Last updated: 27 ม.ค. 2569 | 95 จำนวนผู้เข้าชม |
พลังแห่งการแปรเปลี่ยน เกิดขึ้นจากมุมมองที่เรามอบให้กับสิ่งต่าง ๆ เมื่อเฟรเดอริก บูเชอรง เปิดบูติกแห่งแรกในปารีสเมื่อปี 1858 เขาได้จุดประกายเส้นทางบทใหม่ให้กับโลกแห่งเครื่องประดับชั้นสูง ในขณะที่ผู้ร่วมสมัยยังคงยึดมั่นในขนบเดิม เขากลับเลือกตั้งคำถาม ท้าทายกรอบที่มีอยู่ และนิยามขึ้นใหม่ด้วยวิสัยทัศน์ของตนเอง ทัศนคติอันเป็นเอกลักษณ์นี้ การมองการไกลอยู่เสมอนั้น ปรากฏชัดในทุกผลงานออกแบบของเขา และแม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 168 ปี ชื่อของเฟรเดอริก บูเชอรง ก็ยังคงดำรงอยู่ ณ ปลาส ว็องโดม (Place Vendôme) ในฐานะสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณการสร้างสรรค์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ปีนี้ แคลร์ ชวนส์ ตั้งใจถ่ายทอดภาพแทนตัวของผู้ก่อตั้งเมซง และผู้ซึ่งไม่เคยแสวงหาความโดดเด่นให้ตนเอง หากแต่พรสวรรค์และอัจฉริยภาพของเขากลับปรากฏอย่างชัดเจนผ่านทุกผลงานสร้างสรรค์ ผลงานเครื่องประดับชั้นสูงทั้งสี่ชิ้นในปีนี้ ได้ร่วมกันเล่าเรื่องต่างแง่มุมของเฟรเดอริก บูเชอรง นักออกแบบเครื่องประดับอัญมณีรายแรกที่ตัดสินใจมาเปิดบูติกที่ปลาส ว็องโดม พร้อมกับท้าทายทุกธรรมเนียมนิยมดั้งเดิมเพื่อจารึกบทใหม่ลงในหน้าประวัติศาสตร์เครื่องประดับแห่งมหานครปารีส ด้วยการนำชีวิตธรรมชาติอันเป็นที่รักมาเป็นจุดเริ่มต้นออกแบบผลงานที่งดงามและสมจริง และยังคงไว้ถึงทุกความไม่สมบูรณ์แบบ โดยอาศัยมุมมองและการตีความในแบบเฉพาะตัว ร่วมกับอิทธิพลจากพื้นฐานครอบครัวในฐานะบุตรชายช่างค้าผ้า ทำให้เขามีวิธีคิดที่โดดเด่นเกี่ยวกับการที่เครื่องประดับสามารถเข้ากับสรีระของผู้สวมใส่ได้อย่างงดงาม ทุกอัตลักษณ์ทางการสร้างสรรค์ กลายเป็นเวทียกย่องความเป็นเลิศของบรรดาผลงานที่เขาออกแบบ เพื่อให้ตอบสนองต่อทุกกระแสปรารถนาในยุคสมัยได้อย่างงดงาม
เมซงภูมิใจเสนอผลงานเครื่องประดับชั้นสูง คอลเลกชั่นใหม่จาก Histoire de Style “นามสกุล: บูเชอรง, นามบุคคล: เฟรเดอริก” หรือ Nom : Boucheron Prénom : Frédéric ออกแบบโดยแคลร์ ชวส์น และสร้างสรรค์โดยสตูดิโอของเธอ เพื่อยกย่องถึงจิตวิญญาณนักบุกเบิกของเฟรเดอริก บูเชอรง
“ผลงานทั้งสี่ของเครื่องประดับชั้นสูงคอลเลกชั่นใหม่นี้ ไม่ต่างอะไรจากภาพเหมือนบุคคลที่ฉันวาดขึ้นเพื่อเป็นการยกย่องเกียรติคุณของ เฟรเดอริก บูเชอรง”
แคลร์ ชวส์น ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์
The Address
