ผมชอบ การสร้างผลงานศิลปะเชิงจลศาสตร์ในรูปแบบประติมากรรมบอกเวลาสามมิติ ผมสร้างผลงานจากความชอบส่วนตัว ซึ่งเป็นวิธีเดียวในการสร้างผลงานที่ท้าทายและไม่เหมือนใครในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็มีความคิดที่จะสร้างบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้หญิงในครอบครัวของผม ซึ่งผมถูกรายล้อมไปด้วยผู้หญิงที่มีความสำคัญในชีวิต ดังนั้นผมจึงตัดสินใจลงมือทำนาฬิกาที่ท้าทายความสามารถเพื่อพวกเขา”

แรงบันดาลใจมาจากการผสมผสานคุณสมบัติที่ดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้ ผ่านการสื่อความหมายถึงความเป็นผู้หญิงที่มีความสำคัญในชีวิตของ Maximilian Büsser ความสง่างามที่เป็นกุญแจสำคัญ ที่กลายเป็นแรงดึงดูดความสนใจของคนรักนาฬิกา ผ่านเส้นสายและองค์ประกอบของนาฬิกา Legacy Machine FlyingT อีกทั้งยังมีรายละเอียดที่ประณีตเหมือนกับ Legacy Machine รุ่นอื่นๆ แต่เสริมความมีชีวิตชีวาด้วยฟลายอิ้งทูร์บิญองที่อยู่ตรงกลางหน้าปัด

เพื่อตอกย้ำความเป็นส่วนตัวของนาฬิกา LM FlyingT ดังนั้นจึงจัดวางแผ่นหน้าปัดบอกเวลาไว้ ณ ตำแหน่ง 7 นาฬิกา โดยทำมุมเอียง 50° หันหน้าเข้าหาผู้สวมใส่ สื่อถึงความหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นเจ้าของหรือผู้สวมใส่ Legacy Machine FlyingT เวลาเป็นของพวกเขาเท่านั้น

ปลดล็อคความเป็นผู้หญิงของ MB&F
“สิ่งที่ผมไม่คิดจะทำ” Maximilian Büsser กล่าวเสริมว่า “คือการนำนาฬิกาสำหรับผู้ชาย มาปรับขนาด หรือเปลี่ยนสีและเรียกนาฬิกาเรือนนั้นว่าเป็นนาฬิกาสำหรับผู้หญิง” การสร้างนาฬิกา MB&F แต่ละรุ่นถูกรังสรรค์จากขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดดั้งเดิมของ Max Büsser ความประณีตในการออกแบบโดย Eric Giroud และความชำนาญด้านกลไกจากทีมงานฝ่ายเทคนิคของแบรนด์ สุนทรียศาสตร์และการเชื่อมโยงปรัชญาถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างผลลัพธ์อันน่าทึ่ง นับตั้งแต่ Horological Machine N°5 “On The Road Again” ไปจนถึง Legacy Machine Perpetual ที่มีความซับซ้อนขั้นสูงเพื่อพิสูจน์ความสามารถทางด้านเทคนิค

เพื่อการนำเสนอรูปแบบที่ดูแตกต่าง ดังนั้นนาฬิกา LM FlyingT ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้หญิง ตัวเรือนจึงได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด คำนวณความสูงและเส้นผ่านศูนย์กลางเพื่อให้ได้โฟกัสที่เหมาะสมในการผลิตกระจกโดมคริสตัลแซฟไฟร์แบบนูนสูง ตัวเชื่อมสายถูกออกแบบให้เพรียวบางลง เน้นส่วนโค้งและมุมเอียงที่ดูลงตัวเพื่อสร้างความรู้สึกให้ดูหรูหรายิ่งขึ้น

เส้นสายของนาฬิกา LM FlyingT ถูกปรับและทำให้ดูมีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น อาทิ เข็มเวลาชั่วโมงและนาทีออกแบบเป็นรูปทรง serpentine นอกจากนั้นสายเส้นยังถูกเน้นย้ำไปถึงโรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติที่ออกแบบเป็นรูปดวงอาทิตย์ที่มีรัศมีแสง

การออกแบบนาฬิกา LM FlyingT ถูกเน้นรูปแบบที่ไม่สมมาตร ตั้งแต่การวางตำแหน่งหน้าปัดแสดงเวลา ณ ตำแหน่ง 7 นาฬิกา ไปจนถึงตำแหน่งหัวใจหลักของกลไกอย่างกลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองที่โผล่ขึ้นมาจากฐานหน้าปัด หรือแม้แต่กรงทูร์บิญองเองก็ยังมีความไม่สมมาตร โดยเลือกใช้สะพานจักรกลแบบโค้งสองชิ้นที่มีคานยื่นออกมา แทนที่จะเป็นสะพานจักรกลแบบสมมาตร จึงทำให้ผลงานรุ่นใหม่มีลักษณะเด่นกว่าทูร์บิญองรุ่นอื่นๆ ของ MB&F

