VAN CLEEF & ARPELS Watches and Wonders 2026

Last updated: 21 เม.ย 2569  |  28 จำนวนผู้เข้าชม  | 

VAN CLEEF & ARPELS Watches and Wonders 2026

กว่าหนึ่งศตวรรษที่ VAN  CLEEF  &  ARPELS ก้าวไปตามครรลองฝัน ของการใช้ชีวิตอยู่ร่วม และสอดคล้องไปกับวิถีแห่งจักรวาล ด้วยประทับใจในความตระการตาของหมู่ดาวบนเวิ้งฟ้า เมซงสรรค์สร้างผลงานหลายต่อหลายชิ้นเพื่อยกย่องความงดงามเหล่านั้นโดยอาศัยทุกมวลทักษะความชำนาญ ทั้งในรูปแบบของเครื่องประดับ และเครื่องบอกเวลา อย่างนาฬิกาพกติดตั้งระบบซ้อนกลไกขับเคลื่อนหน้าปัดแสดงปรากฏการณ์ข้างขึ้นถึงข้างแรมของดวงจันทร์เมื่อปีค.ศ. 1929 หรือในทศวรรษ 1950 ที่ Van Cleef & Arpels ได้นำจินตนาการอันมีต่อห้วงเวหนยามค่ำคืนมารังสรรค์เป็นเครื่องประดับ “ฝนดาวตกซ่อนเวลา” (Meteor secret watch)

สำหรับปีนี้ อีกครั้งที่ปรากฏการณ์ข้างขึ้นและข้างแรมตามวิถีโคจรของดวงจันทร์รอบดาวโลกได้นำมาซึ่งแรงบันดาลใจทาง การออกแบบเครื่องบอกเวลารุ่นใหม่ในคอลเลกชันประดิษฐกรรมระบบซ้อนกลไกหรือ Poetic Complications ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบตามแนวทาง “จินตศิลป์ดาราศาสตร์” หรือ Poetic Astronomy ที่เข็มชั่วโมงเคลื่อนตัวไปตามแต่ละจังหวะของเขตเวลาหนึ่งถึงอีกหนึ่งเขตเวลาบนผืนหน้าปัดอันงามสง่าด้วยความเป็นเลิศทางศิลปะลงยา ขณะเดียวกับที่บรรดาเครื่องประดับบอกเวลาของ Van Cleef & Arpels จำลองมิติล้ำลึกไร้ขอบเขตแห่งฟากฟ้ามาไว้บนข้อมือผ่านการร้อยเรียงหลากวัสดุเลอค่านานาชนิด ส่วนคอลเลกชัน “หน้าปัดหัตถศิลป์” หรือ Extraordinary Dials ก็สะกดทุกสายตาด้วยสองผลงานใหม่ รังสรรค์ตำนานความรัก ท่ามกลางจักรวาลมาไว้บนข้อมือ

“อีกครั้งที่นิทรรศการ Watches and Wonders 2026 เปิดโอกาสให้เราได้จัดแสดงผลงานอันสุดวิจิตรบรรจงในคอลเลกชันประดิษฐกรรมระบบซ้อนกลไก Poetic Complications ซึ่งมีจุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อค.ศ. 2006 กับการสรรค์สร้างนาฬิกาข้อมือ Lady Arpels Centenaire (“เลดี อารเปลส์ ซ็องเตอแนร” ตั้งชื่อขึ้นเพื่อระลึกถึงวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีของเมซง) ติดตั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อนปฏิทินสี่ฤดูหรือ Quantième de Saison (ก็องติแญ็ม เดอ เซซง) ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะเมซง หลอมรวมร่วมกับทักษะงานผลิตนาฬิกาข้อมือเพื่อจุดประกายจินตนาการ ถ่ายทอดเรื่องราวของแรงบันดาลใจได้ในทุกครั้งยามดูเวลาบนหน้าปัด กว่าหลายปีที่ผลงานเหล่านี้ได้ร่วมกันสะท้อนถึงแก่นแท้ของ Poetry of Time หรือบทกวีบอกเวลา มุมมองทางการสร้างสรรค์อันเป็นที่รักยิ่งของ Van Cleef & Arpels และกำลังจารึกบทใหม่ เติมเต็มความครบครัน สมบูรณ์พร้อมลงในหน้าประวัติศาสตร์วิวัฒนาการรุดหน้าของเมซง