ปลายศตวรรษที่ 19 รูว์ เดอ ลา เป (Rue de la Paix) คือทำเลทองที่รองรับการเปิดกิจการของบรรดาบูติกเครื่องประดับอัญมณี และห้องเสื้ออันโด่งดังของมหานครปารีส ขณะที่ปลาส ว็องโดม ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ยังเป็นย่านที่พักอาศัยเงียบสงบ แม้จะงดงามและโอ่อ่า แต่ยังไม่มีใครมองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้ ยกเว้นเพียงคนเดียว คือ เฟรเดอริก บูเชอรง เขาสังเกตเห็นว่าจัตุรัสแห่งนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางที่สตรีผู้มีรสนิยมใช้เดินเล่นเป็นประจำ ระหว่างทางสู่สวนตุยเลอรีส์ ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่เพียงเดินผ่านไปโดยไม่หยุดมอง เฟรเดอริกกลับมองเห็นว่า สถาปัตยกรรมอันสง่างามของปลาส ว็องโดมคือฉากหลังอันสมบูรณ์แบบสำหรับผลงานเครื่องประดับของเขาได้ฉายแสง และเมื่อพูดถึงแสง อาคารเลขที่ 26 นี้ที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมที่อาบรับแสงแดดตลอดทั้งวัน ทำให้อัญมณีอันล้ำค่าในตู้จัดแสดงเปล่งประกายอย่างงดงามเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนั้น ในปี 1893 เฟรเดอริก บูเชอรง จึงได้ตัดสินใจก้าวสำคัญในการเปิดตัวบูติก ที่ปลาส ว็องโดม ซึ่งเป็นอดีตคฤหาสน์สกุลนอเซ (Hôtel de Nocé) และเขายังกลายเป็นช่างอัญมณีร่วมสมัยรายแรกที่ลงหลักปักฐาน ณ สถานที่แห่งนี้ สัญชาตญาณของเขาได้รับการพิสูจน์ว่าแม่นยำในไม่กี่ปีถัดมา เมื่อเมซงอัญมณีชั้นนำต่างพากันตามรอยจนทำให้ปลาส ว็องโดมก้าวขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของโลกเครื่องประดับชั้นสูงในระดับสากล และยังคงสถานะนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ชุดสร้อยคอตัวเรือนทองคำขาวร้อยจี้เพชรเดี่ยวเจียระไนทรงเหลี่ยมมรกตคุณภาพ D FL type IIa น้ำหนัก 10.01 กะรัตท่ามกลางงานล้อมเพชรจิกไข่ปลาและแลคเกอร์สีดำ งานออกแบบอำนวยต่อการดัดแปลงรูปแบบ พลิกแพลงวิธีสวมใส่ได้หลากหลาย ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 1,107 ชั่วโมง
เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์อันถือเป็นปฐมบทแห่งความสำเร็จ แคลร์ ชวส์นได้นำต้นแบบสร้อยคอเส้นหนึ่ง ที่เธอค้นพบในแผนกจัดเก็บเอกสาร จี้สร้อยคออันโดดเด่นด้วยรูปทรงแปดเหลี่ยมตามแบบพื้นที่ปลาส ว็องโดม ได้ถูกนำมารังสรรค์ ปรับสัดส่วนให้แคบลง เรียวบางขึ้น และคมชัดยิ่งขึ้นโดยอาศัยลูกเล่นตัดเฉดระหว่างทองคำขาวฝังเพชรกับแลคเกอร์สีดำ ศูนย์กลางศิลปะแบบ “ภาพซ้อนภาพ” หรือ mise en abyme รูปทรงแปดเหลี่ยมคือเพชรเดี่ยวเจียระไนทรงเหลี่ยมมรกตน้ำหนัก 10.01 กะรัต และเพื่อความต่อเนื่องของสถาปัตยกรรมล้อมเพชรทรงบาเก็ต เพชรทรงกลม และเหลี่ยมมรกต