Last updated: 1 ก.ค. 2568 | 627 จำนวนผู้เข้าชม |
การแสวงหาความแม่นยําระดับสูง เป็นรากฐานของค่านิยมแห่ง Grand Seiko มาตั้งแต่นาฬิการุ่น แรกที่สร้างขึ้นในปี 1960 โดยในอีกไม่ถึง 10 ปีให้หลัง Grand Seiko ก็ได้นําเสนอกลไกจักรกล V.F.A. ซึ่งย่อมาจาก “Very Fine Adjusted” (เวรี ไฟน์ แอดจัสเต็ด) ที่แปลว่าการปรับตั้งความแม่นยําอย่างละเอียดมากๆ ซึ่งถูกใช้ครั้งแรกในปี 1969 เพื่อบ่งบอกถึงนาฬิกาที่ได้รับการปรับแต่งด้วยความชํานาญจนสามารถ ให้อัตราความแม่นยําได้อย่างน่าทึ่งถึงระดับไม่เกิน 1 นาทีต่อเดือน ล่วงมาถึงปลายทศวรรษ 1970s การพัฒนากลไก สปริงไดรฟ์ ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายที่จะผสมผสานระบบการให้พลังงานแบบดั้งเดิมด้วย สปริงลาน เข้ากับความก้าวหน้าของการผลิตนาฬิกาอิเล็กทรอนิกล้ําสมัยได้อย่างกลมกลืน และในปี 2004 Grand Seiko ก็ได้เปิดตัวกลไก สปริงไดรฟ์ คาลิเบอร์ 9R65 ที่จับคู่การขึ้นลานแบบอัตโนมัติที่ให้พลังงานสํารองได้ถึง 72 ชั่วโมง เข้ากับเทคโนโลยีที่ทําให้สามารถมอบอัตราความแม่นยําได้ถึงระดับไม่เกิน 15 วินาทีต่อเดือน อันเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยสปริงลาน
วันนี้ มรดกแห่งความแม่นยําในการสร้างนาฬิกาได้ก้าวขึ้นสู่ระดับใหม่ด้วยการเปิดตัวกลไก สปริง ไดรฟ์ คาลิเบอร์ 9RB2 ซึ่งได้รับการรับรองด้วยเกณฑ์มาตรฐานใหม่ U.F.A. ที่ย่อมาจาก “Ultra Fine Accuracy” (อัลตรา ไฟน์ แอคคิวเรซี) ซึ่งแปลว่า “ความแม่นยําระดับสูงเป็นพิเศษ” กลไกสุดล้ํานี้มอบความแม่นยําในระดับที่มิได้วัดเป็นวินาทีต่อวัน ต่อสัปดาห์ หรือต่อเดือน แต่วัดจากความแม่นยําตลอดระยะเวลา 1 ปี กลไกอัตโนมัติ U.F.A. คาลิเบอร์นี้ให้อัตราความแม่นยําในการทํางานต่อปีอย่างน่าทึ่งถึงระดับไม่เกิน 20 การออกแบบกลไกให้มีขนาดกะทัดรัด นาฬิการุ่นใหม่ที่บรรจุกลไกคาลิเบอร์นี้จึงใช้ตัวเรือนที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 37 มิลลิเมตร ทําให้เป็นรุ่นที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดานาฬิกากลไกซีรี่ส์ 9R ณ ปัจจุบัน ซึ่ง เหมาะอย่างยิ่งสําหรับผู้ที่มีข้อมือขนาดเล็ก
คาลิเบอร์ 9RB2 เจเนอเรชั่นต่อไปของกลไก สปริงไดรฟ์
กลไกคาลิเบอร์ใหม่นี้ ให้ความแม่นยําถึงระดับไม่เกิน 20 วินาทีต่อปี อันเป็นผลมาจากการใช้วิธีและ กระบวนการการผลิตแบบใหม่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นจากการใช้ ควอตซ์ ออสซิลเลเตอร์ ที่ถูกบ่มเป็นเวลา 3 เดือน และการออกแบบวงจรรวมขึ้นมาใหม่ อีกทั้งความถี่ของ ควอตซ์ ออสซิลเลเตอร์ แต่ละชิ้นจะถูกวัดที่อุณหภูมิแตกต่างกันหลายระดับ โดยข้อมูลผลลัพธ์ที่จําเป็นสําหรับการชดเชยอุณหภูมิถูกตั้งโปรแกรมไว้ที่ วงจรรวมชนิดใช้พลังงานต่ำเช่นเดียวกับกลไก สปริงไดรฟ์ ซีรี่ส์ 9RA ทั้งออสซิลเลเตอร์และเซ็นเซอร์ถูก ผนึกแบบสุญญากาศเพื่อลดความแตกต่างของอุณหภูมิและป้องกันผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น ความชื้น ไฟฟ้าสถิต และแสง จึงสามารถปรับตั้งอุณหภูมิได้อย่างแม่นยํา และทําให้ ควอตซ์ ออสซิลเลเตอร์ มีประสิทธิภาพและมีความเสถียร อีกทั้งกลไกคาลิเบอร์ใหม่นี้ยังเป็นครั้งแรกที่กลไก สปริงไดรฟ์ มีสวิตช์ควบคุม ซึ่งสามารถปรับตั้งได้เมื่อทําการซ่อมบํารุง เพื่อปรับระดับความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อนาฬิกาถูกใช้งานมาเป็นเวลานาน
