Last updated: 12 ก.พ. 2569 | 100 จำนวนผู้เข้าชม |
หากเปรียบ Breguet เป็นหนังสือประวัติศาสตร์แห่งโลกเวลา เรื่องราวของแบรนด์คงยาวไกลเกินอ่านจบในครั้งเดียว เพราะเต็มไปด้วยนวัตกรรมกลไก เทคนิคใหม่ และงานหัตถศิลป์ที่ถือกำเนิดจากความคิดของ Abraham-Louis Breguet นับตั้งแต่เปิดเวิร์กช้อปบนเกาะ Île de la Cité ใจกลางกรุงปารีสในปี 1775 เขาไม่ได้เพียงก่อตั้งแบรนด์ Breguet เท่านั้น แต่ยังได้วางรากฐานใหม่ให้ศาสตร์แห่งการบอกเวลา หลายแนวคิดไม่เพียงเปลี่ยนยุคสมัยของตนเอง หากยังกลายเป็นรากฐานของนาฬิกากลไกที่โลกใช้มาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่การคิดค้นทูร์บิญองในปี 1801 เพื่อแก้ผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง ไปจนถึงสิทธิบัตรราว 70 ฉบับ เช่น Pare-chute, Natural Escapement และ Breguet Overcoil รวมถึงการสร้างเรือนเวลาสำหรับสวมข้อมือในปี 1810 อันนับเป็นต้นแบบแห่งนาฬิกาข้อมือ


ท่ามกลางความผันผวนของประวัติศาสตร์ เขาฟื้นฟูกิจการด้วยนาฬิกา Souscription และระบบวางมัดจำหนึ่งในสี่ วางรากฐานการผลิตแบบซีรีส์และการบริหารธุรกิจสมัยใหม่

หลังยุคผู้ก่อตั้ง จิตวิญญาณแห่งการตั้งคำถามและการแสวงหาความก้าวหน้ายังคงได้รับการสืบทอดอย่างไม่ขาดสาย ผ่านการวิจัยอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการธำรงศิลปะกิโยเช่ด้วยเครื่องมือดั้งเดิมที่เปี่ยมคุณค่า วาระครบรอบ 250 ปีจึงถูกถ่ายทอดผ่านเรือนเวลาพิเศษ 11 รุ่น ซึ่งสะท้อนทุกมิติแห่งความคิด ตั้งแต่ความงามอันเรียบง่ายไปจนถึงความซับซ้อนขั้นสูง นอกจากนี้การเปิดตัวนาฬิกาบางรุ่นของการฉลองสองศตวรรษครึ่งในหลายเมืองสำคัญของโลกยังเปรียบเสมือนการพาผู้หลงใหลในเรือนเวลากลับไปสำรวจดินแดนสำคัญที่ A.-L. Breguet เคยฝากรอยประวัติศาสตร์ไว้ ราวกับการเดินทางข้ามกาลเวลา เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าแห่งนวัตกรรมที่หล่อหลอมแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน
Classique Souscription 2025
Breguet เปิดฉากการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีที่กรุงปารีส เมืองที่ Abraham-Louis Breguet ตั้งเวิร์กช็อปและสร้างนวัตกรรมสำคัญ ด้วยผลงานที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งอย่าง Classique Souscription 2025 การนำจิตวิญญาณของนาฬิกาพก Souscription อันล้ำยุคในอดีตกลับมาตีความใหม่ในรูปแบบนาฬิกาข้อมือ พร้อมคว้ารางวัลสูงสุด Aiguille d’Or หรือ Grand Prix ของ GPHG 2025 จากการยกย่องประวัติศาสตร์และนวัตกรรมของแบรนด์ ความเรียบง่ายที่งดงามและลึกซึ้ง รวมถึงคุณค่าทางศิลปะและการผลิตที่ยอดเยี่ยม


