Last updated: 9 ม.ค. 2569 | 316 จำนวนผู้เข้าชม |
Boucheron เมซงจิวเวลรี่ชั้นสูงจากประเทศฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1858 โดย เฟรเดอริก บูเชอรง (Frédéric Boucheron) ผู้มีวิสัยทัศน์อันก้าวไกลและจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก เขาเริ่มต้นเส้นทางในวงการเครื่องประดับตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี ด้วยการเข้าฝึกงานกับช่างอัญมณีชื่อดังในกรุงปารีส ก่อนจะเปิดบูติกของตนเองที่ Palais Royal ภายใต้แนวคิดที่ล้ำสมัย สร้างสรรค์เครื่องประดับที่ไม่เพียงงดงามแต่ยังสามารถสวมใส่ได้จริง ซึ่งนับเป็นการพลิกโฉมวงการจิวเวลรี่ชั้นสูงในยุคนั้น เมื่อแบรนด์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เขาจึงย้ายบูติกมายังบ้านเลขที่ 26 Place Vendôme ซึ่งกลายเป็นเมซงแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในย่านนี้ และยังคงเป็นที่ตั้งของ Boucheron จนถึงปัจจุบัน เฟรเดอริก บูเชอรง เป็นนักประดิษฐ์ผู้ไม่เคยหยุดแสวงหาแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นผืนผ้า ริบบิ้น ธรรมชาติ หรือความงามของสตรีในแต่ละยุคสมัย ผลงานของเขาโดดเด่นด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานวงการ จิวเวลรี่ระดับโลกมาจนถึงทุกวันนี้
นับตั้งแต่ก่อตั้ง Boucheron ไม่เคยหยุดพัฒนาเครื่องประดับออกมาสู่สายตาผู้คน ตั้งแต่คอลเลกชั่นไฮจิวเวลรี่สุดประณีต ไปจนถึงผลงานคลาสสิก และคอลเลกชั่นไอคอนิกอย่าง Quatre ที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของเมซงซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2004 จากการนำลวดลายทางประวัติศาสตร์ของเมซงทั้งสี่โมทิฟมาร้อยเรียงรวมกันเป็นหนึ่งเดียวบนวงแหวน โดยทั้งสี่แบบถือกำเนิดจากการค้นพบโมทิฟทรงห่วงต่างลวดลายในแผนกจัดเก็บเอกสารและตัวอย่างงานอันทรงคุณค่าของ Boucheron ซึ่งประกอบไปด้วย Grosgrain (กรอสเกรน) Line of Diamonds งานฝังเพชรแถว Clou de Paris (กลู เดอ ปารีส์) และ Double Godron (ดับเบิล โกดรง)
คอลเลกชั่น Quatre ของ Boucheron เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2004 จากแนวคิดการนำลวดลายทางประวัติศาสตร์ของเมซงทั้งสี่โมทิฟมาร้อยเรียงรวมกันเป็นหนึ่งเดียวบนวงแหวน โดยทั้งสี่แบบถือกำเนิดจากการค้นพบโมทิฟทรงห่วงต่างลวดลายในแผนกจัดเก็บเอกสารและตัวอย่างงานอันทรงคุณค่าของ Boucheron ซึ่งประกอบไปด้วย Grosgrain (กรอสเกรน) ลายริ้วเนื้อผ้าไหมที่นิยมนำมาทำริบบิ้น Line of Diamonds งานฝังเพชรแถวเดี่ยวที่เปล่งประกาย Clou de Paris (กลู เดอ ปารีส์) ลวดลายที่ถอดแบบจากลายปูถนนในมหานครปารีส และ Double Godron (ดับเบิล โกดรง) ลายวงแหวนประกบคู่
ทั้ง 4 โมทิฟคือคำจำกัดความที่ชัดเจนของ Quatre ผลงานซึ่งถือกำเนิดจากการหลอมรวมมรดกความสำเร็จในอดีตโดยอาศัยแนวทางอนาคตนิยม แต่ละลวดลายล้วนถูกค้นพบในแผนกจัดเก็บเอกสารสำคัญและตัวอย่างผลงานของเมซง เพื่อนำมาถ่ายทอดเรื่องราวเกียรติภูมิทางประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ ของ Boucheron ดังนั้นแต่ละลวดลายของ Quatre จึงแฝงไว้ด้วยความหมายอันลึกซึ้ง




