Last updated: 26 ม.ค. 2569 | 62 จำนวนผู้เข้าชม |
เธอเป็นหนึ่งในผู้นำหญิงที่ถูกจับตามองมากที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ Audemars Piguet แบรนด์อิสระระดับตำนานที่มีอายุกว่า 150 ปี ในปี 2014 การรับช่วงในการบริหารหนึ่งในชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการนาฬิกา คือความท้าทายที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในมรดก ความเคารพต่อช่างฝีมือ และความกล้าที่จะพาไอคอนเดินหน้าต่อไป เธอไม่คิดที่จะเปลี่ยนตัวตนของแบรนด์ แต่ตั้งคำถามว่า “ไอคอนจะวิวัฒน์อย่างไรโดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณ” Ilaria Resta แบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจระหว่างงาน Dubai Watch Week 2025 ที่ผ่านมา
Audemars Piguet ได้รับรางวัล สาขา Iconic Watch Prize จาก Grand Prix d'Horlogerie de Genève (GPHG) 2025 คุณคาดหวังกับรางวัลนี้มาก่อนหรือไม่?
อันดับแรกเลย ต้องบอกว่ารางวัลนี้เป็นของทีมวิศวกรและช่างนาฬิกาทุกคนอย่างแท้จริง พวกเขาคือผู้ที่คิดค้นและพัฒนานาฬิการุ่นนั้นขึ้นมา สำหรับเรา การเข้าร่วมงานในลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกับความคาดหวังว่าจะต้องได้รับรางวัล การได้เข้าร่วมก็เหมือนกับการได้มาร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองของอุตสาหกรรมนาฬิกา
สิ่งที่เราภูมิใจเป็นพิเศษคือ รางวัลที่ได้รับอยู่ในหมวด Iconic Watch เพราะ Royal Oak คือไอคอนอย่างแท้จริง และการเพิ่มกลไกโครโนกราฟ ทำให้เรามีโอกาสปรับภาพลักษณ์ของไอคอนเรือนนี้ให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น ผ่านกลไกที่มีความล้ำหน้าและปฏิวัติวงการ
ไอคอนมักถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลง แต่ในความเป็นจริง ไอคอนที่ไม่สามารถพัฒนาได้ ย่อมเสี่ยงต่อการหยุดนิ่ง ความยากที่สุดคือการทำให้ไอคอน “วิวัฒน์” โดยที่โครงสร้าง ภาษาการออกแบบ และสมรรถนะยังคงความถูกต้อง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรางวัลในหมวดนี้จึงมีความหมายกับเรามากที่สุด เพราะการทำให้ “ไอคอนที่พัฒนาได้” เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ปี 2026 Audemars Piguet จะเข้าร่วม Watches and Wonders อย่างเป็นทางการ อะไรคือเหตุผลหลักในการตัดสินใจครั้งนี้?
Watches and Wonders เป็นงานที่ทรงพลังมาก ทั้งในแง่ของการเชื่อมต่อกับลูกค้า และการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมนาฬิกาโดยรวม ตั้งแต่เพื่อนร่วมวงการไปจนถึงซัพพลายเออร์ ซึ่งปีที่ผ่านมามีผู้เข้าชมงานราว 35,000 คน และที่น่าสนใจคือผู้เข้าชมจำนวนมากไม่ได้มีเพียงแค่คนในอุตสาหกรรมนาฬิกาหรือนักสะสมเท่านั้น แต่ยังมีนักเรียน ครอบครัว และคนรุ่นใหม่ที่อยากทำความรู้จักโลกของการทำนาฬิกา
เราชอบแนวคิดที่งานเปิดให้สาธารณชน และผสานเข้ากับเมืองเจนีวาอย่างเป็นธรรมชาติ มันไม่ใช่งานนิทรรศการแบบปิดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่เป็น “การเฉลิมฉลองวัฒนธรรมการทำนาฬิกา” อย่างแท้จริง และนั่นสอดคล้องกับสิ่งที่ Audemars Piguet ต้องการสื่อสาร เราจึงตัดสินใจที่จะร่วมเผยแพร่แนวความคิดและการสร้างสรรค์ของเรา
Audemars Piguet เข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่และผู้หญิงอย่างไร?