ตัวเรือนขนาด 40.0 มิลลิเมตร ได้รับการออกแบบใหม่โดยคำนึงถึงสรีรศาสตร์ ผลิตจาก Breguet gold 18K โลหะผสมเฉดอุ่นอมชมพู พัฒนาขึ้นเฉพาะ ประกอบด้วยทองคำ 75% ผสานเงิน ทองแดง และแพลาเดียม ให้ความเสถียรและทนต่อการเปลี่ยนสี ส่วนกลางตัวเรือนขัดซาติน จับคู่กับสายหนังจระเข้และหัวเข็มขัดพินบัคเคิลทองคำ Breguet gold
ด้านหลังเผยให้เห็นการทำงานของกลไกไขลาน คาลิเบอร์ VS00 ทำจากทองเหลืองชุบทองเฉดเดียวกับตัวเรือน ตกแต่งด้วยลวดลายกิโยเช่ใหม่ Quai de l’Horloge ที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นโค้งของ Île de la Cité และ Île Saint-Louis ใจกลางปารีส อ้างอิงจากแผนที่ Turgot ศตวรรษที่ 18 กลไกนี้ทำงานที่ความถี่ 3 เฮิรตซ์ สำรองพลังงานนาน 96 ชั่วโมง จากตลับลานเดี่ยว สปริงสายใย Nivachron™ พร้อม Breguet overcoil เพิ่มความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก อุณหภูมิ และแรงกระแทก
Tradition Seconde Rétrograde 7035
ผลงานเรือนที่สอง Breguet Tradition Seconde Rétrograde 7035 เปิดตัวที่เซี่ยงไฮ้ที่สะท้อน “ความสำคัญของตลาดร่วมสมัย” ผลงานที่เป็นเสมือนบทพิสูจน์ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ เทคนิค และสุนทรียศาสตร์ โดยตั้งอยู่บนรากฐานความคิดของ A.-L. Breguet อย่างแท้จริง โครงสร้างสถาปัตยกรรมของเรือนเวลาถูกออกแบบให้เผยให้เห็นสะพานจักร เฟือง และการจัดวางที่สมมาตรด้านหน้า โอบล้อมหน้าปัดเยื้องศูนย์ เพื่อเปิดมุมมองให้ผู้สวมใส่ได้เห็นการทำงานภายในอย่างต่อเนื่อง ราวกับมองจากสายตาของช่างนาฬิกาขณะประกอบกลไก

Tradition Seconde Rétrograde 7035 ผลิตจำกัดเพียง 250 เรือน มาในตัวเรือนขนาด 38.0 มิลลิเมตร ทำจาก Breguet gold 18k หน้าปัดเยื้องศูนย์ตกแต่งด้วยงานแกะกิโยเชลวดลาย Quai de l’Horloge เคลือบลงยา grand feu สีฟ้าโปร่งแสงหรือ Breguet blue ประดับตัวเลขอารบิกแบบ Breguet สเกลนาที และหมายเลขประจำเรือนในโทนสีเงิน สองเฉดสีอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์คือ ทองและฟ้า ที่ตัดกันอย่างสง่างาม มาพร้อมการแสดงวินาทีแบบเรโทรเกรดที่ได้รับการจัดวางอย่างพอเหมาะระหว่างตำแหน่ง 10–11 นาฬิกา
Type XX Chronographe 2075
ในประวัติศาสตร์ของ Breguet ไม่ได้มีเพียงนวัตกรรมกลไก แต่ยังผูกพันกับท้องฟ้าอย่างแนบแน่น มรดกด้านการบินถูกถ่ายทอดโดย Louis Charles Breguet เหลนของผู้ก่อตั้ง และเป็นผู้บุกเบิกอากาศยานฝรั่งเศสซึ่งออกแบบ gyroplane ในปี 1907 ที่สามารถยกตัวพร้อมผู้โดยสาร รวมถึงการก่อตั้ง Breguet Aviation และบทบาทสำคัญทั้งในโลกการบินทหารและพลเรือนหล่อหลอมตัวตนของคอลเลกชัน Type XX หนึ่งในเสาหลักของการเฉลิมฉลองครั้งสำคัญ

