ORIS Big Crown Pointer Date

Last updated: 20 ม.ค. 2569  |  24 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ORIS Big Crown Pointer Date

ORIS ถูกถ่ายทอดอย่างเด่นชัดผ่านนาฬิกา Big Crown Pointer Date เวอร์ชั่นผลิตแบบไม่จำกัดจำนวน ซึ่งเป็นดีไซน์ที่เหล่านักสะสมเรียกขานกันว่ารุ่น “Bullseye”

BE INDEPENDENT
Big Crown Pointer Date คือไอคอนของ Oris สร้างสรรค์โดยนักคิดอิสระ เพื่อผู้ที่มีจิตใจเปิดกว้างและใฝ่ค้นหาตลอดระยะเวลากว่า 120 ปี เรื่องราวของ Oris คือเรื่องราวของความเป็นอิสระทางความคิด ในเชิงโครงสร้างทางธุรกิจ เราเป็นบริษัทอิสระที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทใด และไม่ได้อยู่ภายใต้การถือครองของนักลงทุนแฝงที่มุ่งหวังผลกำไรระยะสั้นจากการซื้อขาย

ในทางปฏิบัติ นั่นหมายความว่าเรามีอิสระในการตัดสินใจด้วยตัวเอง และเลือกเดินบนเส้นทางที่เราเชื่อว่าถูกต้อง ทั้งสำหรับเราและสำหรับลูกค้าของเรา นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์เฉพาะนาฬิกาจักรกล เหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับผู้คนและโลกใบนี้ รวมถึงความเคารพอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการดำเนินงาน และเหตุผลที่เราเชื่อมั่นในการผลิตนาฬิกาที่ให้คุณค่ากับแก่นแท้มากกว่าสถานะ นี่คือตัวตนของเรา และเป็นสิ่งที่เราเป็นมาโดยตลอด


นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ Oris ได้รับการยอมรับมาโดยตลอดจากผู้หลงใหลในนาฬิกาที่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นอิสระของตนเอง ผู้ที่รู้ในสิ่งที่ตนเชื่อ และมุ่งมั่นไล่ตามความฝันด้วยวินัยและความทุ่มเท แทนที่จะเดินตามกระแส นี่คือจุดยืนที่ได้มาด้วยความพยายามอย่างแท้จริง และเราภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่มีลูกค้าที่เชื่อมั่นใน Oris จากทั่วโลก ซึ่งยึดมั่นในปรัชญาการคิดอย่างอิสระเช่นเดียวกัน

หนึ่งในตัวอย่างอันโดดเด่นของแนวคิดนี้คือ Big Crown Pointer Date นาฬิกาที่เราเปิดตัวขึ้นสำหรับนักบินในปี 1938 ด้วยเม็ดมะยมขนาดใหญ่ ตัวเลขอารบิกขนาดใหญ่ และฟังก์ชั่นเข็มชี้บอกวันที่อันเป็นเอกลักษณ์ ดีไซน์ที่เรียบง่าย สง่างาม และคำนึงถึงการใช้งานตามหลักสรีรศาสตร์นี้ ได้พิสูจน์คุณค่าของตนเองเหนือกาลเวลา เกือบเก้าทศวรรษต่อมา Big Crown Pointer Date ก็ยังคงอยู่ในฐานะไอคอนของ Oris

และในวันนี้ เรื่องราวนั้นยังคงดำเนินต่อไปกับ Big Crown Pointer Date “Bullseye”

IN THE EYE OF THE STORY
หลังจากห่างหายไปเกือบสามทศวรรษ Big Crown Pointer Date “Bullseye” กลับมาอีกครั้ง ในฐานะดีไซน์นาฬิกาเหนือกาลเวลาที่บอกเล่าเรื่องราวแห่งความเป็นอิสระของ Oris

เพื่อทำความเข้าใจถึงแนวคิดแห่งความเป็นอิสระของ Oris จำเป็นต้องย้อนกลับไปสู่รากฐานของแบรนด์ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1904 เมื่อช่างทำนาฬิกาสองคนจากเมือง Le Locle ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิม ได้ย้ายถิ่นฐานมายังพื้นที่อุตสาหกรรมทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลัก วิสัยทัศน์ของพวกเขาคือการผสานงานฝีมือแบบแฮนด์คราฟต์จากภาคใต้ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส เข้ากับศักยภาพด้านอุตสาหกรรมของภาคเหนือ เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีคุณค่าทางสุนทรียภาพสูง พร้อมทั้งคุณภาพ ความเที่ยงตรง และความน่าเชื่อถือ ในราคาที่สมเหตุสมผล