Midnight Jour Nuit Phase de Lune
จากผลงานรุ่นต้นแบบ อันเป็นจุดเริ่มต้นคอลเลกชันนาฬิกาข้อมือระบบซ้อนกลไกขับเคลื่อน 24 ชั่วโมงรุ่น “จากทิวาสู่ราตรี” หรือ Jour Nuit (ฌูร นุยต์) เมื่อปีค.ศ. 2008 และถูกนำมารังสรรค์ขยายผลในปีค.ศ. 2024 Van Cleef & Arpels ขอแนะนำผลงานรุ่นใหม่ “ดิถีจันทร์” หรือ Midnight Jour Nuit Phase de Lune (มิดไนต์ ฌูร นุยต์ ฟาส์ เดอ ลูน) โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์ข้างขึ้นถึงข้างแรมของดวงจันทร์ ออกแบบระบบซ้อนสองกลไกติดตั้งไว้ในตัวเรือน ในขณะที่กลไกแรกคือระบบขับเคลื่อนผืนหน้าปัดหมุนวนต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงจากกลางวันสู่กลางคืน อันเป็นที่มาของชื่อผลงานสะท้อนรายละเอียดการออกแบบบนหน้าปัดกลไกลำดับสองคือ “ระบบขับเคลื่อนตามวิถีดาราศาสตร์” หรือ astronomical complication แสดงปรากฏการณ์ “ดิถีจันทร์” อันหมายถึงการเปลี่ยน รูปทรงของดวงจันทร์จากข้างขึ้นถึงข้างแรม จากจันทร์เต็มดวงถึงจันทร์เสี้ยวซึ่ง Van Cleef & Arpels ได้พัฒนาขึ้นเป็นประดิษฐกรรมบอกเวลาในอุตสาหกรรมผลิตนาฬิกาข้อมือเมื่อปีค.ศ. 1929

ภายในกรอบตัวเรือนทองคำสีขาวของงานออกแบบ Midnight (นาฬิกาข้อมือสำหรับผู้ชายของเมซง) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. พื้นหน้าปัดจำลองความวิจิตรตระการตาของเวิ้งจักรวาลประดับหมู่ดาวประกายบรอนซ์ลงสู่แผ่นแก้วพรรณรายหัตถกรรมมูราโน (Murano aventurine glass) ดำขลับได้อย่างสมจริง เป็นผลจากความมุ่งมั่นสรรค์สร้างของแผนกพัฒนานวัตกรรม (Innovation Department) ของ Van Cleef & Arpels รองรับแม่มุกมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลสลักลายริ้วรัศมีตะวันหรือ guilloché (กวิโญเช) เคลือบสีไล่เฉดจากดำถึงขาวต่างโค้งขอบดาวเคราะห์โลกเป็นแผ่นประกบด้านหน้าทำหน้าที่เสมือนกลไก “เล่น-ซ่อน-หา” ระหว่างพระอาทิตย์กับพระจันทร์เคลื่อนคล้อยตามวิถีโคจร 24 ชั่วโมงต่อวัน ระหว่างวัน ทองคำสลักลายริ้วรัศมีตะวันจะปรากฏบนพื้นหน้าปัดต่างดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวตามตำแหน่งวิถีจริงที่มองเห็นจากผืนโลกจนลับหายภายใต้โค้งเส้นขอบฟ้าเปิดทางให้ดวงจันทร์รังสรรค์จากแผ่นแม่มุก หรือมาเธอร์-ออฟ-เพิร์ลสีขาว คล้อยโคจรขึ้นมาแทนที่ท่ามกลางฝูงดาวอะคริลิก