มหานครนิวยอร์กถูกเลือกเป็นเวทีเปิดตัว Type XX Chronographe 2075 โครโนกราฟนักบินรุ่นพิเศษที่ตีความต้นแบบนาฬิกาพลเรือนปี 1955 ใหม่ พร้อมเชื่อมโยงตำนานเที่ยวบินปารีส–นิวยอร์ก ปี 1930 ของ Dieudonné Costes และ Maurice Bellonte บนเครื่องบิน Breguet 19TR Super Bidon
Type XX Chronographe 2075 เปิดตัวในสองเวอร์ชัน ในตัวเรือน Breguet gold มาพร้อมหน้าปัดอะลูมิเนียมอโนไดซ์สีดำ ประดับสัญลักษณ์ “Al” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่แบรนด์เลือกใช้วัสดุนี้ อีกรุ่นมาพร้อมหน้าปัดเงิน 925 ประดับเครื่องหมาย “Ag925” ตกแต่งลายริ้วแนวตั้ง และสเกล tachymeter


Classique Tourbillon Sidéral 7255
บทที่ 4 ของการฉลองที่ย้ำถึงความยิ่งใหญ่ของกลไกทูร์บิญอง โดยได้รับการตีความใหม่ให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นกับการผสานสองแนวคิดที่ท้าทายที่สุดคือ กลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองที่ยึดจากด้านล่างเพียงจุดเดียว ร่วมกับโครงสร้างแบบ Mysterious เทคนิคการซ่อนกลไกขับเคลื่อนทั้งหมดออกจากสายตา สร้างความพิศวงและน่าหลงใหลให้กับ Classique Tourbillon Sidéral 7255 ผลงานที่แสดงการคารวะต่อการจดสิทธิบัตรกลไกทูร์บิญองสิ่งประดิษฐ์อันเป็นตำนานของ Breguet วันที่ 26 มิถุนายน 1801 โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 มิถุนายน 2025 ครบ 250 ปีพอดี กับจำนวนผลิตจำกัดเพียง 50 เรือน

Marine Hora Mundi 5555
บทที่ 5 ของการเฉลิมฉลองคือการถักทอประวัติศาสตร์อันยาวนานเข้ากับวิศวกรรมร่วมสมัยอย่างสุขุม ผ่าน Marine Hora Mundi 5555 นาฬิกาผลิตจำกัดเพียง 50 เรือน โดยเปิดตัวที่กรุงลอนดอน เมืองหลวงของสหราชอาณาจักร ซึ่งเชื่อมโยงกับการเดินเรือและเส้นเมอริเดียนกรีนิช ศูนย์กลางการกำหนดลองจิจูดและเวลาโลก สอดคล้องกับจิตวิญญาณของนาฬิกา Marine ที่เกี่ยวพันกับศาสตร์แห่งการนำทาง และเป็นครั้งแรกที่รุ่นนี้ถูกถ่ายทอดลงในตัวเรือน Breguet gold 18k พร้อมแรงบันดาลใจจาก Black Marble ของ NASA ภาพโลกยามค่ำคืนที่เปล่งประกายจากแสงไฟของมหานครทั่วทุกทวีป สะท้อนตัวตนของ Hora Mundi ในฐานะนาฬิกาสำหรับนักเดินทาง พื้นหน้าปัดถูกออกแบบแบบสองชั้น ชั้นล่างเป็นฐานทองคำไล่เฉดจากฟ้าอ่อนไปสู่น้ำเงินเข้ม แกะลายกิโยเชเป็นเส้นเมอริเดียนและเส้นขนาน สร้างภาพลวงตาของโลกทรงกลม ส่วนชั้นบนคือแผ่นแซฟไฟร์โปร่งแสง ตกแต่งลายทวีปด้วยการลงยาจากด้านหลังแบบกลับภาพ เติมมิติด้วยกลุ่มเมฆด้านหน้าและการเผาเคลือบสีแบบ grand feu ทำให้แต่ละหน้าปัดมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน แสงไฟยามค่ำคืนถ่ายทอดผ่านงานลงยาฟอสฟอเรสเซนต์ที่อยู่ระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตร
Reine de Naples 9935 and 8925
ในประวัติศาสตร์ของ Breguet ความผูกพันกับนาฬิกาสำหรับผู้หญิงปรากฏอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 1810 เมื่อ A.-L. Breguet สร้างนาฬิกาข้อมือเรือนแรกให้แก่ Caroline Murat ราชินีแห่งเนเปิลส์ สายสัมพันธ์นี้ไม่ใช่เพียงเกร็ดประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นรากฐานทางความคิดที่หลอมรวมเป็นคอลเลกชัน Reine de Naples ซึ่งสะกดหัวใจผู้หญิงทั่วโลกด้วยดีไซน์อันเปี่ยมเอกลักษณ์ และในวาระครบสองศตวรรษครึ่งของเมซง สองเรือนเวลาพิเศษจึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง

Reine de Naples 9935 คือการนิยามใหม่ของความเป็นหญิงในโลกนาฬิกาชั้นสูง เป็นครั้งแรกของรุ่น Moon Phase ที่ตัดฟังก์ชันพลังงานสำรองออก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ดวงจันทร์ขนาดใหญ่โดดเด่นเต็มตา หน้าปัดออกแบบอย่างซับซ้อนด้ว โครงสร้างหลายชั้น ตั้งแต่กระจกอเวนเจอรีนสีน้ำเงินที่เปล่งประกายดุจท้องฟ้ายามค่ำคืน ไปจนถึงแผ่นมุกทะเลทาฮิติที่สะท้อนแสงเปลี่ยนไปตลอดวัน ตัวเรือนทรงวงรีจาก Breguet gold 18K ประดับเพชรบนขอบตัวเรือน 109 เม็ด และข้อต่อทรงกลมแบบ snow-set อีก 52 เม็ด
ส่วน Reine de Naples 8923 คือการตีความความงามแบบมินิมัลในแบบ Breguet เน้นความชัดเจนและอ่านง่ายตามอุดมคติของผู้ก่อตั้ง แสดงเพียงชั่วโมงและนาที ตัวเรือน Breguet gold 18K ขนาด 33 มิลลิเมตร ประดับเพชรทรงเหลี่ยมเกสร 107 เม็ด และบนข้อต่ออีก 52 เม็ด เพิ่มมิติแห่งเครื่องประดับโดยไม่ลดทอนความสงบของหน้าปัด หน้าปัด Breguet gold 18K แกะลายกิโยเช Quai de l’Horloge แบบเยื้องศูนย์ ประดับเพชรทรงหยดน้ำที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา จับคู่กับสายสร้อยทองคำ
Classique 7225 and Classique 7235
สองผลงานรุ่นพิเศษที่ออกมาพร้อมกันในเดือนตุลาคม ถ่ายทอดแก่นแท้ของศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาผ่านสไตล์คลาสสิกผสานความซับซ้อนในรุ่น Classique 7225 และ Classique 7235 ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากผลงานระดับตำนานของ A-L. Breguet ที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์เมื่อกว่าสองศตวรรษก่อน

