Last updated: 15 เม.ย 2569 | 33 จำนวนผู้เข้าชม |
10 ปีหลังจากการเปิดตัว Big Bang Impact Bang (บิ๊ก แบง อิมแพ็ค แบง) ในปี 2016 ซึ่งโดดเด่นด้วยลวดลายแยกส่วนที่เชื่อมต่อกันอย่างลงตัวและการจัดวางเพชรแฟนซีคัตอย่างแม่นยำ Hublot (อูโบลท์) ได้นำแนวคิดการออกแบบนี้มาต่อยอดสู่วัสดุแซฟไฟร์และเซรามิก พร้อมการคิดค้นที่ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้นด้วยการฝังเพชรลงบนแซฟไฟร์โดยตรงเป็นครั้งแรกของแบรนด์กับ Spirit of Big Bang Impact (สปิริต ออฟ บิ๊ก แบง อิมแพ็ค) เปิดตัวใน 3 รุ่นลิมิเต็ด ครอบคลุมวัสดุตั้งแต่ เซรามิกสีดำสนิท, แซฟไฟร์และออสเมียม และแซฟไฟร์ประดับเพชร
เริ่มต้นในปี 2016 กับ Big Bang Impact Bang ลวดลายที่ถูกแยกออกเป็นชิ้นส่วนนี้ได้ก้าวข้ามรูปแบบการฝังอัญมณีแบบดั้งเดิม และสร้างความโดดเด่นที่มองเห็นได้ในรูปแบบใหม่ ในปี 2026 โครงสร้างรูปแบบนี้ได้รับการพัฒนาให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น ด้วยการผสานวัสดุตั้งแต่เพชรไปจนถึงออสเมียม ควบคู่กับการตกแต่งผิวขัดเงาชุบโรเดียมและองค์ประกอบเคลือบสีดำ เศษเสี้ยวรูปทรงต่าง ๆ แผ่กระจายจากขอบตัวเรือนไปสู่หน้าปัดแซฟไฟร์ ขณะที่บางชิ้นส่วนล้อมรอบมูนเฟส ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา โดยทุกชิ้นถูกจัดวางด้วยมืออย่างบรรจง และยึดอย่างมั่นคงด้วยความแม่นยำระดับไมครอน

Hublot เดินหน้าท้าทายขีดจำกัดของศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาอีกครั้ง ด้วยการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญทางเทคนิคขั้นสูงออกมาเป็นผลงานที่โดดเด่นและทรงพลัง เป็นครั้งแรกของแบรนด์ที่สามารถฝังเพชรลงบนแซฟไฟร์ได้โดยตรง ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ต้องอาศัยความแม่นยำอย่างสูง ทั้งในขั้นตอนการตัด ขึ้นรูป และยึดอัญมณีลงบนหนึ่งในวัสดุที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความกล้าและความเชี่ยวชาญทางด้านวัสดุ อีกทั้งการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องของ Hublot
ครั้งแรกของ Hublot ที่สามารถฝังเพชรลงบนแซฟไฟร์ได้โดยตรง
แม้ Hublot จะแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการสร้างตัวเรือนแซฟไฟร์มาตั้งแต่ในปี 2016 ในรุ่น Big Bang Unico Sapphire ปี 2026 นี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ การขึ้นรูปแซฟไฟร์ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก (ระดับ 9 โมห์ส) นั้นท้าทายอย่างยิ่งอยู่แล้ว และการฝังเพชรลงไปภายในยังเพิ่มความซับซ้อนไปอีกขั้น ความท้าทายยิ่งขึ้นเนื่องจากอัญมณีแต่ละเม็ดมีขนาดและการเจียระไนที่แตกต่างกัน จึงต้องออกแบบร่องและฐานรองรับเฉพาะสำหรับแต่ละเม็ด เพชรถูกจัดวางภายในร่องทองคำขัดเงา และยึดไว้ระหว่างแถบโครงประกบ ก่อนจะติดตั้งลงในฐานที่ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์บนแซฟไฟร์ เพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุด กระบวนการขึ้นรูป ขัดเงา และฝังอัญมณีในตัวเรือนหนึ่งเรือนต้องใช้ระยะเวลาหลายร้อยชั่วโมง สำหรับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นจำนวน 20 เรือนนี้ ประดับด้วยเพชรแฟนซีคัต 145 เม็ด ถ่ายทอดลวดลาย Impact Bang จากหน้าปัดสู่ขอบตัวเรือน