ในขณะที่ปรากฏการณ์บนผืนฟ้าจากกลางวันถึงกลางคืนอันเป็นผลจากการหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์โลกจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกอาศัยแผ่นจานหมุน ฟันเฟืองสำคัญของกลไกขับเคลื่อน 24 ชั่วโมง (24-hour movement) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นสำหรับใช้กับงานออกแบบนาฬิกา ข้อมือ “จากทิวาสู่ราตรี” รุ่นต้นแบบ เพื่อเพิ่มความสมจริงในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของดวงจันทร์จากเต็มดวงในข้างขึ้นสู่จันทร์เสี้ยวในข้างแรมตามวิธีโคจร 29.5 วันรอบโลกของผลงานรุ่น “ดิถีจันทร์” ครั้งนี้ เมซงได้พัฒนาอีกหนึ่งกลไก ที่ถึงแม้ในเวลาจริง ดวงจันทร์จะยังซ่อนตัวอยู่หลังแผ่นแม่มุกสลักลายต่างขอบโลก ผู้สวมใส่ก็สามารถเรียกดูคืนข้างขึ้นหรือข้างแรมได้ด้วยการกดปุ่มฝั่งตรงข้ามเยื้องตำแหน่งเม็ดมะยมสั่งงานหมุนแผ่นหน้าปัด 360° เป็นเวลาประมาณ 10 วินาทีเผยความตระการตาขอบดาวบริวารท่ามกลางงานประดับหมู่ดาวระยับแสง เรื่องราวในระบบสุริยจักรวาลดำเนินต่อเนื่องมาสู่แผ่นฝาหลังตัวเรือนทองคำสีขาวสลักลายถ่ายแบบผิวดวงจันทร์ เจาะช่องกลมเผยให้เห็นกลไกจานเหวี่ยงประกบแผ่นแก้วไพลิน (sapphire crystal) รองรับงานฝีมือจิตรกรรมลงยาดาวเคราะห์จำลองวนรอบโลกตัดเวิ้งฟ้าสลักลายริ้วรัศมีตะวันจุดประกายจินตนาการถึงการเงยหน้ามองระบบจักรวาลจากดวงจันทร์

Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs
ด้วยการใช้กลไกขับเคลื่อนบอกเวลาคู่ขนาน (dual-time zone movement) นาฬิกาข้อมือ Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs (มิดไนต์ เออร ดิซิ เออร ดายเญอรส์) มอบความรู้สึกละเมียดละไมในทุกครั้งเมื่อก้มลงดูเวลา ต่างเขตภูมิภาคบนดาวเคราะห์โลกผ่านช่องตัวเลขที่คล้ายจุดประกายจินตนาการให้ก้าวผ่านสู่อีกมิติ

งานออกแบบตัวเรือน Midnight ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มม. รองรับ การจัดสัดส่วนองค์ประกอบระหว่างทองคำสีกุหลาบขัดผิวเนื้อซาตินกรอบหน้าปัดกับตัวเลขบอกชั่วโมงบนพื้นหน้าปัดลงยาลายนูนสีน้ำตาลเข้มเหลือบโทนจากอบอุ่นถึงเย็นตาตามมุมกระทบแสงตกแต่ง รายละเอียดหัตถศิลป์สลักลายริ้วรัศมีตะวันหรือ guilloché ก่อผลลัพธ์ราวกับกระจายเส้นวิถีแสงออกมารายรอบศูนย์กลางโมทิฟทรงกลมสลักลายตาข่ายนูน “ปิเก” (piqué เป็นชื่อเรียกผ้าทอขัดด้ายเป็นลายตารางสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด มอบสัมผัสเนื้อแน่น อยู่ทรง แต่กลับให้การระบายอากาศเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับตัดเย็บเครื่องแต่งกายบุรุษ โดยเฉพาะเสื้อกีฬา และเสื้อผ้าลำลอง) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำเมซง บ่งบอกถึงความเป็นผู้ชาย ของ Van Cleef & Arpels ดังปรากฏบนผืนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือบุรุษ Pierre Arpels ด้วยการใช้เส้นโครงสร้างเรียบง่าย สะอาดตา เร่งระดับความคมชัดให้แก่สัดส่วนอสมมาตร หนึ่งในลูกเล่นแบบฉบับของเมซงผ่านอักษรตัวเขียน ชื่อนาฬิกาขนาบแนวโค้งวงหน้าปัด สะท้อนถึงหน้าที่เฉพาะตัวของผลงาน รุ่นนี้ได้อย่างวิจิตรบรรจง เช่นเดียวกับที่บนฝาประกบหลังตัวเรือนอาศัย ความเป็นเลิศเชิงเทคนิคสลักลายตะวันสาดแสงกับจันทร์กลางดาวบนเนื้อทอง สื่อความหมายของการ บอกเวลา “ที่นี่” (ici) กับ “ที่นั่น” (ailleurs) ได้อย่างแยบคาย