สำหรับนาฬิกา Legacy Machine FlyingT เป็นการอ้างอิงถึงความสำคัญของผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับ Max Büsser ได้ชัดเจนที่สุด เช่น ลวดลายพระอาทิตย์ของโรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติ และโครงสร้างเสาของทูร์บิญอง ซึ่งตอกย้ำแนวคิดเรื่องการเป็นผู้ให้และซัพพอร์ตของผู้หญิงในชีวิต

เกี่ยวกับกลไก
โครงสร้างกลไกนาฬิกา Legacy Machine FlyingT ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกลไกนาฬิกาชั้นสูง ซึ่งรวมไปถึงนาฬิกา HM6 และ HM7 Aquapod การออกแบบกลไกนาฬิกาสมัยใหม่ส่วนใหญ่ กลไกถูกนำเสนอในแนวราบ แต่กลไกนาฬิกา LM FlyingT เลือกใช้แนวตั้งร่วมกับแกนฟลายอิ้งทูร์บิญอง สะท้อนความสามารถของช่างนาฬิกา ดึงดูดสายตาด้วยเอสเครปเมนท์แบบหมุนได้ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับฟลายอิ้งทูร์บิญองรุ่นอื่นๆ 

ตามชื่อของฟลายอิ้งทูร์บิญอง จะมีแกนอยู่ที่ฐานเท่านั้น โดยไม่มีสะพานจักรกลเพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ จึงต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของแกนเพื่อรองรับกลไก ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟลายอิ้งทูร์บิญองส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งที่สะดุดตา สำหรับ Legacy Machine FlyingT หลุดพ้นจากข้อจำกัดด้านความเสถียรของกลไกจึงทำให้ฟลายอิ้งทูร์บิญองสามารถทำงานได้อย่างคงที่

ความท้าทายในการสร้างนาฬิกา LM FlyingT คือกรงฟลายอิ้งทูร์บิญองด้านบน ซึ่งด้านหนึ่งเพื่อเป็นการรองรับน้ำหนักของกลไกให้สมดุล จึงมีการซ่อนตุ้มถ่วงไว้ใต้แท่นกลไก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของกรงทูร์บิญองด้านบน

และเพื่อการแสดงเวลาที่เที่ยงตรงเท่าที่จะเป็นไปได้บนหน้าปัดที่เอียงทำมุม 50° จึงมีการใช้เฟืองทรงกรวยเพื่อส่งแรงบิดอย่างเหมาะสมจากระนาบหนึ่งไปยังอีกระนาบหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ใช้ครั้งแรกในนาฬิการุ่น HM6 และต่อมาในรุ่น HM9 Flow

นาฬิกา Legacy Machine FlyingT ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 280 ชิ้น สามารถสำรองพลังงานได้นานถึงสี่วัน (100 ชั่วโมง) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่ดีที่สุดของ MB&F ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงความก้าวหน้าและความเชี่ยวชาญ รวมถึงประสบการณ์ของแบรนด์

เกี่ยวกับ MB&F ต้นกำเนิดแห่งแนวคิดห้องปฏิบัติการด้านเครื่องจักรกลบอกเวลา
ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2005 MB&F คือห้องปฏิบัติการเครื่องจักรกลบอกเวลาแนวคิดใหม่แห่งแรกของโลก ด้วยชุดกลไกที่น่าทึ่งเกือบ 20 ชุด ที่สร้างฐานอันมั่นคงให้กับเครื่องจักรกลบอกเวลาอันมีชื่อเสียง ทั้งในคอลเลกชัน Horological Machines และ Legacy Machines โดยเอ็มบีแอนด์เอฟ ยังคงดำเนินรอยตามวิสัยทัศน์ของ Maximilian Büsser (แม็กซิมิเลียน บูซเซอร์) ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการด้านการสร้างสรรค์ในการสร้างศิลปะจลศาสตร์สามมิติที่แตกต่างจากการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิม

หลัง 15 ปีของการบริหารงานให้กับเหล่าแบรนด์นาฬิกาอันทรงเกียรติ แม็กซิมิเลียน บูซเซอร์ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร ณ Harry Winston ในปี ค.ศ. 2005 เพื่อสร้างสรรค์แบรนด์ MB&F ที่ย่อมาจาก Maximilian Büsser & Friends โดย MB&F เป็นห้องปฏิบัติการเชิงศิลป์และวิศวกรรมจุลภาค ที่ทุ่มเทให้กับการออกแบบและประดิษฐ์รังสรรค์นาฬิกาตามแนวคิดสุดขั้ว ด้วยจำนวนการผลิตไม่มาก แต่เป็นการรวบรวมเหล่ายอดฝีมือและมืออาชีพด้านเครื่องบอกเวลาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ที่บูซเซอร์ทั้งให้ความเคารพและสนุกกับการทำงานร่วมกัน

ในปี ค.ศ. 2007 MB&F เปิดตัวนาฬิกา Horological Machine รุ่นแรกใน HM1 ภายใต้ประติมากรรมตัวเรือนสามมิติและเครื่องยนต์ (กลไก) ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม ซึ่งได้มอบมาตรฐานให้กับเหล่านาฬิกาในตระกูล Horological Machine รุ่นถัดมา ที่นับเป็นแมชชีน (Machines) ทุกๆ เรือนซึ่งบอกเวลาได้ มิใช่เป็นเพียงในฐานะเครื่องบอกเวลาเท่านั้น โดย Horological Machine ได้ออกสำรวจมาแล้วทั้งในโลกอวกาศ HM2, HM3, HM6, ท้องฟ้า HM4, HM9, ท้องถนน HM5, HMX, HM8 และอาณาจักรของสัตว์ HM7, HM10

ในปี ค.ศ. 2011 MB&F เปิดตัวคอลเลกชัน Legacy Machine ภายใต้ตัวเรือนทรงกลมร่วมสมัย โดยผลงานเหล่านี้เป็นมากกว่าความคลาสสิกซึ่งรังสรรค์ขึ้นเพื่อสดุดีให้กับความเป็นเลิศของการประดิษฐ์นาฬิกาในศตวรรษที่ 19 โดยการตีความใหม่ให้กับความซับซ้อนจากเหล่านักประดิษฐ์นวัตกรรมเรือนเวลาผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัย เริ่มจากผลงาน LM1 และ LM2 จากนั้นจึงตามมาด้วย LM101 ที่นับเป็นเครื่องจักรบอกเวลาหรือแมชชีนของ MB&F รุ่นแรก ที่นำเสนอด้วยกลไกซึ่งพัฒนาขึ้นทั้งหมดภายในโรงงานของตนเอง (in-house) ก่อนจะขยายคอลเลกชันนี้ไปสู่ความสมบูรณ์แบบและซับซ้อนของทั้งผลงาน LM Perpetual, LM Split Escapement และ LM Thunderdome โดยในปี ค.ศ. 2019 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กับการสร้างสรรค์ เอ็มบีแอนด์เอฟ แมชชีน รุ่นแรกที่อุทิศให้กับสุภาพสตรี นั่นคือ LM FlyingT และ MB&F ได้เฉลิมฉลอง 10 ปีของ Legacy Machine ในปี ค.ศ. 2021 ด้วย LMX ซึ่งโดยปกติแล้ว MB&F จะสลับระหว่างการเปิดตัว Horological Machines อันร่วมสมัยและแปลกแหวกแนวไปจากประเพณีดั้งเดิม กับผลงานของ เลกาซี แมชชีน ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ โดยมี F ที่หมายถึงผองเพื่อน (Friends) และเป็นไปโดยธรรมชาติที่ MB&F ได้พัฒนาความร่วมมือขึ้นมากมายร่วมกับเหล่าศิลปิน ช่างนาฬิกา นักออกแบบ และผู้ผลิต ที่พวกเขาต่างยกย่อง

และด้วยความร่วมมือนี้เองที่ได้นำพามาซึ่งสองสาขาใหม่ นั่นคือศิลปะการแสดง (Performance Art) และความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์ (Co-creations) ขณะที่ชิ้นงานศิลปะการแสดงนั้นคือแมชชีนรุ่นต่างๆ ของ MB&F ที่ได้นำมากลับมารังสรรค์ใหม่อีกครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์จากนอกองค์กร กับความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงนาฬิกาข้อมือ แต่ยังรวมไปถึงประเภทอื่นๆ ของเครื่องยนต์จักรกลหรือแมชชีน ที่ผ่านการคิดค้นทางวิศวกรรมและรังสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือโดยเหล่าผู้ผลิตนาฬิกาสวิสจากแนวคิดและงานออกแบบของ เอ็มบีแอนด์เอฟ และผลงานหลายๆ ชิ้นจากความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์เหล่านี้ อาทิ นาฬิกาคล็อกบอกเวลาที่สร้างสรรค์ขึ้นร่วมกับ เลเป 1839 (L’Epée 1839) เช่นเดียวกับความร่วมมืออื่นๆ กับ รูช (Reuge) และคารันดาช (Caran d’Ache) ที่ได้สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบของศิลปะจักรกลไว้ด้วยกัน