Impact สะท้อนความโดดเด่นเหนือระดับ: แซฟไฟร์และออสเมียม
ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา Hublot ได้นำผลึกออสเมียม ซึ่งถือเป็นโลหะที่หายากที่สุดในโลก มาประยุกต์ใช้ในการประดิษฐ์นาฬิกาอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ออสเมียมมีความหนาแน่นสูงกว่าแพลตินัม แข็ง และหนักกว่า อีกทั้งยังเปล่งประกายสีน้ำเงินตามธรรมชาติไม่เหมือนโลหะใดๆ ผ่านกระบวนการผลึกขั้นสูงที่พัฒนาร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสในแคว้นวาเลส์ (Valais) ทำให้ออสเมียมเปลี่ยนสภาพเป็นผลึกที่เสถียรและเผยประกายเจิดจรัส สำหรับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น 30 เรือน หน้าปัดตกแต่งด้วย appliques ชุบโรเดียมสลับกับออสเมียม
20 ปีแห่ง All Black: สร้างเอกลักษณ์อันโดดเด่น
ปีนี้ถือเป็นการครบรอบ 20 ปีของคอนเซ็ปต์อันเป็นไอคอนของ Hublot อย่าง All Black แนวคิดปฏิวัติวงการที่แสดงให้เห็นว่านาฬิกาสามารถมองเห็นได้ผ่านความแตกต่าง โดยให้สีดำเป็นสีแห่งความเรียบง่ายแต่กลายเป็นความโดดเด่น ผ่านการนำเสนอในตัวเรือนเซรามิกสีดำขัดเงาและไมโครบลาสต์ รุ่น Spirit of Big Bang Impact เล่นกับการมองเห็นแบบล่องหนของ Hublot เผยพื้นผิวผ่านการขัดเงาและไมโครบลาสต์ในรุ่นลิมิเต็ด 100 เรือน ด้วยการเล่นเฉดสีเดียวกัน เงาสะท้อนอย่างละเอียดและนวัตกรรมวัสดุ ทำให้ All Black ดูลึกลับในครั้งแรกที่เห็นและดึงดูดสายตา สำหรับ Spirit of Big Bang Impact ตัวเรือนเซรามิก All Black พิสูจน์ให้เห็นว่าความมองไม่เห็นสามารถสร้างอิทธิพลได้อย่างทรงพลัง

นาฬิกาทั้งสามรุ่นมาในตัวเรือนทรงตอนโนขนาด 42 มม. ของ Hublot ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 โดยรุ่น Spirit of Big Bang ถือเป็นก้าวแรกของแบรนด์ในการออกแบบตัวเรือนนอกเหนือจากทรงกลม โดยยังคงเอกลักษณ์ของ Big Bang ไว้ครบถ้วน ทั้งการสร้างชั้นวัสดุแบบเลเยอร์ การเผยให้เห็นสกรูรูปตัว H และการผสมผสานวัสดุอย่างกล้าหาญ ตัวเรือนจึงดูโดดเด่น ภายในทั้งสามรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติสเกเลตัน HUB1770 พร้อมสำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง แสดงฟังก์ชั่นมูนเฟสแบบสเกเลตันในตำแหน่ง 6 นาฬิกา และ Big Date ที่ตำแหน่ง 1 นาฬิกา โดยกลไกนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอยู่ใต้หน้าปัด แต่ยังมีส่วนร่วมในการสร้างความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้
Spirit of Big Bang Impact รุ่นใหม่ วางจำหน่ายที่จุดจำหน่าย Hublot ที่ร่วมรายการ รวมถึงทางออนไลน์ hublot.com พร้อมได้รับสิทธิ์การรับประกันแบบ 5+5 ของ Hublot ซึ่งขยายระยะเวลาการรับประกันทั่วโลกเป็น 10 ปี
เกี่ยวกับ HUBLOT