ซึ่งได้รับการฝังขึ้นตัวเรือนในตำแหน่งรับแสงตกกระทบก่อให้เกิดวิถีสะท้อนกลับกระจายความสว่างได้อย่างดีที่สุด คือโจทย์ท้าทายเชิงเทคนิคที่เหล่าช่างศิลป์งานฝีมือต้องขานรับเพื่อก่อกำเนิดโค้งโครงสร้างตัวเรือนท่ามกลางรายละเอียดเหลี่ยมมุมเรขาคณิต เริ่มต้นจากส่วนของวงโค้งสร้อยโอบรอบฐานลำคอที่ต้องรองรับแลคเกอร์สีดำให้ปรากฏผลลัพธ์ราวกับลากเส้นเดี่ยวอย่างต่อเนื่องตลอดโครงสร้าง ซึ่งเป็นงานประกอบชิ้นส่วนจำนวนมากเพื่อมอบความอ่อนช้อย และด้วยความต่อเนื่องของสัณฐานโค้งดังกล่าว ยังทำให้เพชรสี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าแคบทั้งหลายต้องถูกนำมาเจียระไนใหม่อีกครั้งถึงสามารถฝังชิดขอบเรียงต่อกัน เพื่อรับกับส่วนโค้งของต้นคอ และผลงานชิ้นนี้ยังซ่อนความลับสุดท้ายไว้ โมทิฟส่วนกลางสามารถถอดออกมาแปรเปลี่ยนเป็นแหวนได้อย่างงดงาม
The Spark
เฟรเดอริก บูเชอรง ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สอดคล้องกับสรีระและการใช้ชีวิตของสตรีในยุคสมัยนั้น โดยเขามองเห็นว่าการแต่งกายและเครื่องประดับในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นคอร์เซต เสื้อผ้าที่แข็งทื่อ หรือเครื่องประดับที่หนักและไร้ความยืดหยุ่นทั้งหมดล้วนเป็นข้อจำกัดต่อการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่ ซึ่งในขณะที่นักออกแบบอัญมณีคนอื่น ๆ ยังคงยึดมั่นกับขนบเดิม เฟรเดอริกได้เลือกที่จะตั้งคำถามฉีกกรอบเดิม ๆ นี้ และแสวงหาการออกแบบรูปแบบใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับอิสระและความสบายของผู้สวมใส่ จากความเข้าใจนี้จึงเกิดเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ล้ำยุคสมัย โดยในปี 1879 เขาได้สร้างสรรค์สร้อยคอที่พลิกโฉมทั้งรูปทรงและโครงสร้าง สร้อยคอไร้ตะขอชิ้นแรกของโลก ซึ่งสามารถสวมคล้องรอบลำคอได้อย่างงดงาม โดยไม่ต้องอาศัยผู้ช่วยใด ๆ กลไกใบสปริงที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนขนาดเล็กจำนวนมากที่เชื่อมต่อกันอย่างประณีต ทำให้สร้อยคอมีความอ่อนตัว พลิ้วไหว และเคลื่อนไหวไปตามร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ กลไกที่ซับซ้อนนี้ถูกพัฒนาขึ้นในห้องทำงานของ Boucheron โดยเฉพาะ และแทบจะมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ผลงานชิ้นนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงงานหัตถศิลป์อันละเอียดอ่อนในระดับสูงสุดของเมซง ด้วยรูปทรงอสมมาตรที่แปลกใหม่สำหรับยุคนั้น สร้อยคอชิ้นนี้จึงได้รับชื่อว่า “ Question Mark” และอีกหนึ่งทศวรรษต่อมา ก็กลายเป็นหนึ่งในผลงานเครื่องประดับชั้นสูงของ Boucheron ที่คว้ารางวัล Grand Prix จากงาน Paris World’s Fair ปี 1889

