Last updated: 10 ก.ค. 2569 | 25 จำนวนผู้เข้าชม |
ORIS ร่วมยกย่องชีวิตและตำนานของ Lou Gehrig ไอคอนแห่งวงการเบสบอลตลอดกาล พร้อมร่วมระดมทุนสนับสนุนการทำงานของ The Lou and Eleanor Gehrig Family Foundation ผ่านเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,130 เรือน
IN A LEAGUE OF HIS OWN
Oris ร่วมยกย่องชีวิตและตำนานของ Lou Gehrig หนึ่งในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเบสบอล เมื่อ Lou Gehrig กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าแฟนเบสบอลที่แน่นขนัดใน Yankee Stadium เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1939 เขาได้ปิดฉากเส้นทางอาชีพอันยิ่งใหญ่ที่สร้างสถิติไว้มากมาย ขณะเดียวกันก็ได้เริ่มต้นอีกบทหนึ่งของตำนานที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจและส่งอิทธิพลต่อผู้คนนับไม่ถ้วนมาจนถึงทุกวันนี้


สุนทรพจน์ครั้งนั้นได้รับการขนานนามในเวลาต่อมาว่า “Gettysburg Address แห่งวงการเบสบอล” โดย Lou Gehrig ได้กล่าวถึงสิ่งที่เขาเรียกอย่างเรียบง่ายว่า “โชคร้ายครั้งหนึ่งในชีวิต” นั่นคือการได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS) หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคทางระบบประสาทเสื่อมที่ค่อยๆลุกลามและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แม้จะได้รับข่าวร้ายที่สะเทือนชีวิต แต่ในวันนั้น Gehrig กลับกล่าวถ้อยคำที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ว่า เขาคือ “ชายที่โชคดีที่สุดบนโลกใบนี้” เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1941 ด้วยวัยเพียง 37 ปี และจนถึงทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมากยังคงรู้จักโรค ALS ในชื่อ “Lou Gehrig’s Disease”
ก่อนการวินิจฉัยโรค Gehrig ดูราวกับเป็นผู้ที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ ด้วยสถิติการลงแข่งขันติดต่อกันถึง 2,130 เกม ตลอด 15 ฤดูกาล จนได้รับฉายา “The Iron Horse” หรือ “ม้าเหล็ก” และในวันนั้น ท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต ความสง่างามและความเข้มแข็งของเขายังคงเปล่งประกาย จนผู้ชมทั้งสนามลุกขึ้นปรบมือเพื่อแสดงความเคารพยาวนานกว่าสองนาที
ด้วยความรักและความเคารพที่ผู้คนมีต่อ Lou Gehrig ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ครอบครัวของเขา ทีม New York Yankees และ Major League Baseball ได้ร่วมกันระดมทุนหลายล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการวิจัยโรค ALS และปัจจุบัน วันที่ 2 มิถุนายนของทุกปี ยังได้รับการกำหนดให้เป็น “Lou Gehrig Day” ในสหรัฐอเมริกา
ในปีนี้ Oris รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมยกย่องมรดกและตำนานของ Lou Gehrig ผ่าน Lou Gehrig Limited Edition เรือนเวลารุ่นพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสนับสนุนการทำงานของ The Lou and Eleanor Gehrig Family Foundation และร่วมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค ALS
FOR THE IRON HORSE
Oris เปิดตัว Lou Gehrig Limited Edition บนพื้นฐานของ Big Crown Pointer Date เพื่อสนับสนุนการทำงานของ The Lou and Eleanor Gehrig Family Foundation
Oris รู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้แนะนำ Lou Gehrig Limited Edition เรือนเวลารุ่นพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นบนพื้นฐานของ Big Crown Pointer Date อันเป็นเอกลักษณ์ของเรา เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ Lou Gehrig ตำนานผู้เล่นตำแหน่งเฟิร์สต์เบสแห่งวงการเบสบอล