ในปี 1980 นับเป็นครั้งแรกที่นาฬิกาแบรนด์หนึ่งได้กล้าประกอบตัวเรือนทองคำเข้ากับสายยาง ซึ่งได้มาพลิกโฉมวงการนาฬิกาชั้นสูง ด้วยดีไซน์อันโดดเด่นของขอบตัวเรือนทรงช่องหน้าต่างเรือที่มีสกรูปรากฏให้เห็นเด่นชัด จึงเป็นที่มาของชื่อ Hublot (อูโบลท์) พร้อมกับแนวคิดของศิลปะแห่งการผสมผสาน (Art of Fusion)
ในปี 2005 ทางแบรนด์ได้ยกระดับความคิดสร้างสรรค์ไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Big Bang (บิ๊ก แบง) มาพร้อมดีไซน์อันมีเอกลักษณ์ ขนาดของตัวเรือนที่เหมาะสม และตัวเรือนในแบบหลายชั้น โดยในปีเดียวกัน Hublot ได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design) จากงาน Grand Prix d'Horlogerie de Genève ตั้งแต่นั้นมา ด้วยวิสัยทัศน์ที่มาปฏิวัติวงการ นาฬิกา Big Bang ไม่เคยหยุดการพัฒนาและต่อยอดผลงานอย่างต่อเนื่อง และนี่คือนาฬิกาไอคอนเรือนแรกแห่งศตวรรษที่ 21
แนวคิดของการผสมผสานแฝงอยู่ในทุกองค์ประกอบ และเป็นแกนหลักที่แฝงไว้ในทุกคอลเลกชั่น นาฬิกา Big Bang ได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ Classic Fusion (คลาสสิก ฟิวชั่น) ได้ผสานความโดดเด่นและเรียบง่ายได้อย่างสมดุล ส่วน Exceptional Timepieces (เอ็กเซ็ปชั่นนอล ไทม์พีซเซส) ได้เขียนนิยามแห่งความคาดหวังขึ้นใหม่กับผลงานสร้างสรรค์ที่มีรูปแบบไม่เหมือนใคร และด้วยแนวทางที่ท้าทายขนบธรรมเนียม Hublot ได้ถ่ายทอด DNA ของแบรนด์ผ่านกลไก In-house อย่าง Unico (ยูนิโค่), Meca-10 (เมก้า-10) และ Tourbillon (ทูร์บิญอง) ที่มาเพิ่มอีกมิติให้กับศิลปะแห่งการผสมผสาน
ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป Hublot ได้ยกระดับการรับประกันสำหรับนาฬิกาที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งครอบครองหลังวันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป โดยการรับประกันพื้นฐานนาน 5 ปี และสามารถขยายการรับประกันเพิ่มเติมได้อีก 5 ปี ผ่านโปรแกรม Hublotista ทั้งนี้การลงทะเบียนเพื่อขยายระยะเวลาการรับประกันจะต้องดำเนินการในช่วงที่การรับประกันพื้นฐานยังคงมีผลอยู่ เพื่อให้การคุ้มครองรวมยาวนานสูงสุดถึง 10 ปี
ศาสตร์แห่งการผสมผสานเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในจิตวิญญาณของ Hublot และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายใน La Manufacture เท่านั้น แต่ยังสะท้อนออกมาในทุกมิติของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นบนสนามฟุตบอลผ่านความร่วมมือกับมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่าง UEFA Champions League และ UEFA Euro™ หรือในคอนเสิร์ต การแข่งขันบาสเกตบอล การแสดงศิลปะ ตลอดจนประสบการณ์ด้านรสชาติร่วมกับเชฟมิชลิน สตาร์ของ Hublot และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Hublot Vibes ผ่านช่วงเวลาที่แบ่งปันกันในกลุ่ม Hublotistas (อูโบลท์ทิสต้า) คอมมูนิตี้ที่ภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของนาฬิกา Hublot ซึ่งศิลปะแห่งการผสมผสานนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตไปอีกขั้น ความเป็นมาที่กลายเป็นวิถีชีวิต และนั่นคือ วิถีของ Hublot
15 เม.ย 2569
15 เม.ย 2569
15 เม.ย 2569
15 เม.ย 2569