Last updated: 5 ก.พ. 2569 | 24 จำนวนผู้เข้าชม |
มีการประดิษฐ์นาฬิกาขึ้นมาเพียงเพื่อทำหน้าที่บอกเวลา และก็มีสร้างสรรค์นาฬิกาที่เลือกตั้งคำถาม เพื่อผลักดันขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์ พร้อมท้าทายความเชื่อมั่นที่เรามีต่อโลกใบนี้ และ UR-100V ‘LightSpeed’ Ceramic คือหนึ่งในผลงานที่สร้างจากมุมมองนั้น
นาฬิการุ่นนี้ทำให้ URWERK นำเสนอการอ่านค่าของเวลาที่ก้าวข้ามกรอบอ้างอิงบนโลก กลไกจักรกลภายในไม่ได้ทำหน้าที่เพียงวัดนาที หากยังถ่ายทอดรูปลักษณ์ของปรากฏการณ์พื้นฐานระดับจักรวาลการเคลื่อนที่ของแสงผ่านห้วงอวกาศ
หลักการนั้นเรียบง่ายในเจตนา ทว่าท้าทายอย่างยิ่งในภาคปฏิบัติ ดาวเทียมบอกชั่วโมงแบบ wandering hour อันเป็นเอกลักษณ์ของ URWERK ละทิ้งบทบาทดั้งเดิมของการเป็นเพียงเครื่องบอกเวลา เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นหมุดหมายแห่งจักรวาล ทันทีที่มันเคลื่อนพ้นจากแทร็กนาที การเดินทางที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น—การเดินทางของโฟตอนที่ออกจากดวงอาทิตย์ มุ่งหน้าสู่หมู่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ เวลาจึงไม่ได้ถูกนับอีกต่อไป หากถูก “ก้าวผ่าน”

UR-100V LS Ceramic ถ่ายทอดความจริงทางกายภาพอย่างตั้งใจและเคร่งครัด ทุกการแสดงผลสอดคล้องกับระยะทางที่สามารถวัดได้ ทุกการเคลื่อนไหวอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างแม่นยำ นาฬิกาเรือนนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างมาตราส่วนของมนุษย์กับระเบียบแห่งจักรวาล เป็นการแปลภาษาแห่งดาราศาสตร์ให้กลายเป็นกลไกที่สามารถอ่านค่าได้บนข้อมือ
ภายใต้บริบทนี้ “แสง” มิได้เป็นเพียงอุปมา หากคือความจริงที่สามารถวัดค่าได้ อนุภาคพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไร้มวลซึ่งรู้จักกันในนามโฟตอน เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ 299,792 กิโลเมตรต่อวินาที กำเนิดขึ้นจากใจกลางดวงอาทิตย์ พวกมันต้องใช้เวลานับพันปีในการหลบหนีออกจากแกนกลางอันหนาแน่น ก่อนจะเดินทางผ่านสุญญากาศแห่งอวกาศอย่างไร้อุปสรรค และมาถึงโลกในเวลาเพียง 8.3 นาที สิ่งที่เรารับรู้ว่าเกิดขึ้น “ในทันที” แท้จริงแล้วคือข้อมูลที่ล่าช้า ทุกลำแสงล้วนเป็นความทรงจำของอดีต
ความจริงทางวิทยาศาสตร์ข้อนี้คือหัวใจของ UR-100V LS Ceramic นอกเหนือจากการแสดงชั่วโมงและนาทีด้วยระบบดาวเทียม นาฬิกายังผสานการแสดงผลแบบสามมิติของดาวเคราะห์ทั้งแปดในระบบสุริยะ แต่ละตำแหน่งสอดคล้องกับเวลาที่แสงอาทิตย์ต้องใช้ในการเดินทางจากดวงอาทิตย์ไปยังดาวเคราะห์ดวงนั้นอย่างแม่นยำ เมื่อดาวเทียมชั่วโมงเคลื่อนพ้นจากแทร็กนาที บทบาทของมันก็แปรเปลี่ยนไป มันไม่ใช่เครื่องบอกเวลาในความหมายดั้งเดิมอีกต่อไป หากกลายเป็นหมุดหมายที่กำลังเคลื่อนที่ ขีดเส้นทางของโฟตอนข้ามผ่านระยะทางระดับจักรวาล