ภายในตัวเรือนนาฬิกา Van Cleef & Arpels Midnight รุ่นนี้ ติดตั้งไว้ซึ่งระบบขึ้นลานในตัวโดยอัตโนมัติประกอบกลไกบอกชั่วโมง (jumping hours) ของเขตเวลาท้องถิ่นปัจจุบันผ่านตัวเลข Heure d’ici ในกรอบบนพร้อมแสดงตัวเลขบอกชั่วโมงต่างเขตเวลาหรือ Heure d’ailleurs ในกรอบล่างร่วมกับกลไกตีเข็มย้อนกลับบอกนาที (retrograde minutes) พร้อมพลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง ด้วยการรังสรรค์พัฒนาระบบซ้อนกลไกรุ่นต้นแบบให้รุดหน้า โดยอาศัยฟันเฟืองเดี่ยวที่ขับเคลื่อนไปพร้อมการหมุนตัวของสองแผ่นจานตัวเลขบอกชั่วโมงต่างเขตเวลากับกลไกตีเข็มย้อนกลับบอกนาที เท่ากับว่า เมื่อเข็มเคลื่อนไปถึงเลขนาทีที่ 60 ตามลำดับขีดบนหน้าปัด ก็จะดีดตัวย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้นที่เลข 0 ขณะเดียวกับการเปลี่ยนตัวเลขบอกชั่วโมงต่อไป เป็นการเริ่มต้นวงจรใหม่ และการเดินทางครั้งใหม่ของทั้งตัวเลข และเข็มบอกเวลา เพื่อมอบความสะดวก และคล่องตัวในการใช้งาน เม็ดมะยมเดี่ยวจึงได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นทั้งกลไกขึ้นลาน, ตั้งตัวเลขชั่วโมงต่างเขตเวลา รวมถึงเข็มนาที

Ludo Secret
เครื่องประดับซ่อนเวลา “ลูโด” หรือ Ludo Secret watch เป็นผลงานรังสรรค์ ยกย่องความงามสง่าเหนือกระแสความนิยมทางยุคสมัยให้แก่หนึ่งในสัญลักษณ์งานออกแบบของ Van Cleef & Arpels นั่นก็คือสร้อยข้อมือ Ludo เส้นแรก ซึ่งได้รับการสรรค์สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1934 โดยตั้งชื่อตามชื่อเล่นของลูอิส อารเปลส์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเมซง รูปทรงคล้ายเข็มขัดผู้ชาย ทำให้ Ludo กลายเป็นเครื่องประดับแฟชันที่ถูกใจของเหล่าสุภาพสตรีหัวขบถแห่งวงสังคมชั้นสูงในระหว่างทศวรรษ 1930 และครองความนิยมอย่างแพร่หลายนับแต่เปิดตัว

เพื่อสืบสานความต่อเนื่องทางรสนิยมชมชอบต่อลูกเล่นลวงตา (trompe-l’œil) จำลองแบบแถบเข็มขัดสะท้อนถึงแรงบันดาลใจจากศิลปะการแต่งกาย อันนำมาซึ่งผลงานความสำเร็จมากมายนับแต่เริ่มต้นดำเนินกิจการ เครื่องประดับซ่อนเวลาลูโดฝังไพลินรุ่นใหม่ คือการนำผลงานรุ่นต้นแบบ เมื่อปีค.ศ. 1949 มารังสรรค์ ด้วยสายคาดทรงแถบอิงแอบแนบข้อมือถักร้อยขึ้นจาก “แผ่นอิฐสี่เหลี่ยม” ทองคำสีเหลืองขัดผิวขึ้นเงาราวกระจกจำนวนมากประกอบบนโครงตาข่ายยืดหยุ่นสูง มอบความอ่อนช้อย ให้การต้องแสงทอประกายสุกสว่างตัดเฉดกับบรรดาไพลินสีน้ำเงินสดเข้มฝังบนตัวเรือนโมทิฟจันทร์เสี้ยวสองส่วน และเมื่อกดขอบข้างซ่อนกลไกลงไปพร้อมกัน แผ่นประกบคู่ “หัวเข็มขัด” จะง้างตัวเปิดออกเผยให้เห็นหน้าปัดแผ่นแม่มุกขาวสลักลายริ้วรัศมีตะวันรองรับความงามสง่าของงานฝังไพลินเม็ดเดี่ยวเจียระไนทรงสี่เหลี่ยมบาแก็ตต์ในตำแหน่งต่างตัวเลข 12 นาฬิกาเหนือคู่เข็มทองคำบอกเวลา