แม้จะสวนกระแสในยุคนั้น แต่แนวคิดนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จ Oris เติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นที่รู้จักจากนาฬิกาข้อมือและนาฬิกาตั้งโต๊ะที่โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์และความเที่ยงตรงสูง มรดกแห่งความเป็นอิสระจึงได้ถือกำเนิดขึ้น

ในปี 1938 นาฬิกา Big Crown Pointer Date ของแบรนด์ได้ถือกำเนิดขึ้น ด้วยการออกแบบที่อ่านค่าได้อย่างชัดเจน เพื่อให้นักบินสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก พร้อมฟังก์ชั่นแสดงวันที่ด้วยเข็มชี้จากจุดศูนย์กลาง ดีไซน์ที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ และใช้งานได้จริงนี้ ได้ครองใจผู้หลงใหลในนาฬิกานับไม่ถ้วน และกลายมาเป็นหนึ่งในไอคอนของ Oris

วันนี้ นาฬิการุ่นนี้ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมดีไซน์หน้าปัดที่สะท้อนกาลเวลานั้นเช่นกัน โดย Oris ได้นำเสนอหน้าปัด “Bullseye” เป็นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1910 จากหลักฐานแคตตาล็อกในยุคนั้น แสดงให้เห็นนาฬิกาพกที่มาพร้อมดีไซน์ทูโทนแบบวงแหวนซ้อนกันจากศูนย์กลาง

ดีไซน์นี้ปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 Oris นำดีไซน์นี้กลับมาใช้อีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายในปี 1998 ก่อนที่จะหายไปจากคอลเลกชั่น

ขณะนี้ ดีไซน์นี้กลับมาอีกครั้งใน Big Crown Pointer Date “Bullseye” นาฬิการุ่นนี้พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ Big Crown Pointer Date ขนาด 38 มม. มาพร้อมเม็ดมะยมขนาดใหญ่ ขอบตัวเรือนแบบเซาะร่อง และกลไกจักรกลออโตเมติกที่ขับเคลื่อนฟังก์ชั่นซิกเนเจอร์ของรุ่น หน้าปัดโทนสีเทาและดำ วงแหวนแสดงวันที่ตกแต่งรายละเอียดสีแดงสไตล์สปอร์ต และเข็ม Pointer Date ปลายสีแดง เติมอีกหนึ่งบทสำคัญให้กับตระกูล Big Crown อย่างสมบูรณ์แบบ

“นาฬิกา Big Crown Pointer Date คือภาพสะท้อนของจิตวิญญาณแห่งความเป็นอิสระของ Oris” Ulrich W. Herzog ประธานบริษัท กล่าว “เวอร์ชั่นนี้เชื่อมโยงเข้ากับจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย และตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่าทำไม Big Crown จึงเป็นดีไซน์ที่อยู่เหนือกาลเวลา”

บทสัมภาษณ์ : ULRICH W. HERZOG
BLUE SKY THINKING
Ulrich W. Herzog ประธานบริษัท Oris เข้าร่วมงานกับบริษัทในปี 1978 และต่อมาได้ร่วมเป็นผู้นำในการเข้าซื้อกิจการโดยฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยรักษาความเป็นอิสระของ Oris เอาไว้

Ulrich คุณเข้าร่วมงานกับ Oris ในปี 1978 และมีเส้นทางอาชีพในอุตสาหกรรมนาฬิกาที่ยาวนานที่สุดคนหนึ่ง คุณมองย้อนกลับไปยังช่วงเริ่มต้นในธุรกิจนี้อย่างไรบ้าง?
ก่อนเข้าร่วมงานกับ Oris ผมทำงานอยู่ในแวดวงธนาคารและอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับผม จากการทำงานกับปริมาณทางกายภาพและตัวเลขทางการเงินขนาดมหาศาล สู่ผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กที่มีชิ้นส่วนซึ่งวัดกันในระดับเสี้ยวร้อยของมิลลิเมตร แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการได้เรียนรู้และสัมผัสด้วยตัวเองว่าอุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศนั้น สามารถผลิตและจัดจำหน่ายผลงานไปสู่ผู้คนทั่วโลกได้อย่างไร รวมถึงการได้เห็นเสน่ห์และการยอมรับในระดับโลกของผู้ผลิตนาฬิกาสวิส โดยเฉพาะ Oris