“การสวมผลงานชิ้นนี้เปรียบเสมือนการพกเศษเสี้ยวของจักรวาลไว้บนข้อมือ เป็นภาพจำลองของห้วงคอสมอสที่ถูกย่อส่วนให้สอดรับกับการรับรู้ของมนุษย์” Martin Frei ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์และผู้ร่วมก่อตั้ง URWERK อธิบาย “ด้วยการถ่ายทอดระยะทางทางดาราศาสตร์ลงสู่เรขาคณิตอันจำกัดของหน้าปัดนาฬิกา การแปรเปลี่ยนของมาตราส่วนนี้ทำให้ความเร็วอันมหาศาลของแสงกลับดูราวกับการเคลื่อนไหวที่แทบหยุดนิ่งต่อสายตา ความเร็วคงที่ทางกายภาพจึงถูกมองว่าช้าลง เพียงเพราะกรอบอ้างอิงและสัดส่วนได้เปลี่ยนไป ลำดับของปรากฏการณ์เผยตัวอย่างแม่นยำตามหลักวิทยาศาสตร์: แสงอาทิตย์ใช้เวลา 3.2 นาทีในการเดินทางถึงดาวพุธ 6 นาทีถึงดาวศุกร์ 8.3 นาทีถึงโลก 12.6 นาทีถึงดาวอังคาร 43.2 นาทีถึงดาวพฤหัสบดี 79.3 นาทีถึงดาวเสาร์ 159.6 นาทีถึงดาวยูเรนัส และ 4.1 ชั่วโมงจึงจะถึงดาวเนปจูน กลไกนี้จึงมิได้เป็นเพียงการแสดงข้อมูล หากยังมอบประสบการณ์ให้ผู้สวมใส่รับรู้ระยะห่างระดับจักรวาลได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำเตือนอย่างสง่างามว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด”
Felix Baumgartner ข่างนาฬิกาอัจฉริยะและเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง URWERK ได้ต่อยอดแนวคิดนี้ไปสู่มิติทางปรัชญากล่าวต่อว่า “นี่คือเรื่องราวที่เราทุกคนเคยได้ยินตั้งแต่วัยเยาว์ เรื่องราวที่ช่วยอธิบายตำแหน่งของเราบนโลก ความกว้างใหญ่ของจักรวาล และความสัมพันธ์อันชวนฉงนระหว่างมนุษย์กับ ‘ปัจจุบัน’ เมื่อแสงจากดาวฤกษ์อันไกลโพ้นเดินทางมาถึงเรา ดาวดวงนั้นอาจดับสูญไปนานแล้ว สิ่งที่เราเห็นอาจไม่มีอยู่อีกต่อไป และไม่เคยเป็นปัจจุบันเลย หากเป็นเพียงความทรงจำเท่านั้น”
นวัตกรรมด้านวัสดุคืออีกองค์ประกอบที่ช่วยขับเน้นเรื่องราวของนาฬิการุ่นนี้ ตัวเรือนถือเป็นบทพิสูจน์ล่าสุดของการพัฒนาวิศวกรรมวัสดุคอมโพสิตของ URWERK ในระดับที่ก้าวหน้าที่สุดเท่าที่เคยมีมา Felix Baumgartner อธิบายว่า “ความแข็งแกร่งอย่างยิ่งของเซรามิกแบบดั้งเดิมนั้นกลับเป็นจุดอ่อน เพราะโดยธรรมชาติแล้วมันมีความเปราะเมื่อผ่านกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูง เซรามิกอาจแตกร้าวหรือแตกกระจายได้หากเผชิญแรงกระแทกรุนแรง เราจึงต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดนั้นและพัฒนาวัสดุขึ้นมาใหม่ ด้วยการผสานใยแก้วและคาร์บอนเข้าไป เซรามิกคอมโพสิตรุ่นล่าสุดของเราจึงไม่แตกหักง่ายอีกต่อไป”
วัสดุใหม่นี้ใช้โครงสร้างโพลิเมอร์แมทริกซ์ที่หลอมรวมเส้นใยเซรามิกถักทอละเอียด สลับชั้นกับไฟเบอร์กลาสและคาร์บอน โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากอุตสาหกรรมการบินและกระบวนการทางการแพทย์ที่ควบคุมด้วยเลเซอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือวัสดุซึ่งคงไว้ทั้งความเที่ยงตรงทางรูปลักษณ์และความทนทานแบบเซรามิก แต่เพิ่มความสามารถในการต้านทานแรงกระแทกได้อย่างมีนัยสำคัญ เป็นวัสดุที่ถูก “ออกแบบทางวิศวกรรม” อย่างแท้จริง มิใช่เพียงสร้างขึ้นเพื่อความงามเท่านั้น

ในแง่ของงานออกแบบ ความตั้งใจในการเลือกใช้สีขาวนั้นชัดเจน เรซินสีขาวที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความตัดกันกับโทนสีเงินของชั้นไฟเบอร์กลาส เมื่อผ่านกระบวนการขึ้นรูปและตกแต่งพื้นผิว โครงสร้างแบบหลายชั้นของวัสดุจึงปรากฏให้เห็น ก่อเกิดมิติที่ลุ่มลึกอย่างแนบเนียน
ตัวเรือนสามารถเผยเฉดสัมผัสที่แปรเปลี่ยนไปตามมุมมองและแสง ตั้งแต่ผิวด้านลึกสงบไปจนถึงประกายเรืองรองอย่างนุ่มนวล รายละเอียดเหล่านี้ไม่ใช่การตกแต่งเพิ่มเติม หากเป็นการแสดงตัวตนตามธรรมชาติของวัสดุ ผ่านการควบคุมอย่างแม่นยำ แต่ยังคงเสน่ห์ของความไม่แน่นอนที่ทำให้ทุกมุมมองแตกต่างกันเล็กน้อย