ชุดสร้อยคอประกอบขึ้นจากเพชรเหลี่ยมคุณภาพ D IF type IIa ขนาด 5.01 กะรัต เพชรกลมคุณภาพ D IF ขนาด 2.96 กะรัต, เพชรเหลี่ยมมรกตคุณภาพ D IF type IIa ขนาด 3.07 กะรัต เพชรทรงหยดน้ำคุณภาพ D IF type IIa ขนาด 2.02 กะรัต, เพชรหกเหลี่ยมคุณภาพ D VVS2 ขนาด 2.09 กะรัต, เพชรวงรีคุณภาพ D FL ขนาด 1.76 กะรัต, เพชรแปดเหลี่ยมหน้าตัดขั้นบันได (อาสเชอร์) คุณภาพ D FL ขนาด 1.71 กะรัต และเพชรเหลี่ยมข้าวสาร (มาร์คีส์) คุณภาพ D IF ขนาด 0.81 กะรัต ตัวเรือนทองคำขาวประดับเพชร ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 323 ชั่วโมง
ภาพถ่ายสร้อยคอ Question Mark ที่ถูกค้นพบภายในแผนกจัดเก็บเอกสารจากผลงานการสรรค์สร้างเมื่อปี 1884 ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แคลร์ ชวส์น ออกแบบผลงานยกย่องหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จของเมซง Boucheron โดยเติมความทันสมัยลงไปผ่านการเลือกใช้เพชรต่างรูปทรง ที่ล้วนโดดเด่นด้วยเหลี่ยมมุมกราฟิกกับหน้าตัดเรขาคณิต
เพชรทั้งแปดเม็ดถูกเน้นเป็นหัวใจหลักของผลงานชิ้นนี้ องค์ประกอบของเพชรถูดร้อยเรียงกันอย่างสง่างาม เริ่มจากเม็ดเจียระไนเหลี่ยมข้าวสาร (มาร์คีส) น้ำหนัก 0.81 กะรัต ตามมาด้วยเพชรแปดเหลี่ยมหน้าตัดขั้นบันได (อาสเชอร์) น้ำหนัก 1.71 กะรัต เพชรวงรีน้ำหนัก 1.76 กะรัต เพชรหกเหลี่ยมน้ำหนัก 2.09 กะรัต เพชรทรงหยดน้ำ 2.02 กะรัต เพชรทรงเหลี่ยมมรกตน้ำหนัก 3.07 กะรัต และ เพชรกลมเหลี่ยมเกสรน้ำหนัก 2.96 กะรัต ก่อนจะสิ้นสุดองค์ประกอบอย่างงดงามด้วยเพชรเจียระไนทรงเหลี่ยมว่าวน้ำหนัก 5.01 กะรัต ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยเพชรบาแก็ตต์เรียงเป็นฮาโลอย่างประณีต เพชรทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสถูกนำมาใช้เชื่อมให้ผลงานร้อยเรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่ส่วนคอของสร้อยคอชิ้นนี้ได้รับการประดับด้วยเพชรแบบพาเว่ตลอดทั้งเส้นในโทนโมโนโครม การรังสรรค์สร้อย Question Mark ชิ้นนี้จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งในด้านน้ำหนักและสมดุลของชิ้นงาน ซึ่งต้องอาศัยโครงสร้างและข้อต่อที่ละเอียดอ่อนแทบมองไม่เห็น เพื่อมอบความสบายและการสวมใส่ที่เป็นธรรมชาติ
The Silhouette