ช่วงปีแรกๆ ที่คุณทำงานกับ Oris เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของอุตสาหกรรมนาฬิกา คุณมีความทรงจำอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า วิกฤตนาฬิกาควอตซ์?
มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง บริษัทนาฬิกาสวิสเกือบทั้งหมดต่างเผชิญกับปัญหาทางการเงินและต้องขอรับการสนับสนุน จำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมลดลงจากราว 90,000 คน เหลือเพียงประมาณ 30,000 คน ในขณะนั้น Oris เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ASUAG ซึ่งก็กำลังประสบความยากลำบากเช่นกัน แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดสามารถยืนหยัดอยู่รอดได้ และวิกฤตครั้งนั้นก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกา

Oris เข้าใกล้การตกเป็นเหยื่อของวิกฤตครั้งนั้นมากแค่ไหน?
ใกล้มากเลยทีเดียว! Oris มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษในกลุ่มราคาระดับเริ่มต้น โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรและประเทศอาณานิคมในเครือ ส่งผลให้ Oris ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักทั้งด้านราคาและในตลาดดังกล่าว จนถึงขั้นที่ฝ่ายบริหารของกลุ่มบริษัทเคยพิจารณาที่จะปิดโรงงาน

แต่ดังที่ทราบกันว่าเรื่องนั้นไม่ได้เกิดขึ้น และในปี 1982 คุณและ Dr Rolf Portmann ประธานกิตติมศักดิ์ของ Oris ได้ดำเนินการเข้าซื้อกิจการโดยฝ่ายบริหาร เหตุผลคืออะไร?
ในขณะที่ ASUAG ไม่ได้มองเห็นอนาคตของ Oris แต่ Dr Portmann และผมมองเห็น ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปีก่อนหน้านั้น Oris ได้สร้างชื่อเสียงในระดับโลกในด้านคุณภาพและการออกแบบ และเราเชื่อว่าการยอมรับดังกล่าวจะสามารถนำพา Oris กลับสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จได้อีกครั้ง Dr Portmann มีทางเลือกอยู่สองทาง คือการปิดโรงงาน หรือร่วมกับผมและผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ รับความเสี่ยงและก้าวต่อไป และเราเลือกที่จะรับความเสี่ยงนั้น

การตัดสินใจครั้งนั้นช่วยรักษาอนาคตและความเป็นอิสระของ Oris เอาไว้ ความเป็นอิสระมีความสำคัญมากแค่ไหน?
การเข้าซื้อกิจการโดยฝ่ายบริหารทำให้เราตระหนักว่า นับจากนั้นเป็นต้นมา เราต้องรับผิดชอบต่อตัวเราเองทั้งหมด ในช่วงแรก ความรู้สึกนั้นอึดอัดอย่างยิ่ง ราวกับมีออกซิเจนไม่เพียงพอ แต่เราเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และพัฒนาตัวเองให้มีความคล่องตัวและกล้าหาญมากขึ้น เราตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวและเลือกทำสิ่งต่างๆในแบบของเราเอง และค้นพบว่าทั้งผลิตภัณฑ์และเรื่องราวของเรามีพื้นที่ในตลาด ผู้คนชื่นชอบในสิ่งที่ Oris ยึดมั่น นาฬิกาของเรา และจิตวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ทุกวันนี้ ความเป็นอิสระคือกรอบความคิดของเรา เป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นพลังขับเคลื่อนทุกการตัดสินใจที่เราทำ