และเพื่อมอบสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องยนต์จักรกลหรือแมชชีนเหล่านี้ทั้งหมด บูซเซอร์ได้มีแนวคิดของการจัดแสดง ผลงานเหล่านี้ไว้ภายในแกลลอรีศิลปะ ร่วมไปกับอีกหลากหลายรูปแบบของศิลปะจักรกลที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินแขนงอื่นๆ ที่เป็นมากไปกว่าการจัดแสดงหน้าร้านเหมือนทั่วไป และนั่นได้นำมาสู่การสร้างสรรค์ของ MB&F M.A.D.Gallery (M.A.D. หมายถึง Mechanical Art Devices) แห่งแรกขึ้นในเจนีวา ซึ่งต่อมายังได้เปิดตัวตามมาโดยเหล่าแมดแกลลอรีแห่งต่างๆ ทั้งในไทเป ดูไบ และฮ่องกง

มากไปกว่านั้น ยังมีรางวัลอันโดดเด่นอีกมากมายที่ย้ำเตือนถึงธรรมชาติแห่งนวัตกรรมการเดินทางสร้างสรรค์สำหรับ เอ็มบีแอนด์เอฟ ซึ่งหากจะกล่าวถึงบางส่วนแล้ว มีไม่น้อยกว่า 9 รางวัลจากเวทีอันมีชื่อเสียงและทรงเกียรติสูงสุดของ Grand Prix d'Horlogerie de Genèv) ซึ่งรวมไปถึงรางวัลสูงสุด อย่าง เข็มทองคำ (“Aiguille d’Or”) ที่มอบให้กับนาฬิกายอดเยี่ยมแห่งปี โดยในปี ค.ศ. 2022 LM Sequential EVO ได้รับรางวัลเข็มทองคำ (Aiguille d’Or) ขณะที่ M.A.D.1 RED คว้ารางวัลประเภทชาเลนจ์ (‘Challenge’) มาได้สำเร็จ เช่นเดียวกับใน ค.ศ. 2021 ที่เอ็มบีแอนด์เอฟ ได้รับสองรางวัลอันทรงเกียรติ โดยรางวัลหนึ่งสำหรับผลงานรุ่น แอลเอ็มเอ็กซ์ (LMX) ในฐานะนาฬิกาสลับซับซ้อนสำหรับสุภาพบุรุษยอดเยี่ยม (Best Men’s Complication) และอีกหนึ่งรางวัลจาก LM SE Eddy Jaquet ‘Around The World in Eighty Days’ ในประเภท ‘งานหัตถศิลป์’ (‘Artistic Crafts’) ขณะที่ในปี ค.ศ. 2019 จากรางวัลนาฬิกาสลับซับซ้อนสำหรับสุภาพสตรียอดเยี่ยม (Best Ladies Complication) ที่มอบให้กับ LM FlyingT และในปี ค.ศ. 2016 จาก LM Perpetual ที่ชนะรางวัลนาฬิกาปฏิทินยอดเยี่ยม (Best Calendar Watch) หรือเช่นในปี ค.ศ. 2012 ที่ Legacy Machine No.1 ได้คว้ารางวัลทั้งในสาขารางวัลสาธารณชน (Public Prize) (ซึ่งโหวตโดยเหล่าคนรักเรือนเวลา) และรางวัลนาฬิกาสุภาพบุรุษยอดเยี่ยม (Best Men’s Watch Prize) (โหวตให้โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ) และในปี ค.ศ. 2010 เอ็มบีแอนด์เอฟ ชนะรางวัลนาฬิกาคอนเซปต์และงานออกแบบยอดเยี่ยม (Best Concept and Design Watch) จากผลงานรุ่น HM4 Thunderbolt ส่วนในปี ค.ศ. 2015 เอ็มบีแอนด์เอฟได้รับรางวัลยอดเยี่ยมของ Red Dot: Best of the Best ซึ่งนับเป็นรางวัลสูงสุดของการมอบรางวัลระดับสากล Red Dot Awards จากผลงานรุ่น HM6 Space Pirate

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้