เฟรเดอริก บูเชอรง ไม่ได้มีมุมมองต่อเครื่องประดับอัญมณีเหมือนกับนักออกแบบผู้สร้างสรรค์รายอื่น ๆ เพราะในสายตาของเขา เครื่องประดับคืองานออกแบบที่ต่อยอดจากเสื้อผ้า เป็นเสมือนส่วนต่อเติมเพื่อทวีความโดดเด่นให้แก่สไตล์ส่วนบุคคล เหนืออื่นใด จากการเป็นบุตรชายของช่างค้าผ้า ผู้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางพับแพรไหมและกองผ้าลูกไม้ เขาได้ซึมซับทุกความเข้าใจในศาสตร์แห่งเนื้อผ้า ความพลิ้วไหว และการทิ้งตัวของผืนผ้า ด้วยเหตุนั้น ถึงแม้เขาเลือกที่จะเบนเข็มชีวิตมาสู่แวดวงอัญมณี แต่มรดกศิลป์ทางการตัดเย็บจากผบิดาก็ไม่ได้จางหาย แต่ตรงกันข้าม เทคนิคใด ๆ ที่เขาเคยทำความเข้าใจภายในห้องเสื้อแฟชั่น เขาย่อมสามารถนำมาดัดแปลงใช้กับกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับได้อย่างลงตัว ภายใต้รูปลักษณ์อันคล้ายจะเรียบง่าย ที่จริงแล้วคือความสลับซับซ้อนจากงานออกแบบซึ่งเอื้อต่อการพลิกแพลงในวิธีสวมใส่ที่สามารถนำมาใส่ได้อย่างหลากหลาย เครื่องประดับของเฟรเดอริก บูเชอรง จึงเปิดโอกาสให้สุภาพสตรีในยุคนั้นได้มีอิสระในการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการใช้งาน สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับทุกโอกาส แต่แนวคิดที่ล้ำสมัยที่สุดของเขา คือการก้าวข้ามกรอบของชุดเครื่องประดับแบบดั้งเดิม และมองหาแนวทางใหม่ในการสวมใส่เครื่องประดับ โดยผสานเสื้อผ้าและอัญมณีเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ชุดสร้อยคอตัวเรือนทองคำขาวประดับด้วยคู่เพชรเม็ดกลมคุณภาพ D IF น้ำหนักรวม 5.16 กะรัตร่วมกับรายละเอียดฝังเพชรจิกไข่ปลา งานออกแบบอำนวยต่อการดัดแปลงรูปแบบได้ ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 1,652 ชั่วโมง
เพื่อเชิดชูมรดกอันทรงเกียรติภูมิของเมซง แคลร์ ชวส์น ได้นำบรรทัดฐานทางงานออกแบบของเฟรเดอริก บูเชอรง ผู้ให้ความสำคัญแก่ความอ่อนช้อยและการดัดแปลงรูปแบบเครื่องประดับเพื่อพลิกแพลงวิธีการใช้งาน โดยอาศัยโครงสร้างเชิงสถาปัตย์ในการหล่อแบบตัวเรือนทองคำขาวประดับเพชรให้โอบกระชับกับร่างกาย และโอนอ่อนไปกับทุกการเคลื่อนไหว ผลงานเครื่องประดับอันเปี่ยมด้วยความซับซ้อนทางเทคนิคนี้ สามารถแปรเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่ได้ถึงหกแบบ สะท้อนความยืดหยุ่นและอิสระในการออกแบบอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสวมเป็นสร้อยคอร้อยระย้าคลุมไหล่ทั้งสองข้าง ไปจนถึงเข็มกลัดไหล่เสื้อร้อยเพชรฝังหุ้มเรียงแถวในสัดส่วนสมมาตรสองอัน สร้อยคอยาวทิ้งชายสองปลาย (ด้านหน้ากับด้านหลัง) รวมกระทั่งแยกส่วนเป็นสร้อยคออีกสองเส้น สร้อยคอโช้คเกอร์หนึ่งวง และกำไลข้อมือสองวง