Perlée
ลูกปัดทองอันทรงแบบฉบับของคอลเลกชันเครื่องประดับ Perlée (แปรเล) ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นวงล้อมทอประกายล้อแสงระยิบระยับรอบกรอบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ตัวเรือนทองคำสีขาวหลอมรวมไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะความชำนาญแขนงต่างๆ ทางงานผลิตเครื่องบอกเวลา และแรงบันดาลใจทางการสรรค์สร้างเครื่องประดับเพื่อถ่ายทอดมุมมองร่วมสมัยผ่านงานออกแบบ “เครื่องประดับบอกเวลา”

ภายใต้ความอ่อนช้อยของโค้งสัณฐานกระจกแก้วคริสตัลครอบกรอบตัวเรือนทรงกลมเดินขอบลูกปัดทองกลมกลึงเรียงแถวคู่ขนานแวววาวราวจะเป็นหลักฐานความพิถีพิถันอันเป็นเลิศของงานขัดผิวขึ้นเงาราวกระจก คือหน้าปัดแก้วพรรณราย “อะเวนจูรีน” (aventurine glass) สีน้ำเงินเข้มมิดไนต์บลูเหลือบเฉดจุดประกายจินตนาการถึงเวิ้งจักรวาลล้ำลึกไร้ขอบเขต รองรับความละเอียดอ่อนของนวัตกรรมเชิงเทคนิคในงานฝีมือสลักลายริ้วรัศมีตะวันหรือ guilloché ก่อร่องลึกสลับสันเหลี่ยมอย่างต่อเนื่องเพิ่มการเล่นแสงกระจายตัวออกมารายรอบ เกิดประกายสว่างทวีความคมชัดให้แก่ลูกเล่นตัดเฉดของสีเข็ม

นาฬิกาเช่นเดียวกับงานฝังเพชรจิกไข่ปลาล้อมกรอบหน้าปัด ซึ่งผ่านการตรวจคัด และสรรเลือกโดยนักอัญมณีวิทยาผู้ชำนาญของเมซงโดยอิงตามมาตรฐานคุณภาพระดับสูงสุด โดยมีปุ่มตั้งเวลาซ่อนไว้หลังตัวเรือนอย่างแนบเนียนยามสวมใส่บนข้อมือด้วยแถบสายคาดทำจากหนังจระเข้ ซึ่งมาพร้อมตัวเลือกต่างเฉดสีสำหรับสลับสับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดายตามความต้องการของผู้เป็นเจ้าของ