หัวใจของเรื่องนี้คือ “ความสมดุล” เราต้องดูแลลูกค้าปัจจุบันที่เป็นนักสะสม และในขณะเดียวกันก็เปิดประตูให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้หญิง ได้เริ่มต้นความหลงใหลกับแบรนด์ Audemars Piguet มี 4 เสาหลักของคอลเลกชัน ได้แก่ Royal Oak, Royal Oak Offshore, Code 11.59 และ Concept แต่ละเสามีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน
เราไม่ออกแบบนาฬิกาโดยเริ่มจากเรื่องเพศ เราเริ่มจากฟังก์ชัน เช่น Dual Time หรือ Chronograph จากนั้นจึงพิจารณาขนาด วัสดุ และการตกแต่ง นาฬิกาหนึ่งเรือนควรตอบโจทย์การใช้งาน และเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้เลือกนาฬิกาตามสไตล์ของตัวเอง มากกว่าการจำกัดด้วยป้ายกำกับว่าเป็นนาฬิกาผู้ชายหรือผู้หญิง

คุณมองว่านวัตกรรมที่สำคัญที่สุดในอนาคตจะมาจากด้านใด—วัสดุ กลไก การมีส่วนร่วมในโลกดิจิทัล หรือความยั่งยืน?
เราเพิ่งเปิดตัวโครงการนวัตกรรมใหม่ที่ชื่อว่า Fab Labs หรือ Fabrication Labs ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมแบบองค์รวม
Fab Labs คือวิธีคิดใหม่ที่ผสานทุกองค์ประกอบของนาฬิกาเข้าด้วยกัน ตั้งแต่กลไก ฟังก์ชันซับซ้อน ไปจนถึงวัสดุและการตกแต่ง ในช่วงที่ผ่านมา เราได้เปิดตัววัสดุใหม่อย่าง Sand Gold ทองคำเฉดใหม่ รวมถึงเซรามิกหลากสี และคาร์บอน ขณะเดียวกัน เราก็กำลังมองหาวัสดุรูปแบบใหม่ รวมถึงแนวทางการตกแต่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลวดลายเชิงศิลป์ งานแกะสลัก หรือเทคนิคการตกแต่งแบบประณีตอื่นๆ
นวัตกรรมทั้งสามเสาหลัก คือ วัสดุ กลไก และการตกแต่ง จะถูกรวมเข้าด้วยกันภายใต้ Fab Labs เราจะเริ่มพิจารณาวัสดุในฐานะส่วนหนึ่งของกลไกโดยตรง เพราะวัสดุเหล่านี้ส่งผลต่อสมรรถนะของกลไก และในอนาคตเราจะนำการตกแต่งบางรูปแบบเข้าไปอยู่ในชิ้นส่วนของกลไก รวมถึงสายนาฬิกาด้วย
คุณมาจากอุตสาหกรรมอื่น ไม่ใช่วงการนาฬิกาโดยตรง สิ่งนี้ช่วยคุณอย่างไรในฐานะ CEO ของแบรนด์อายุกว่า 150 ปี?
ประสบการณ์จากอุตสาหกรรมอื่นช่วยให้ฉันมององค์กรในเชิงโครงสร้างและระบบได้ดีขึ้น ความสามารถในการปรับตัว การตัดสินใจ และการบริหารทีมเป็นทักษะที่ถ่ายทอดได้ อย่างไรก็ตาม การทำนาฬิกาเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึก ฉันใช้เวลากว่าสองปีในการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคกลไก การผลิต และกระบวนการประกอบ และยังคงต้องเรียนรู้ต่อไป เพราะนี่คืออุตสาหกรรมที่ไม่มีจุดสิ้นสุดของการเรียนรู้
แม้ฉันจะนำมุมมองใหม่เข้ามา แต่การตัดสินใจด้านเทคนิคยังคงตั้งอยู่บนความเชี่ยวชาญของช่างนาฬิกาและทีมวิศวกรภายในองค์กรเป็นหลัก
14 ม.ค. 2569
24 พ.ย. 2568
21 ต.ค. 2568
26 ม.ค. 2569