ช่างศิลป์งานฝีมือของ Boucheron สร้างสรรค์ความมหัศจรรย์ด้านการดัดแปลงรูปแบบ โดยการทำโครงสร้างสร้อยปลอกคอซ่อนกลไกตัวกลัดด้านใน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะช่างฝีมือแห่ง Boucheron ที่ทำให้การแปรเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่นี้เป็นจริง ด้วยการออกแบบส่วนคอของชิ้นงานให้มาพร้อมระบบข้อต่อที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างแนบเนียนจนแทบมองไม่เห็น โครงสร้างและข้อต่อที่รังสรรค์ขึ้นอย่างแม่นยำนี้ เปิดโอกาสให้เครื่องประดับชิ้นเดียวสามารถถูกแยกส่วนและถือกำเนิดใหม่ในหลากหลายรูปแบบ สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของเมซงที่มอบอิสระให้ผู้สวมใส่ได้เลือกนิยามการสวมเครื่องประดับในแบบของตนเอง ภายในโครงสร้างของโชคเกอร์ แถวเพชรที่ฝังอย่างประณีตช่วยเติมสัมผัสแห่งความอ่อนช้อยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานกูตูร์ โซ่เพชรฝังแบบเบเซลมีความยาวรวมกว่าเจ็ดเมตร ประกอบด้วยเพชรทรงกลมมากกว่า 2,500 เม็ด ขณะที่ตัวโชคเกอร์ทั้งชิ้นถูกประดับด้วยเพชรบาแก็ตต์มากกว่า 100 เม็ด ที่ผ่านการเจียระไน ฝัง และจัดเรียงแบบไล่ระดับ เพื่อเป็นการก่อมิติความลึกดุจงานประติมากรรม
The Untamed
เฟรเดอริก บูเชอรง เป็นคนที่รักในธรรมชาติ และเหนือสิ่งอื่นใดคือการเฝ้าสังเกตมันอย่างลึกซึ้ง ในยุคสมัยที่ธรรมชาติมักถูกทำให้สวยงาม สมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด เขากลับมองเห็นถึงความจริงของธรรมชาติในแบบที่มันเป็น นักออกแบบร่วมสมัยมักเลือกถ่ายทอดพรรณพืชอันสูงส่งและรูปทรงที่สมบูรณ์แบบ หากแต่เฟรเดอริกกลับค้นพบความงามในพืชและสัตว์ที่ดูเรียบง่าย ไม่หวือหวา ซึ่งเขาได้ศึกษาสิ่งเหล่านี้โดยละเอียด และพยายามถ่ายทอดมันออกมาอย่างซื่อตรงและเสมือนจริงที่สุด ด้วยการตั้งคำถามต่อกรอบเดิม ๆ เฟรเดอริกจึงนำเสนอธรรมชาติในมิติที่สมจริงและมีชีวิตชีวา พืชชนิดหนึ่งที่สะท้อนวิสัยทัศน์นี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือเถาไอวี่ พืชเลื้อยที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่ารุกราน ไร้คุณค่า และไม่พึงปรารถนาในสายตาของช่างอัญมณีที่นิยมดอกไม้สูงศักดิ์ หากสำหรับเฟรเดอริก บูเชอรง เขากลับรู้สึกผูกพันกับความงามอันไม่เชื่องของมัน ไอวี่เติบโต เลื้อยพัน บิดโค้ง และยืนหยัด มันคือภาพแทนของธรรมชาติที่มีชีวิต อิสระ และเป็นจริงอย่างแท้จริง

สร้อยคอประดับเพชร พร้อมหินคริสตัล ตัวเรือนทองคำขาว สร้อยคอชิ้นนี้ออกแบบให้สวมใส่ได้หลากหลายรูปแบบ ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 2,600 ชั่วโมง