Classique 7225 คือการถ่ายทอดมรดกเชิงโครโนเมตริกของ Breguet สู่ยุคปัจจุบัน โดยมีต้นแบบจากนาฬิกาพก Breguet No.1176 ผลงานเชิงทดลองระหว่างปี 1802–1809 ที่โดดเด่นด้านความถี่สูงและการแสวงหาความเที่ยงตรงสูงสุด รุ่นใหม่นี้มาในตัวเรือน Breguet Gold 18K ขนาด 41 มิลลิเมตร หน้าปัดทำจาก Breguet gold แกะลายกิโยเช Quai de l’Horloge อ้างอิงเลย์เอาท์ดั้งเดิมด้วยเข็มสั้น–ยาวแยกมาตรเวลาชั้นในและชั้นนอก เสริมหน้าปัดย่อยแสดงวินาที ฟังก์ชัน Observation Seconds แบบฟลายแบ็ค และมาตรวัดพลังงานสำรอง

ด้าน Classique 7235 นำแรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกหมายเลข 5 ซึ่งส่งมอบในปี 1794 ถ่ายทอดความงามคลาสสิกผ่านหน้าปัด Breguet gold 18k แกะลาย Quai de l’Horloge ด้วยมือ เลย์เอาท์ตรงตามต้นฉบับ งานตกแต่งยกระดับด้วยหน้าปัดทรงเอียง ขอบบาง และรายละเอียดจากงานแกะลายกิโยเชหลายระดับ ในตัวเรือน Breguet gold 18k ขนาด 39.0 มิลลิเมตร
Reine de Naples Crazy Flower and Perles Impériales
สองผลงานที่สุดตระการตาที่หลอมรวมโลกของเครื่องบอกเวลาชั้นสูงเข้ากับเครื่องประดับได้อย่างน่าอัศจรรย์ เปิดตัวที่งาน Dubai Watch Week 2025 ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกาหรูระดับโลก รังสรรค์ตัวเรือนจาก Breguet gold 18k เจิดจรัสในรูปแบบที่สวยงามพร้อมสะกดทุกสายตา

Reine de Naples Crazy Flower เปรียบเสมือนดอกไม้มีชีวิตที่เคลื่อนไหวตามจังหวะข้อมือ ได้แรงบันดาลใจจากดอก Frangipani หรือดอกลีลาวดี ประดับเพชรทรงบาแก็ตต์อย่างประณีตรวม 436 เม็ด น้ำหนักราว 37.2 กะรัต ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 586/1 ขึ้นลานด้วยโรเตอร์แพลทินัมแกะลายกิโยเช Petit Trianon พระราชวังขนาดเล็กในพระราชวังแวร์ซายส์ สถานที่โปรดของ Marie Antoinette ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์

Reine de Naples Perles Impériales ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนระหว่างไข่มุก เพชร และทองคำ ตัวเรือนและขอบประดับเพชรในโครงสร้างตะกร้าที่ซับซ้อน หน้าปัดโอปอลงดงามด้วยเพชร 211 เม็ดที่เรียงร้อยต่อกัน และเพชรทรงหยดน้ำที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เข็มทรง Breguet ข้อต่อตัวเรือนงดงามด้วยไข่มุกอะโกย่าทรงกลมที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเข้ามาแทนลูกบอลเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน และเชื่อมต่อสู่สายนาฬิกา Breguet gold 18k ที่แถวกลางร้อยด้วยไข่มุกทั้งหมด หรือจะเลือกสายหนังจระเข้ผิวซาตินสีแชมเปญแทนก็ได้
Classique Grande Sonnerie Métiers d’Arts 1905BH/2H
บทสรุปสูงสุดของศิลปะการทำนาฬิกาเชิงกลและงานช่างชั้นสูงที่ Breguet เปิดตัวที่ Place Vendôme ในกรุงปารีส ภายในบูติกของ Breguet ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Quai de l’Horloge สถานที่ที่ Abraham-Louis Breguet เปิดเวิร์กช็อปแห่งแรกในปี 1775 ผลงานที่รังสรรค์ขึ้นเพียงหนึ่งเดียวเพื่อฉลองวาระสำคัญคือสุดยอดความซับซ้อนบนนาฬิกาพกในแบบ double hunter ระดับ Grand Complication ที่รวมระบบตีบอกเวลาด้วยเสียงหลายระบบเข้าด้วยกันทั้ง Grande Sonnerie, Petite Sonnerie และ Minute Repeater แบบสั่งงานได้ ควบคุมจังหวะการตีเสียงด้วย ตัวควบคุมแม่เหล็ก ที่เงียบสนิท ไร้การสัมผัส ผสานกับกลไกทูร์บิญอง และการแสดงผลเวลาแบบเรโทรเกรดหรือเข็มกวาดตีกลับ เพื่อย้ำอุดมคติแห่งความเที่ยงตรง