หนึ่งในรายละเอียดพิเศษของเรือนเวลารุ่นนี้ คือเลข 4 สีน้ำเงินบนวงแหวนวันที่ เพื่อรำลึกถึงหมายเลข 4 อันเป็นสัญลักษณ์ของ Lou Gehrig ซึ่งทีม New York Yankees ประกาศยกเลิกการใช้งานในปี 1940 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมเนียมการปลดระวางหมายเลขผู้เล่นใน Major League Baseball
โทนสีน้ำเงินและขาวอันเป็นเอกลักษณ์ของทีม New York Yankees ถูกถ่ายทอดลงบนเรือนเวลาอย่างลงตัว ผ่านสเกลนาทีสีน้ำเงินและกรอบสีน้ำเงินรอบหลักชั่วโมงที่ตัดกับรายละเอียดสีขาวเคลือบสารเรืองแสงได้อย่างโดดเด่น ขณะที่หน้าปัดสีเงินขัดลายแนวตั้งได้รับแรงบันดาลใจจากฉายาอันเลื่องชื่อของ Gehrig อย่าง “The Iron Horse” หรือ “ม้าเหล็ก”
เรือนเวลารุ่นนี้ยังสะท้อนกลิ่นอายของดีไซน์ในยุค 1920–1930 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Gehrig ลงแข่งขันอยู่ในลีก ผ่านการปรับรายละเอียดของหน้าปัดทูโทนอย่างประณีต โดยเลือกใช้การผสมผสานระหว่างตัวเลขและหลักชั่วโมงแทนการใช้ตัวเลขอารบิกครบทั้ง 12 ตำแหน่งเช่นเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ขณะที่สเกลนาทีและตัวเลขวันที่สีขาวบนพื้นดำก็ชวนให้นึกถึงงานออกแบบของ Oris ในยุคนั้น
สายหนังสีน้ำตาลได้รับการเย็บตะเข็บคู่ในสไตล์เดียวกับถุงมือเบสบอล ขณะที่สาย NATO ที่มาพร้อมกับเรือนเวลาก็มาในโทนลายแถบสีน้ำเงินและขาว อันเป็นเอกลักษณ์ของทีม New York Yankees เช่นกัน
เรื่องราวของ Lou Gehrig ยังคงได้รับการถ่ายทอดผ่านฝาหลังตัวเรือน ซึ่งสลักภาพขณะเขากล่าวสุนทรพจน์อำลาอันเป็นประวัติศาสตร์ พร้อมหมายเลขลิมิเต็ด อิดิชั่น ประจำตัวเรือน โดยผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,130 เรือน เพื่อรำลึกถึงสถิติการลงแข่งขันติดต่อกัน 2,130 เกมให้กับทีม New York Yankees
นอกจากนี้ Oris ยังร่วมสนับสนุนการทำงานของ The Lou and Eleanor Gehrig Family Foundation องค์กรที่ให้การสนับสนุนโครงการสาธารณประโยชน์ที่สร้างผลกระทบในวงกว้างและไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าและสิ่งที่ Lou และ Eleanor Gehrig ให้ความสำคัญตลอดชีวิต
“เรือนเวลา Oris ที่งดงามเรือนนี้สะท้อนถึงความเข้มแข็งอันสงบนิ่ง ความเป็นเลิศที่ไม่จำเป็นต้องโอ้อวด และความอดทนมุ่งมั่น ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะที่นิยามตัวตนของ Lou Gehrig ได้อย่างสมบูรณ์แบบ” กล่าวโดย John Howell ประธานมูลนิธิ “ในโลกที่เต็มไปด้วยความโดดเด่นฉูดฉาด นี่คือผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อยกย่อง Lou ได้อย่างงดงามและเปี่ยมด้วยรสนิยม เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ Oris และการสนับสนุนของพวกเขามีความหมายอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่กำลังเผชิญกับโรค ALS รวมถึงความท้าทายด้านสาธารณสุขอื่นๆ”
A LEGACY FOR ALL TIME
Aaron Boone ผู้จัดการทีม New York Yankees ร่วมถ่ายทอดว่าเหตุใดเรื่องราวอันทรงพลังของ Lou Gehrig จึงยังคงส่งอิทธิพลต่อวงการเบสบอล และเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการวิจัยโรค ALS มาจนถึงทุกวันนี้

Aaron ขอขอบคุณที่สละเวลาพูดคุยกับเราเกี่ยวกับ Oris Lou Gehrig Edition วันนี้ คุณมีความทรงจำแรกเริ่มเกี่ยวกับเรื่องราวของ Lou อย่างไรบ้าง และเรื่องราวของเขาส่งอิทธิพลต่อคุณอย่างไร?
สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อคือ คุณไม่สามารถเล่าเรื่องราวของวงการเบสบอลได้อย่างสมบูรณ์ หากไม่มีชื่อของ Lou Gehrig เขาคือหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของวงการ และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ตอนที่ผมยังเด็ก ผมมักได้ยินเรื่องราวของทีม New York Yankees ชุดระดับตำนานในยุค 1920 โดยเฉพาะทีมปี 1927 ที่มี Lou Gehrig และ Babe Ruth เป็นหัวใจสำคัญของทีม และอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ไม่มีวันลืม คือครั้งแรกที่ได้ฟังสุนทรพจน์อำลาวงการเบสบอลของเขาที่ Yankee Stadium น่าเศร้าที่ในเวลาต่อมา Lou กลายเป็นสัญลักษณ์ของโรคร้ายที่ยังคงส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากมาจนถึงทุกวันนี้
Lou Gehrig เคยเป็นผู้เล่นของทีม New York Yankees ซึ่งเป็นทีมที่คุณดูแลอยู่ในปัจจุบัน มรดกของเขายังคงส่งต่ออยู่ในองค์กรอย่างไร และเขามีความหมายต่อทีม New York Yankees อย่างไรบ้าง?
ก่อนอื่นเลย เขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และเป็นไอคอนของวงการเบสบอลอย่างแท้จริง Lou เป็นคนที่พร้อมทำงานหนัก ลงสนามทุกวัน และทุ่มเทอย่างเต็มที่ในทุกเกม แต่สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือความอ่อนน้อมถ่อมตนของเขา ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านสุนทรพจน์อำลาอันโด่งดังในวันนั้น สำหรับผม หากจะยึดใครสักคนเป็นแบบอย่างในฐานะนักเบสบอล Lou Gehrig คือหนึ่งในบุคคลที่เหมาะสมที่สุด เขาไม่ได้มุ่งมั่นเพียงแค่การเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม แต่ยังมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ในทุกวัน และทำทุกอย่างด้วยความถ่อมตนเสมอ
ในวงการเบสบอลยุคปัจจุบัน คุณคิดว่ามีผู้เล่นคนใดที่มีความคล้ายคลึงกับ Lou Gehrig มากที่สุด?
เมื่อผมมองเข้าไปในห้องแต่งตัวของทีม ผมนึกถึงกัปตันทีมของเรา Aaron Judge เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของยุคนี้ แต่สิ่งที่น่าชื่นชมไม่แพ้ความสามารถในสนาม คือความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ส่งต่อไปยังเพื่อนร่วมทีม ผู้คนต่างชื่นชมและอยากอยู่ใกล้เขา แต่สำหรับ Aaron แล้ว ทุกอย่างไม่เคยเป็นเรื่องของตัวเขาเอง หากเป็นเรื่องของทีมมากกว่า คุณลักษณะหลายอย่างที่ Lou Gehrig มี ไม่ว่าจะเป็นความเป็นผู้นำ ความทุ่มเท และความถ่อมตน ล้วนเป็นสิ่งที่กัปตันทีมของเราในวันนี้มีเช่นเดียวกันพร้อมลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตัวเองในทุกวัน ทำงานอย่างเต็มที่ และไม่เคยขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และนั่นคือสิ่งที่ Lou Gehrig เป็นมาตลอดชีวิตของเขา

เรื่องราวการได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ALS และสุนทรพจน์อำลาของเขายังคงสร้างความประทับใจแม้เวลาจะผ่านมากว่า 90 ปี อีกทั้งเขายังช่วยให้สังคมหันมารับรู้เกี่ยวกับโรคที่ในเวลานั้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก คุณคิดว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขานอกสนามแข่งขันคืออะไร?
แม้จะต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายและข่าวร้ายที่ไม่มีใครอยากได้รับ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยพรากความสุข ความซาบซึ้งในชีวิต และความรู้สึกขอบคุณที่เขามีต่อโลกใบนี้ไปได้เลย ผมคิดว่านั่นคือคุณสมบัติที่น่าทึ่ง เพราะการมองเห็นคุณค่าของชีวิตในวันที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อคุณต้องเผชิญกับความผิดหวังหรือข่าวร้าย คุณจะรับมือกับมันอย่างไร Lou Gehrig ได้แสดงให้โลกเห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากและน่าหวาดหวั่นที่สุดในชีวิต และนั่นคือสิ่งที่ผมชื่นชมมากที่สุดในตัวเขา
ทีม New York Yankees และ MLB มีส่วนสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับโรค ALS อย่างไรบ้าง และคุณมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเหล่านั้นอย่างไร?