แคลร์ ชวส์น มีความตั้งใจที่จะนำงานออกแบบสร้อย Question Mark เถาใบไอวี่รุ่นแรกนี้มารังสรรค์ใหม่ตลอดเวลา สำหรับครั้งนี้ เธอได้ขยายความยาวของช่อใบปลายสร้อยออกไปเป็นพิเศษ โดยยังคงทุกเอกลักษณ์สำคัญของภาพวาดร่างแบบดั้งเดิมไว้ ขณะเดียวกัน ก็เติมรายละเอียดให้เอื้อต่อการสวมใส่ใช้งานในปัจจุบัน เธอได้จินตนาการถึงกิ่งไม้เลื้อยที่ประดับด้วยเพชรทรงกลม ซึ่งแผ่ลำต้นบนสิ่งยึดเกาะอย่างอิสระไปตามสัดส่วนของตัวผู้ส่วมใส่ ความยาวที่ต้องได้สมดุลตามงานออกแบบกลายเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งถูกคลี่คลายด้วยงานประกอบชิ้นส่วนขึ้นโครงสร้างเชิงสถาปัตย์ กิ่ง ก้าน และใบแต่ละชิ้น รวมถึงการจัดตำแหน่ง ล้วนผ่านการคำนวณอย่างละเอียดถึงระดับมิลลิเมตร ซึ่งเท่ากับช่วยสืบสานปรารถนาของ Boucheron ที่จะมอบอิสระสูงสุดในการพลิกแพลงวิธีสวมใส่ ช่างศิลป์ได้ออกแบบกลไกอันประณีตซ่อนอยู่ภายในโมทิฟกิ่งใบหลายชิ้นส่วน ทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถปลดกิ่งใบไอวี่เหล่านั้นออกไปใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสร้อย Question Mark สายสั้น หรือสายยาว จนถึงลดระดับเป็นสร้อยคอแนบลำคอ เข็มกลัด หรือแม้แต่เครื่องประดับผม เพื่อสะท้อนแนวทางการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติของเฟรเดอริก บูเชอรง ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนปัจจุบันยังได้เพิ่มเติมข้อต่อแบบเคลื่อนไหว ควบคู่กับการประดับคริสตัลผลึกทรงกลมที่สอดแทรกอยู่ท่ามกลางโมทิฟใบไอวี่ แต่ละองค์ประกอบล้วนเป็นงานฝีมือที่ประกอบขึ้นอย่างประณีตบนโครงสร้างของตัวเรือน
ภาพสำหรับการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์
ศิลปะภาพขาว-ดำถูกนำมาใช้กับแคมเปญเพื่อการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์เครื่องประดับชั้นสูง Histoire de Style ของ Boucheron เพื่อถ่ายทอดโทนอารมณ์อันสื่อถึงบรรยากาศภายในห้องจัดเก็บเอกสาร และชิ้นงานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมซง ขณะเดียวกัน ก็สามารถดึงสายตาไปสู่เนื้อแท้ของแต่ละผลงานได้อย่างเต็มที่ สำหรับคอลเลกชั่นทั้งสี่ชิ้น จากการขยายผลกระบวนการสร้างสรรค์ของแผนกสตูดิโอถ่ายทอดไปสู่งานออกแบบเสื้อผ้าประกอบฉาก จำลองแบบจากวิถีการแต่งกายตามสมัยนิยมช่วงเวลาที่เฟรเดอริก บูเชอรง ยังมีชีวิตอยู่ ขณะเดียวกัน ก็สอดแทรกความทันสมัยลงไปให้ปรากฏอย่างชัดเจน โดยอ้างอิงจากมิติทรงเสื้อผ้าของชาร์ลส์ เฟรเดอริก เวิร์ธ (Charles Frederick Worth) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งธุรกิจห้องเสื้อชั้นสูง ซึ่งเปิดกิจการห้องเสื้อของตนขึ้นระหว่างปี 1858 ปีเดียวกับที่ Boucheron เปิดบูติกแห่งแรกขึ้นบนถนนสายเดียวกัน ที่ รูว์ เดอ ลา เป ชุดเดรสทั้งสี่ได้รับการตัดเย็บขึ้นใหม่ ด้วยรูปแบบที่รองรับผลงานเครื่องประดับอันเป็นตัวแทนแต่ละบทในแคมเปญ และเป็นเวทีแสดงจุดเด่นแห่งความงดงามตระการตาของเครื่องประดับแต่ละชิ้นได้อย่างดีที่สุด