Lady Rencontre Céleste et Lady Retrouvailles Célestes
นอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้ง และสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ของ Van Cleef & Arpels มานับแต่แรกเริ่มจนปัจจุบัน ความรัก ยังนำมาซึ่งปรัชญาการออกแบบ “บทกวีบอกเวลา” หรือ Poetry of Time คอลเลกชันเครื่องบอกเวลาอันเต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความสุข จุดประกายความฝัน และจินตนาการผ่านการหลอมรวมไหวพริบทางความชำนาญในงานหัตถศิลป์หลากแขนงเข้ากับนวัตกรรมทางการผลิต เรียงร้อยมวลวัสดุเลอค่าลงสู่หน้าปัดนาฬิกาเพื่อให้แต่ละครั้งที่ก้มลงดูเวลากลายเป็นภวังค์แห่งความเพลิดเพลิน และเบิกบานดังเช่นคู่ผลงานใหม่จากคอลเลกชันย่อย “หน้าปัดหัตถศิลป์” หรือ Extraordinary Dials ถ่ายทอดตำนานรักฝ่ากฎสวรรค์ ซึ่งทำให้จือหนี่ว์ เทพธิดาทอผ้าต้องไปสถิตเป็น “เวกา” (Vega) ดาวฤกษ์ดวงสว่างที่สุดของหมู่ดาวพิณ และหนิวหลาง หนุ่มเลี้ยงวัวกลายเป็น “อัลแตร์” (Altair) ดาวฤกษ์ดวงสว่างที่สุดของหมู่ดาวอินทรี เฝ้ารอจะได้มาพบ และอยู่ร่วมกันเพียงปีละหนึ่งครั้งในวัน “ชีซี” อันหมายถึงวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด ซึ่งถือเป็นเทศกาลแห่งความรักตามปฏิทินจันทรคติของชาวจี

ความวิจิตรบรรจงในรายละเอียดบนหน้าปัดทั้งสอง เป็นเสมือนบทเติม เต็มกันและกันให้แก่เรื่องราวของการเฝ้ารอเพื่อพบ และอยู่ร่วมกันระหว่างคู่รักต่างแดนดาว ด้วยลูกเล่นตัดเฉดของสีน้ำเงินต่างโทนกับประกายแสงของทองคำสีขาวและเพชรจากนาฬิกาข้อมือ “ดาริกาหวนคืน” หรือ Lady Rencontre Céleste (เลดี ร็องกงตร เซแลส์ตส์) คือการได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งของประติมากรรมทองคำสีขาวฝังเพชรขึ้นรูปมิติทรงคู่รักประสานมืออยู่หลังมวลเมฆลงยาลายฉลุ plique-à-jour (ปลิกาฌูร) ฝังเพชรท่ามกลางผืนฟ้าราตรีประดับดาว ขณะที่วงหน้าเพชรเดี่ยวเหลี่ยมกุหลาบของทั้งสอง ให้ความรู้สึกถึงการสบตาจ้องมองอย่างดื่มด่ำเสน่หาใต้แสง นวลละมุนจากจันทร์เสี้ยวฝังเพชร พื้นหน้าปัดจำลองมิติเวิ้งว้างสลับซับ ซ้อนของจักรวาลสะท้อนซึ่งความเป็นเลิศในการใช้ไหวพริบพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญในงานลงยาล่องลายนูน champlevé (ชอมเปลเว) กับงานลงยาผงสีก่อเงาแสงหรือ grisaille (กรีซายล์) มาสู่เทคนิคจิตรกรรมย่อส่วน ทวีความวิจิตรตระการตาด้วยงานประดับเสี้ยวไพลินร่วมกับการ ใช้เขี้ยวหนามเตยปลายลูกปัดรองรับการฝังเพชร ส่วนนาฬิกาข้อมือ “ดาริกาพานพบ” หรือ Lady Retrouvailles Célestes (เลดี เรอทรูวายส์ เซแลส์ตส์) คืออีกบทสรุปความแยบคายในการใช้ไหวพริบพลิกแพลงหัตถศิลป์ต่างแขนงผ่านระยับประกายในเหลือบสีไล่โทนจากชมพูสู่ม่วงอมแดงเข้มของพื้นหน้าปัดลงยาล่องลายนูนจำลองความสลับซับซ้อนเชิงมิติของเวิ้งจักรวาลเสน่หาขณะที่สองหนุ่มสาวต่างอยู่ห่างคนละฟากฟ้าเบื้องหน้าเสี้ยวไพลินสีม่วงอมชมพูในท่วงท่าเหยียดแขนยื่นมือหากันระหว่างรอเวลาได้กลับมาพบกัน ฝูงนก “สี่เชว่” หรือสาลิกาสวรรค์ที่ร่วมกันต่อตัวสร้างสะพานข้ามทางช้างเผือกให้คู่รัก ได้ข้ามมาอยู่ร่วมกันปีละครั้งตามตำนาน สะกดทุกสายตาด้วยความละเอียดอ่อนของงานฝีมือประติมากรรมทองคำสีขาวท่ามกลางประกายแสงจากงานฝังเพชรขึ้นตัวเรือนบนแผ่นลงยาลายฉลุเนื้อโปร่งใสต่างม่านเมฆล่องลอยทั่วกรอบตัวเรือนทองคำสีกุหลาบล้อมเพชรลงตัวกับสีคู่เข็มบอกเวลา