งานหัตถศิลป์ของ Boucheron คือความประณีตไร้ที่ติในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบอัตราธาตุของโลหะผสมสำหรับโครงสร้างตัวเรือน ไปจนถึงขั้นตอนการประกอบวงแหวนทั้งสี่ลวดลายที่แตกต่างกัน ซึ่งทุกกระบวนการล้วนต้องอาศัยความแม่นยำสูงสุด หากคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายของชิ้นงานทั้งหมดจนต้องเริ่มต้นใหม่ และด้วยกรรมวิธีอัดประกอบแทนการติดกาวหรือบัดกรี เสียง “คลิก” เบาๆ ในขั้นตอนสุดท้ายจึงเป็นสัญญาณแห่งความสมบูรณ์แบบของงานฝีมือ Boucheron อย่างแท้จริง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างทักษะอันเชี่ยวชาญของช่างฝีมือแห่งเมซงและวิทยาการดิจิทัลล้ำสมัย อย่างเช่นการหล่อทองคำขึ้นรูปให้ได้สัดส่วนที่ลงตัวระหว่างโครงสร้างภายในและภายนอก เพื่อเติมเต็มเทคนิคการสร้างสรรค์ตามวิถีดั้งเดิมได้อย่างไร้ที่ติ เพราะความสมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียดของกระบวนการผลิต จำเป็นต้องอาศัยความประณีตและความแม่นยำสูงสุด ในระดับที่เพียงน้ำมือมนุษย์ก็ยังมิอาจจัดการได้ ดังนั้นวิทยาการดิจิทัลจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างสรรค์นี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเมซง Boucheron ได้รังสรรค์ชิ้นงานพิเศษเพื่อถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกและการทดลองสิ่งใหม่ พร้อมมอบมุมมองที่แตกต่างให้กับผลงานไอคอนิกในคอลเลกชั่น Quatre ผ่านการเปิดตัว Innovation Capsule แคปซูลนวัตกรรมที่ผลักดันขีดจำกัดทางความคิดสร้างสรรค์ และนำความก้าวหน้าทางเทคนิคจากคอลเลกชั่นไฮจิวเวลรี่มาต่อยอด สู่การตีความเครื่องประดับชิ้นเอกของเมซงในมิติใหม่ แคปซูลแรกเปิดตัวในปี 2020 ด้วยแหวนและกำไลจากคอลเลกชั่น Quatre ที่ผสานผ้าเดนิมเข้ากับทองคำขาวและเพชรอย่างวิจิตร ภายใต้ฝีมือของ Claire Choisne และทีมวิจัยของเมซง

ในปี 2021 เมซง Boucheron ได้ร่วมมือกับบริษัทสัญชาติฝรั่งเศสที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตชิ้นส่วนกระจกด้วยเทคนิคพิเศษ เพื่อพัฒนาเทคนิคการเคลือบผิวแบบโฮโลกราฟิกที่เปล่งประกายเมื่อนำมาพ่นลงบนเซรามิกและเคลือบซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งปรากฏให้เห็นในวงแหวนรุ่น Quatre

ต่อมาในปี 2023 เมซงได้ตีความผลงานชิ้นไอคอนิกอย่าง Quatre อีกครั้งด้วยวงแหวนที่รังสรรค์ขึ้นจากแมกนีเซียมและอะลูมิเนียมที่ถึงแม้รูปลักษณ์จะดูสนุกสนาน แต่กลับแฝงไว้ด้วยความซับซ้อนทางเทคนิค เนื่องจาแมกนีเซียมและอะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักที่เบากว่าทองมากถึง 8 ถึง 10 เท่า การประดับเพชรจึงต้องทำด้วยความประณีตเพราะกระเปาะเพชรที่ทำจากอะลูมิเนียมมีความบอบบางสูง และไม่สามารถทดแทนได้ถ้าหากเกิดความเสียหายในขั้นตอนนี้ นี่จึงถือเป็นความท้าทายของช่างฝีมือระดับสูงอย่างแท้จริง

ในปี 2024 เมซงได้สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งกับแหวน Quatre 5D Memory ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลด้วยแสงระดับนาโน "5D Memory" มาใช้เพื่อบรรจุผลงานเสียงไว้ภายในโมทิฟ Clou de Paris โดยใช้วัสดุ Glassomer® ในการสลักองค์โครงสร้างของแหวน (ยกเว้น Line of Diamonds ที่ยังคงใช้ทองคำขาว) นี่ถือเป็นครั้งแรกของวงการไฮจิวเวลรี่ที่เทคโนโลยีล้ำยุคระดับนี้ถูกนำมาใช้เพื่อจุดประสงค์ทางศิลปะอย่างแท้จริง สำหรับ Boucheron นวัตกรรมไม่ใช่เพียงการคิดค้นเทคนิคใหม่ แต่คือการก้าวข้ามขีดจำกัดของจินตนาการผ่านความร่วมมือที่ไร้กรอบระหว่างศาสตร์และศิลป์ด้วยความเชี่ยวชาญของทีมวิจัยและวิสัยทัศน์ของเมซง

และล่าสุดในปี 2025 เมซง Boucheron ได้นำเสนอแคปซูลคอลเลกชั่นที่ถือกำเนิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของเมซงในการแสวงหานวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง โดยได้นำ Quatre มาตีความในรูปแบบใหม่ผ่านเทคนิคการพิมพ์ทรายสามมิติอันล้ำสมัย โดย แคลร์ ชวส์น ได้เลือกนำทรายสีดำมาผสานเข้ากับทองคำสีเหลืองเพื่อรังสรรค์ขึ้นเป็นกำไลข้อมือแบบวงกลมและแบบคัฟฟ์ ชึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์เส้นสายกราฟิกและความงดงามในแบบแม็กซิมัลลิสต์ ทำให้ผลงานนี้เป็นการหลอมรวมระหว่างสไตล์และนวัตกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ

ในวาระครบรอบ 20 ปีของคอลเลกชั่น แคลร์ ชวส์เน่ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Boucheron ได้ยกระดับดีไซน์ดั้งเดิมให้โดดเด่นยิ่งขึ้นผ่านคอลเลกชั่น Quatre Classique Tube ด้วยโครงสร้างทรงหลอด หรือท่อกลวงทำจากทองคำขัดเงา แต่ละชิ้นงานสะท้อนความงามของเหลี่ยมมุมในมิติทางสถาปัตยกรรมอย่างแยบยล รังสรรค์เป็นประติมากรรมจิวเวลรี่ที่สามารถสวมใส่ได้อย่างงดงามและร่วมสมัย
10 ม.ค. 2569
5 ม.ค. 2569
22 ธ.ค. 2568
5 ม.ค. 2569