สร้อยคอ The Address ถูกจับคู่กับชุดเดรสที่มีแขนเสื้อทรงพอง ทำให้น้ำหนักของสัดส่วนไปเน้นที่ช่วงบนของเรือนร่าง แขนเสื้อได้รับการออกแบบให้ขยายความกว้างของช่วงไหล่ ช่วยดึงสายตามาสู่เนินอก เสริมมิติทางสถาปัตยกรรมให้กับการเคลื่อนไหวของเรียวแขนผู้สวมใส่ ขณะเดียวกัน คอเสื้อที่ออกแบบในรูปทรงเรขาคณิตยังช่วยขับเน้นเหลี่ยมมุมของจี้สร้อยคอให้ดูโดดเด่นและคมชัดยิ่งขึ้น
สำหรับเดรสสวมใส่ร่วมกับสร้อย Question Mark “The Spark” อาศัยแรงบันดาลใจจาก “ชุดยาวสองชิ้น” ซึ่งประกอบด้วยกระโปรงและตัวเสื้อสองแบบ เพื่อให้สามารถปรับลุคจากกลางวันสู่ยามค่ำคืนได้อย่างง่ายดาย ตัวเสื้อแบบหนึ่งออกแบบให้ปิดคลุมช่วงไหล่อย่างสุภาพ ขณะที่อีกแบบเปิดคอกว้างคว้านลึกเผยความโดดเด่นของโค้งตัวเรือนสร้อยคอได้อย่างงดงามในยามค่ำคืน
ท้ายสุด สร้อยคอยาว The Untamed ถูกนำเสนอคู่กับกระโปรงเสริมโครงบั้นท้าย (bustle dress) อันถือเป็นประดิษฐกรรมการแต่งกายที่ชาร์ลส์ เฟรเดอริก เวิร์ธ ได้สรรค์สร้างขึ้นในปี 1867 โดยอาศัยหลักการสถาปัตยกรรมมาใช้กับศิลปะตัดเย็บผ่านโครงโลหะรองใต้กระโปรงเพื่อยกโค้งทรงสะโพกด้านหลังให้ตั้งขึ้นรูปทรงกลมกลึงอย่างชัดเจน เป็นการก่อมิติทรงอันเหมาะกับความยาวของสร้อยคอ
การจัดแสดงคอลเลกชั่น
สำหรับเครื่องประดับชั้นสูงคอลเลกชั่นใหม่นี้ จะทำการจัดแสดงเป็นครั้งแรกในวันที่ 26 มกราคม ปี 2026 ณ อาคารเลขที่ 26 ปลาส ว็องโดม คฤหาสน์ประวัติศาสตร์แห่งครอบครัวบูเชอรง บนพื้นที่ของอพาร์ตเมนต์ส่วนตัว เพื่อให้เหล่าแขกผู้ทรงเกียรติได้ย้อนอดีตสู่ยุคสมัยที่เฟรเดอริก บูเชอรง เริ่มต้นกิจการเครื่องประดับของตนในมหานครปารีส โดยที่ผลงานทั้งสี่ชิ้นต่างสะท้อนที่เรื่องราวความสำเร็จแต่ละบทของผู้ก่อตั้งเมซง จากนั้น ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้จะออกเดินทางไปจัดแสดงร่วมกับผลงานชิ้นเด่น ซึ่งถูกเลือกสรรอย่างดีมาจากแผนกจัดเก็บเอกสาร และตัวอย่างชิ้นงานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของ Boucheron เพื่อร่วมเติมเต็มเรื่องราวต่างๆ อันเป็นที่มาของแต่ละผลงาน Histoire de Style คอลเลกชั่น Nom : Boucheron Prénom : Frédéric ในประเทศจีนระหว่างเดือนมีนาคม ตามมาด้วยประเทศญี่ปุ่นระหว่างเดือนเมษายน และเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2026
24 ม.ค. 2569
20 ม.ค. 2569
20 ม.ค. 2569
24 ม.ค. 2569