เรื่องราวตำนานรักเหนือกฎสวรรค์ดำเนินต่อเนื่องมาสู่ด้านหลังตัวเรือนผ่านงานสลักลายถ่ายทอดปรากฏการณ์อัศจรรย์ตามธรรมชาติบนผืนฟ้ายามค่ำคืนอันเกิดจากการเรียงตัวดาวฤกษ์ดวงสว่างที่สุดของสามกลุ่ม อันประกอบไปด้วยเวกา, อัลแตร์ และเดเน็บ (Deneb) เป็น “สามเหลี่ยม ฤดูร้อน”

Poetry of Time
เพื่อสืบทอดมุมมองอันงดงามดุจบทกวีที่มีต่อชีวิต Van Cleef & Arpels นำมิติแห่งความงามอันโดดเด่นเป็นหนึ่งของตนมาสอดแทรกลงสู่ศิลปะของการผลิตนาฬิกาข้อมือเพื่อจุดประกายความฝัน และอารมณ์ บทบรรจบระหว่างประดิษฐกรรมอันเป็นเลิศ กับจินตนาการ เมซงอาศัยรกรากประวัติศาสตร์อันยาวนานของตน ร่วมกับแรงบันดาลใจต่างขั้ว ที่ล้วนเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวมาเรียงร้อยรขึ้นเป็นงานออกแบบเล่าขานเรื่องราวแห่งความรัก, ศิลปะทางการตัดเย็บ และวัฒนธรรมการแต่งกาย, วัฏจักรธรรมชาติ, ดาราศาสตร์ รวมถึงปรากฏการณ์ต่างๆ บนเอกภพ ตลอดจนเหล่านางฟ้า นางระบำผ่านรายละเอียดตกแต่งบนหน้าปัดนาฬิกา  มอบความงดงามเปี่ยมความหมายเลอค่าอย่างอย่างแท้จริง   

ปรัชญาการสร้างสรรค์ “บทกวีบอกเวลา” ดังกล่าว ปรากฏให้ประจักษ์อย่างชัดเจนใน Poetic Complications คอลเลกชันนาฬิการะบบซ้อนกลไกซึ่งมีจุดเริ่มต้นขึ้นระหว่างปีค.ศ. 2006 ในฐานะบทระดมความ ชำนาญชั้นสูงของประดิษฐกรรมกลไกระบบต่างๆ หลอมรวมร่วมกับหัตถศิลป์งานฝีมือหลากแขนงโดยอาศัยไหวพริบพลิกแพลงทักษะในกระบวนการสรรค์สร้างเครื่องประดับชั้นสูงของเมซง ก่อกำเนิดเป็นผลงานสะกดสายตา จุดประกายจินตนาการ นำมาซึ่งความสุข เบิกบานใจกับทุกครั้งยามดูเวลา จากนาฬิกาข้อมือ Lady Arpels Centenaire (เลดี อารเปลส์ ซ็องเตอแนร) ตั้งชื่อเพื่อเป็นที่ระลึกถึงวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีของเมซง ติดตั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อนปฏิทินสี่ฤดู Quantième de Saison (ก็องติแญ็ม เดอ เซซง) มาจนถึงผลงานรุ่นต่างๆ ของนาฬิกาข้อมือ “สะพานแห่งความรัก” Pont des Amoureux (ปงต์ เดซามูเรอกซ์), นาฬิกาข้อมือ “จากทิวาสู่ราตรี”Jour Nuit (ฌูร นุยต์) และ “พฤกษาบอกเวลา” หรือ Heures Florales (เออรส์ ฟลอราลส์) แต่ละผลงานสร้างสรรค์จาก Poetic Complications ล้วนแสดงให้เห็นถึงมุมมองสุดละเมียดละไมในการก่อภวังค์อารมณ์ผ่านหน้าปัดบอกเวลา ชำนาญชั้นสูงของประดิษฐกรรมกลไกระบบต่างๆ หลอมรวมร่วมกับหัตถศิลป์งานฝีมือหลากแขนงโดยอาศัยไหวพริบพลิกแพลงทักษะในกระบวนการสรรค์สร้างเครื่องประดับชั้นสูงของเมซง ก่อกำเนิดเป็นผลงานสะกดสายตา จุดประกายจินตนาการ นำมาซึ่งความสุข เบิกบานใจกับทุกครั้งยามดูเวลา จากนาฬิกาข้อมือ Lady Arpels Centenaire (เลดี อารเปลส์ ซ็องเตอแนร) ตั้งชื่อเพื่อเป็นที่ระลึกถึงวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีของเมซง ติดตั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อนปฏิทินสี่ฤดู Quantième de Saison (ก็องติแญ็ม เดอ เซซง) มาจนถึงผลงานรุ่นต่างๆ ของนาฬิกาข้อมือ “สะพานแห่งความรัก” Pont des Amoureux (ปงต์ เดซามูเรอกซ์), นาฬิกาข้อมือ “จากทิวาสู่ราตรี”Jour Nuit (ฌูร นุยต์) และ “พฤกษาบอกเวลา” หรือ Heures Florales (เออรส์ ฟลอราลส์) แต่ละผลงานสร้างสรรค์จาก Poetic Complications ล้วนแสดงให้เห็นถึงมุมมองสุดละเมียดละไมในการก่อภวังค์อารมณ์ผ่านหน้าปัดบอกเวลา