สิ่งหนึ่งที่น่ายินดีคือ ปัจจุบันผู้คนหันมาให้ความสนใจกับโรคนี้มากขึ้น โรค ALS เป็นโรคที่โหดร้ายอย่างยิ่ง ผู้ป่วยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะที่ร่างกายค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว น่าเสียดายที่เราได้รู้จักผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กำลังต่อสู้กับโรคนี้ หนึ่งในนั้นคือ Sarah Langs ผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการเบสบอล และเป็นคนที่ผมเคยมีโอกาสร่วมงานด้วยในช่วงที่ทำงานกับ ESPN นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญ ALS Ice Bucket Challenge ที่ช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคนี้ให้กับผู้คนทั่วโลก การที่โรคนี้ถูกเรียกตามชื่อของ Lou Gehrig หนึ่งในบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการเบสบอล ก็ยิ่งทำให้วงการกีฬาของเรามีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค ALS ในฐานะวงการกีฬา เราสามารถช่วยระดมทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัยเพื่อหาหนทางรักษา หรืออย่างน้อยที่สุดก็ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลและทรัพยากรที่จำเป็น ผมคิดว่าวงการเบสบอลได้ทำหน้าที่นี้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และยังคงเดินหน้าสนับสนุนภารกิจนี้ต่อไป
คุณอยากเห็นความก้าวหน้าอะไรเกิดขึ้นบ้างในด้านการวิจัยและการดูแลผู้ป่วย ALS ในอนาคต?
เป็นคำถามที่ตอบได้ยากสำหรับผม เพราะผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยตรง แต่สิ่งที่ผมหวังคือ เราจะยังคงเป็นแสงแห่งความหวังให้กับผู้ป่วยและครอบครัวต่อไป พร้อมทั้งสามารถระดมทุนและสนับสนุนการวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยผลักดันความก้าวหน้าในการรักษาโรค ALS และนำเราเข้าใกล้วันที่จะค้นพบวิธีรักษาได้ในที่สุด
เราคงต้องพูดถึง Lou Gehrig Limited Edition กันบ้าง เรือนเวลารุ่นนี้มีรายละเอียดมากมายที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ Lou คุณรู้สึกอย่างไรกับนาฬิการุ่นนี้ และความร่วมมือกับ Oris มีความหมายกับคุณอย่างไรบ้าง?
ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกับโปรเจกต์นี้ Oris เป็นแบรนด์ที่ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวงการเบสบอลอย่างแท้จริง ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับพวกเขา นอกจากการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่สวยงามแล้ว สิ่งที่ผมชื่นชมอย่างมากคือความมุ่งมั่นในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ซึ่งเป็นคุณค่าที่ทำให้ผมภูมิใจที่ได้มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์นี้
ก่อนหน้านี้เราเคยพูดคุยกันถึงเรื่องสุขภาพจิตและความแข็งแกร่งทางใจ คุณให้คะแนนความสำเร็จของ Lou Gehrig จากการลงแข่งขันติดต่อกัน 2,130 เกมอย่างไร และหากเทียบกับวงการเบสบอลในปัจจุบัน สถิตินี้มีความหมายมากเพียงใด?
การลงแข่งขันทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี และยังคงรักษามาตรฐานการเล่นในระดับสูงเอาไว้ได้ตลอดนั้น ไม่ได้อาศัยเพียงร่างกายที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังต้องมีทั้งโชค รวมถึงพลังทั้งทางร่างกายและจิตใจในระดับที่ไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อ Cal Ripken Jr. ทำลายสถิติของ Gehrig ได้ เหตุการณ์นั้นจึงมีความหมายมากกว่าแค่เรื่องของกีฬาเบสบอล ผมคิดว่ามันสะท้อนคุณค่าบางอย่างที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวอเมริกัน นั่นคือการชื่นชมและให้เกียรติผู้คนที่
LOU GEHRIG
LIMITED EDITION
รังสรรค์ขึ้นบนพื้นฐานของ Big Crown Pointer Date เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้ยังร่วมสนับสนุนการทำงานของ The Lou and Eleanor Gehrig Family Foundation
8 ก.ค. 2569
8 ก.ค. 2569
8 ก.ค. 2569
6 ก.ค. 2569