งาน Métiers d’Art ถูกยกระดับถึงขีดสุดด้วยการแกะสลักมือ กิโยเชสามมิติบนฝาครอบ ลวดลาย Petit Trianon บนสะพานยึดตลับลานของพลังงานสำหรับการตีบอกเวลา และการจัดวางกลไกแบบกลับด้าน เพื่อเผยโครงสร้างการตีเสียงอย่างเต็มตา มาพร้อมโซ่ Breguet gold 18k และกล่องพิเศษจากไม้โอ๊กแท้ของพระนางมารี อ็องตัวแน็ตต์ เสริมแผ่นเรโซแนนซ์จากไม้ป่า Risoud เพื่อคุณภาพเสียงชั้นเลิศ


Classique Répétition Minutes 7365
บทสรุปทางเทคนิคและสุนทรียะของ Breguet ในวาระครบรอบ 250 ปี ด้วยนาฬิกาข้อมือระบบ Minute Repeater ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกใหม่ทั้งหมด และเป็น Minute Repeater รุ่นแรกของ Breguet ที่กันน้ำได้ และยังเป็นรุ่นเดียวที่มอบพลังงานสำรองยาวนาน 75 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังเป็น Minute Repeater เรือนแรกที่ผลิตจาก Breguet gold 18k ทั้งตัวเรือนและชุดกลไก หัวใจสำคัญอยู่ที่กลไกไขลานคาลิเบอร์ 1896 กลไกชุดใหม่แทนที่คาลิเบอร์ 567.2 ที่เคยใช้ใน Minute Repeater รุ่นสำคัญของเมซง กลไกชุดนี้เด่นด้วยลวดสร้างเสียงทองคำที่ยึดติดกับตัวเรือนโดยตรง เพื่อให้ถ่ายทอดเสียงที่บริสุทธิ์และกลมกลืนกังวาลได้ยิ่งกว่า เพิ่มความถี่ในการทำงานเป็น 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง เพื่อความเสถียรและการฟื้นตัวจากแรงกระแทกเมื่อตีบอกเวลา ชุดเฟืองและตลับลานปรับปรุงใหม่ ทำให้เก็บพลังงานสำรองได้นานขึ้นถึง 75 ชั่วโมง สูงสุดเท่าที่ Breguet เคยทำได้ในนาฬิกาตีบอกเวลาด้วยเสียง ชุดเอสเคปเม้นท์ผลิตจากซิลิคอนทั้งชะด ไม่ว่าจะเป็นสปริงสายใย สมอหรือ anchor ตัวคุมพลังงาน และจักรเอสเคปที่ทำหน้าที่ส่งกำลัง ทำให้ทนทานต่อสนามแม่เหล็กได้ราว 600 เกาส์ และคงความเที่ยงตรงในสภาวะอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า เสียงของลวดสร้างเสียงทุกเรือนผ่านการทดสอบในห้องไร้เสียงสะท้อนของเมซง ตามสิทธิบัตรการตั้งเสียงของ Breguet เพื่อรับรองโทน ความกังวาน และระยะเสียงอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในฐานะ Minute Repeater เรือนแรกของ Breguet ที่กันน้ำได้ 3 บาร์ และเป็นรุ่นแรกที่ได้รับการรับรองด้วย Breguet Hallmark พร้อมความแม่นยำรายเรือนที่ ±2 วินาทีต่อวัน
Expérimentale 1
ส่งท้ายผลงานที่หวนรำลึกถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่พร้อมการพัฒนาต่อยอดในรายละเอียดบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุอย่าง Breguet gold 18k หรือลายแกะกิโยเช่ใหม่ นั่นคือการฉลอง 250 ปีแรกของเมซง และนี่คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่จะส่งต่อไปยังอนาคต ด้วยบททดลองที่งดงามและจริงจังที่สุดของปี เปิดอนาคตของนาฬิกาชั้นสูง แต่ยังคงย้ำรอยทางอันเป็นหัวใจดั้งเดิมของผู้ก่อตั้งอย่าง A-L. Breguet ในการทดลองที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่อขยายขอบเขตของเครื่องบอกวเลาทั้งความเที่ยงตรง ความเสถียร ความงดงาม อย่างไม่มีที่สิ้นสุด