จินตศิลป์ดาราศาสตร์แห่ง Poetic Astronomy
ตลอดประวัติความเป็นมาอันยาวนาน Van Cleef & Arpels อาศัยแรงบันดาลใจจากเวิ้งจักรวาลตระการตาด้วยหมู่ดาวระยับแสง รวมถึงปรากฏธรรมชาติของบรรดาเทหวัตถุกลางเอกภาพมารังสรรค์เครื่องประดับอัญมณี, เครื่องประดับชั้นสูง รวมถึงประดิษฐกรรมนาฬิกา ข้อมือ หนึ่งในบันทึกการขายยุคแรก มีระบุถึงเครื่องประดับจันทร์เสี้ยวฝังไพลินล้อมเพชรเหลี่ยมเกสรเมื่อปีค.ศ. 1906 ตามมาด้วยเข็มกลัดรูปดาวฝังไข่มุกกับเพชรระหว่างค.ศ. 1907 รวมถึงนาฬิกาพกรุ่นปีค.ศ. 1929 ตกแต่งรายละเอียดดิถีจันทร์ต่างรูปทรงบนหน้าปัด ขณะเดียวกับที่ระหว่างทศวรรษ 1950 คือการสรรค์สร้างจี้เหรียญทองจักรราศีรุ่นแรกของเมซง เช่นเดียวกับนาฬิกาข้อมือ “ฝนดาวตก” หรือ Meteor wristwatch

ในขอบข่ายงานผลิตนาฬิกาข้อมือ Van Cleef & Arpels ยกย่องความงดงามสุดมหัศจรรย์บนห้วงจักรวาลผ่านแนวทางงานออกแบบ “จินตศิลป์ดาราศาสตร์” หรือ Poetic Astronomy หลอมรวมกลไกหลากระบบเข้ากับวัสดุเลอค่านานาชนิดโดยอาศัยความเป็นเลิศทางหัตถศิลป์งานฝีมือหลากแขนงจำแลงปรากฏการณ์เอกภพ ถ่ายทอดจินตนาการต่างมิติผ่านประดิษฐกรรมขับเคลื่อนหุ่นกล ทั้งบนนาฬิกาตั้งโต๊ะ ทั้งบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ ให้ดำเนินเรื่องราวตามวิถีโคจรของระบบดาราจักร ดึงดูดทุกสายตาให้ผ่านล่วงเข้าสู่ภวังค์ดุจฝันอย่างแท้จริง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้