เมื่อ 50 ปีก่อน นาฬิกาจักรกลเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ในวันนี้กลับกลายเป็นวัตถุแห่งความหรูหรา คุณรู้สึกประหลาดใจหรือไม่ที่นาฬิกาจักรกลยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน?
ไม่เลย การทำงานร่วมกันของชิ้นส่วนต่างๆ ภายในนาฬิกาจักรกลยังคงก่อให้เกิดทั้งความสุขและความพิศวงอยู่เสมอ เราเลือกผลิตเฉพาะนาฬิกาจักรกล เพราะมันคือวัตถุที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก และสามารถรักษาคุณค่าไว้ได้ในระยะยาว

นาฬิกา Big Crown Pointer Date ถ่ายทอดเรื่องราวของ Oris และศิลปะแห่งการผลิตนาฬิกาจักรกลได้อย่างไร?
นาฬิกา Oris รุ่นแรกที่มาพร้อมการแสดงวันที่แบบเข็มชี้ Pointer Date ถือกำเนิดขึ้นในปี 1938 หลังจากการเข้าซื้อกิจการโดยฝ่ายบริหาร เราได้ตัดสินใจมุ่งเน้นการผลิตนาฬิกาจักรกล และในช่วงเวลานั้นเอง เราตัดสินใจที่จะทำให้กลไกอันเป็นตำนานนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของคอลเลกชั่น นาฬิกา Big Crown Pointer Date ยังคงดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมานานเกือบ 90 ปี
 
คุณได้เดินทางไปทั่วโลกกับ Oris มาโดยตลอด นาฬิกา Big Crown Pointer Date มีบทบาทอย่างไรในการเป็นตัวแทนของ Oris บนเวทีโลก?
ข้อความหลักที่ผมนำไปสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกครั้งแล้วครั้งเล่าคือคุณค่าของ Oris ไม่ว่าจะเป็นความหลงใหลในนาฬิกาจักรกล มรดกอันน่าภาคภูมิใจนับตั้งแต่ปี 1904 รากฐานความเป็นสวิส ความมุ่งมั่นในการทดลองสิ่งใหม่ๆ รวมถึงความเป็นอิสระทั้งในความคิดและการลงมือทำ นาฬิกา Big Crown Pointer Date ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างงดงามมาโดยตลอด และได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในไอคอนของ Oris

และในวันนี้ รุ่น “Bullseye” กลับมาอีกครั้ง เรื่องราวเบื้องหลังและรายละเอียดอันโดดเด่นของมันคืออะไร?
สไตล์นี้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในนาฬิกา Oris ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 และได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลาตั้งแต่ทศวรรษ 1940 จนถึงทศวรรษ 1970 ผมชื่นชอบดีไซน์นี้มาโดยตลอด เราจึงนำมันกลับมาอีกครั้งหลังจากการเข้าซื้อกิจการ แต่เช่นเดียวกับดีไซน์อีกหลายรูปแบบที่บางครั้งมันก็เลือนหายไปตามกาลเวลา รุ่นสุดท้ายที่เราผลิตขึ้นคือในปี 1998 และเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเราได้บังเอิญพบมันอีกครั้ง เราก็ได้ตระหนักถึงความแข็งแกร่งของดีไซน์นี้ การได้เห็นมันกลับมาอีกครั้งจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

กว่าครึ่งศตวรรษในอุตสาหกรรมนาฬิกา วันนี้คุณมองภาพรวมของวงการอย่างไรบ้าง?
ผมรู้สึกเสียดายที่ทุกวันนี้มีเพียงผู้ที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงนาฬิกาจักรกลได้ และยังมีบริษัทจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆที่เลือกเดินบนเส้นทางนี้ เราเชื่อมั่นเสมอในพลังและคุณค่าของนาฬิกาจักรกล Swiss Made ในราคาที่สมเหตุสมผล เพราะนาฬิกาเหล่านี้มอบความสุขให้กับผู้สวมใส่ เช่นเดียวกับเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ผมยังคงเชื่อมั่นว่าจะมีผู้คนที่หลงใหลและถูกดึงดูดด้วยวิสัยทัศน์นี้อยู่เสมอ และ Oris จะอยู่ตรงนั้นเพื่อพวกเขาเสมอ

BIG CROWN POINTER DATE
“BULLSEYE”
การกลับมาของรุ่น “Bullseye” พร้อมหน้าปัดโทนสีเทาและดำสุดเท่ ตัดด้วยรายละเอียดสีแดง และสายหนัง Cervo Volante ผลิตจากหนังกวาง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้