Martin Frei เชื่อมโยงความงามของนาฬิการุ่นนี้เข้ากับมิติทางวัฒนธรรมที่ลึกยิ่งขึ้น โดยกล่าวว่า “ตัวเรือนเซรามิกสีขาวทำหน้าที่โอบล้อมหน้าปัดสีดำของ UR-100V LS Ceramic ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดออกสู่ความมืดล้ำของอวกาศ พร้อมชี้ตำแหน่งของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ สีขาวไม่ใช่เพียงสีเดียว หากเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดขึ้นเมื่อความยาวคลื่นของแสงที่มองเห็นได้ทั้งหมดอยู่ในสมดุล บนพื้นผิวของวัสดุ สีขาวเกิดจากการสะท้อนและกระจายแสงส่วนใหญ่ที่ตกกระทบ จึงไม่มีสีขาวแท้จริง ที่มีเฉดสีแบบคงที่ เพราะมันแปรเปลี่ยนไปตามสภาพแสงและความเปรียบต่าง ด้วยเหตุนี้ สีขาวจึงไม่ใช่สาร หากคือสภาวะหนึ่งของแสง ในตัวเรือนนาฬิการุ่นใหม่นี้ เซรามิกสีขาวและแสงสีขาวจึงมาบรรจบกันต่างเป็นรูปแบบของพลังงานที่เผยตัวผ่านพื้นผิวของตนเอง”
สถาปัตยกรรมของเรือนเวลานี้สมบูรณ์ด้วยตัวเรือนขนาดกว้าง 43 มิลลิเมตร ยาว 51.73 มิลลิเมตร และหนา 14.55 มิลลิเมตร ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 เคลือบ DLC และผ่านการพ่นทรายละเอียด ฝาหลังเปิดให้มองเห็นโรเตอร์ได้อย่างเต็มตา โรเตอร์ซึ่งถูกออกแบบในเชิงนามธรรมให้ชวนระลึกถึงดวงอาทิตย์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกลไกภายในอย่างสง่างาม


หัวใจของ UR-100V LS Ceramic คือกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ UR 12.02 ที่ได้รับการออกแบบให้ทำงานอย่างแม่นยำและมีเสถียรภาพ ระบบ Windfänger ซึ่งเป็นกังหันต้านแรงอากาศช่วยควบคุมประสิทธิภาพการขึ้นลาน ป้องกันไม่ให้พลังงานถูกส่งเข้าสู่กลไกมากเกินไป
กลไกนี้ทำงานที่ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และสำรองพลังงานได้นาน 48 ชั่วโมงด้วยตลับลานคู่ โครงสร้างภายในได้รับการป้องกันการเสียดสีด้วยอัญมณี 40 เม็ด และจัดวางบนแผ่นโลหะผสม ARCAP สามชิ้นซึ่งถูกเลือกใช้เพราะความมั่นคงสูง รายละเอียดอื่นๆ ล้วนสะท้อนความพิถีพิถันทางวิศวกรรม ตั้งแต่ดาวเทียมบอกชั่วโมงอะลูมิเนียมที่ติดตั้งบนกางเขนมอลทีสบรอนซ์เบริลเลียม คารูเซลอะลูมิเนียม ไปจนถึงโรเตอร์อะลูมิเนียมเคลือบ PVD สีดำที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบทั้งหมด
งานตกแต่งเน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นลายขัดแบบวงกลม การพ่นทราย การยิงเม็ดโลหะ หรือผิวซาตินโค้งมน ซึ่งช่วยจัดระเบียบพื้นผิวที่มองเห็นให้ดูคมชัดและมีมิติ หัวสกรูที่ลบมุมยังคงอยู่เพื่อคารวะต่อขนบแห่งศิลปะการทำนาฬิกา ขณะที่การเคลือบ Super-LumiNova® บนหลักชั่วโมงและนาทีช่วยให้มองเห็นเวลาได้ชัดเจนในที่มืด โดยไม่รบกวนความเคร่งครัดของเส้นสายบนหน้าปัดเลยแม้แต่น้อย
UR-100V LS Ceramic ไม่ได้พยายามอธิบายจักรวาลทั้งหมด แต่เลือกถ่ายทอดสิ่งที่สุขุมและท้าทายยิ่งกว่า ด้วยการแปรความจริงทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นประสบการณ์เชิงกลไก ประสบการณ์ที่เผยตัวอยู่บนข้อมือ ในมาตราส่วนที่มนุษย์เข้าถึงได้ แต่ยังคงเชื่อมโยงกับความเวิ้งว้างอันไร้ขอบเขตของห้วงอวกาศ
4 ก.พ. 2569
5 ก.พ. 2569
4 ก.พ. 2569
4 ก.พ. 2569