ความสวยงามของกลไกเผยให้เห็นผ่านฝาหลังกรุกระจกแซพไฟร์ โดยสร้างความแวววาวด้วยพื้นผิวที่ถูกขัดเงาดุจกระจกบนแนวลาดของส่วนขอบ ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ของ ชินชู วอทช์ สตูดิโอ อันเป็นแหล่งผลิตนาฬิการุ่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความงามอันเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของญี่ปุ่นที่โดดเด่นด้วยเสน่ห์ของความสง่างามอย่างเรียบง่าย ชิ้นทับทิมที่ปรากฎเปรียบเสมือน ดวงดาวที่เปล่งประกายระยิบระยับอยู่เหนือภูเขา ในช่วงต้นฤดูหนาว ขณะที่พื้นผิวกลไกซึ่งถูกตกแต่งอย่างละเอียดอ่อนนั้นสะท้อนถึงนํ้าค้างแข็งในฤดูหนาวที่ปกคลุมเหล่าต้นไม้ในชินชู ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนาฬิกา Grand Seiko กลไก สปริงไดรฟ์ ทุกเรือน
เก็บภาพความงามของป่าน้ำแข็งในชินชู
ทั้ง 2 รุ่น ปรากฎข้อความ “SPRING DRIVE UFA” ที่ตําแหน่ง 6 นาฬิกา เพื่อเน้นย้ําาให้ทราบถึงความแม่นยําอันเป็นเลิศ
ทางทิศตะวันออกของ ชินชู วอทช์ สตูดิโอ คือ ที่ราบสูง คิริกามิเนะ ซึ่งสามารถพบเห็นเหล่าต้นไม้ที่ ถูกปกคลุมด้วยน้ําค้างแข็งได้ในช่วงฤดูหนาว ลายผิวอันประณีตบนหน้าปัดของทั้ง 2 รุ่น จับภาพความงามของป่าน้ําแข็งแห่งนี้ด้วยเทคนิคการตกแต่งหลายชนิดร่วมกันสร้างสรรค์ให้เกิดโทนสีฟ้าอ่อนที่ดูละเมียดละไมแต่สะดุดตา หน้าปัดของรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมจะมากับสีฟ้าอมเงิน ชวนให้นึกถึงป่าน้ําแข็งที่มองเห็น ในขณะอากาศสดใส พร้อมเสริมเสน่ห์ด้วยเข็มวินาทีที่ผ่านการให้อุณหภูมิสูงจนเกิดเป็นสีน้ำเงิน ส่วนรุ่นตัวเรือนแพลทินัม จะมากับหน้าปัดสีฟ้าในโทนที่เข้มกว่าเล็กน้อย นํามาซึ่งการเป็นฉากหลังสุดประณีตให้กับการเคลื่อนไหวอันราบรื่นของเข็มวินาทีสีเงิน
นาฬิกาทั้ง 2 รุ่น ถูกบรรจุไว้ในคอลเลกชั่น Evolution 9 ซึ่งใช้ดีไซน์ที่เป็นการสานต่อดีไซน์แบบ แก รนด์ ไซโก สไตล์ อันมีที่มาจากรุ่น 44GS อันโด่งดังในปี 1967 เข็มและหลักชั่วโมงแบบเซาะร่องที่มีความ โดดเด่นสูงของดีไซน์แบบ เอโวลูชั่น ไนน์ สไตล์ ทําให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจน พื้นผิวตัวเรือนถูกขับเน้นความ งดงามจากการขัดเงาด้วยเทคนิคซารัตสึ เอกลักษณ์ของ Grand Seiko ซึ่งทําให้เกิดความเงาดุจกระจกที่ ปราศจากการบิดเบือนของภาพสะท้อน สลับกับการตกแต่งด้วยการขัดลายแบบแฮร์ไลน์เพื่อมอบประกายที่กลมกล่อม ตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตร ถูกออกแบบให้เกิดความสบายในการสวมใส่เป็นพิเศษด้วยการมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ในขณะที่สายถูกออกแบบให้มีความหนาที่เหมาะสมและมีความกว้างที่ มากกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดตัวเรือน ทําให้เกิดความสมดุลและสวมใส่ได้พอดีกับข้อมือ โดยรุ่นตัวเรือน แพลทินัม 950 นั้นมาพร้อมกับสายหนังจระเข้ ขณะที่รุ่นตัวเรือนไทเทเนียมมาคู่กับสายไทเทเนียมพร้อมตัวล็ อกที่พัฒนาขึ้นใหม่ให้สามารถปรับตั้งได้อย่างละเอียดถึง 3 ระดับในช่วงระยะละ 2 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องใช้ เครื่องมือใด ๆ จึงสามารถปรับขนาดให้กระชับพอดีกับข้อมือได้มากขึ้นเพื่อเพิ่มความสบายในขณะสวมใส่
นาฬิกาทั้ง 2 รุ่นจะพร้อมจําหน่ายในเดือนมิถุนายน 2025 โดยรุ่นตัวเรือนแพลทินัม 950 เป็นการ ผลิตแบบ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่จํากัดจํานวนไว้เพียง 80 เรือน โดยจะมีจําหน่ายที่ แกรนด์ ไซโก บูติก เท่านั้น ส่วนรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมความหนาแน่นสูง จะมีจําหน่ายทั้งที่ แกรนด์ ไซโก บูติก และตัวแทนจําหน่ายหลายแห่งทั่วโลก
26 ส.ค. 2568
28 ส.ค. 2568
28 ส.ค. 2568