Breguet Expérimentale ไม่ใช่คอลเลกชั่นย่อย แต่เป็นพื้นที่ทดลองของฝ่ายวิจัยและพัฒนา ในห้องแล็ปที่ยกขึ้นสู่เวทีหลัก โดยเปิดผลงานแรกกับ Expérimentale 1 คือผลงานแรกของคอลเลกชันที่ประกาศชัดเจนว่า นวัตกรรมของ Breguet ยังเฉียบคมไม่แพ้ยุคก่อตั้ง นาฬิกาเรือนทดลองนี้ถูกวางอยู่ในสายของ Marine ซึ่งมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ด้านการเดินเรือและการกำหนดพิกัดโลก ตั้งแต่ปี 1814 เมื่อ Breguet ได้รับตำแหน่ง Horloger de la Marine Royale ซึ่งการเลือกให้ Expérimentale 1 ให้อยู่ในกลุ่ม Marine ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นการสานต่อพันธกิจทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นความเที่ยงตรงอย่างต่อเนื่องกว่า 250 ปี
Expérimentale 1 คือคำตอบของโจทย์คลาสสิก 3 หัวข้อของนาฬิกากลไกคือ แรงบิดที่แปรผันเมื่อกำลังลานลดลง, ผลจากแรงโน้มถ่วงที่ส่งถึงการเดินในหลายตำแหน่ง และแรงกระทบกระแทกที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง คำตอบของ Breguet คือการผสานกลไกทูร์บิญองความถี่สูง 10 เฮิรตซ์ ที่ช่วยชดเชยแรงโน้มถ่วงโลก เข้ากับ Magnetic Constant Force Escapement ระบบเอสเคปเมนต์ที่ใช้สนามแม่เหล็กควบคุมการส่งแรงให้มีความคงที่ตลอดช่วงการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ลานเต็มหรือลานใกล้หมด นี่คือก้าวกระโดดเชิงสถาปัตยกรรมกลไกที่กล้าหาญและล้ำสมัยอย่างยิ่ง
ตัวเรือนรังสรรค์จาก Breguet gold 18k ขนาด 43.5 มิลลิเมตร งามสง่าในแบบ Marine พร้อมเข็มปลายโปร่งและตัวเลขทรง Breguet ที่อ่านง่ายและเป็นอมตะ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ Expérimentale 1 กลายเป็นงานออกแบบที่ผสานวิศวกรรมและแฟชั่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ
Expérimentale 1 ยังเป็นจุดเริ่มต้น ในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับเทคโนโลยีที่จะไหลไปสู่ผลงานรุ่นถัดไปของ Breguet อาจรวมใน Marine หรือ Tradition หรือสิ่งใหม่ที่ยังไม่ถูกตั้งชื่อ
9 ก.พ. 2569
11 ก.พ. 2569
9 ก.พ. 2569
7 ก.พ. 2569