VAN CLEEF & ARPELS Sous les étoiles

Last updated: 27 เม.ย 2569  |  74 จำนวนผู้เข้าชม  | 

VAN CLEEF & ARPELS Sous les étoiles

นับแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1906 ความประทับใจ และจินตนาการของ VAN CLEEF & ARPELS ระหว่างสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆบนเวิ้งจักรวาล จากวิถีโคจรของดวงดาวไปจนถึงการเรียงตัวของหมู่ดาว ตลอดจนความหมายเชิงสัญลักษณ์ทางจักรราศี ดาราศาสตร์ สร้างแรงบันดาลใจในการสรรค์สร้างผลงานให้แก่เมซงมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงคอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูง “ใต้ดาษดาริกา” หรือ Sous les étoiles (ซูส เล เซตวลส์) ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ระหว่างปีค.ศ. 2021 สะท้อนสุนทรียศิลป์อันมีต่อครรลองดาราจักรผ่านงานออกแบบถ่ายทอดเรื่องราวต่างมิติบนโพ้นฟ้าได้อย่างวิจิตรบรรจงและในปีนี้ Van Cleef & Arpels ได้นำมรดกทางงานออกแบบจาก “ใต้ดาษดาริกา” มารังสรรค์เป็นต่างหู-กับ-แหวนเข้าชุด จุดประกายจินตนาการถึงแดนจักรวาลอันไกลโพ้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เมซงอย่างต่อเนื่องตราบนิรันดร์

Gold and diamond celestial bodies
ด้วยมิติทรงโค้งมน ตัวเรือนแหวน “ใต้ดาษดาริกา” หรือ Sous les étoiles อาศัยมรดกทางงานออกแบบสัณฐานกว้างตามธรรมเนียมนิยมของ Van Cleef & Arpels ระหว่างทศวรรษ 1960 ในขณะที่ความประณีต พิถีพิถันของหัตถศิลป์ค้อนดุนลายนำมาซึ่งรายละเอียดบนเนื้อทองคำสีเหลืองร่วมกับงานฝีมือขัดเงาสะท้อนความวิจิตรบรรจงได้อย่างแยบคาย ยอดโดมหัวแหวนก็ทวีความเลอค่าด้วยงานฝังเพชรลงในร่องบากดาวห้าแฉกต้องแสงทอประกายระยิบระยับจุดประกายจินตนาการถึง “ระบำดาว” บนโพ้นจักรวาลได้อย่างละเมียดละไม เพื่อมอบความสบายสูงสุดยามสวมใส่ นอกจากขอบวงในของเรือนแหวนอาศัยงานหล่อแบบเป็นแอ่งเว้ารองรับเทคนิคขัดผิวขึ้นเงาราวกระจกต้องแสงทอประกายสุกสว่างอย่างเต็มที่ โครงสร้างเปิดโปร่งฉลุลายดาวยังช่วยลดมวลน้ำหนัก พร้อมกับเอื้อต่อการลำเลียงวิถีแสงส่องผ่านเพชรแต่ละเม็ดเหนือแอ่งเว้าใต้โดมหัวแหวนให้เจิดจรัสความงามอย่างเหนือชั้น เพื่อเติมเต็มความครบครัน เมซงยังสรรค์สร้างต่างหูเข้าชุดด้วยงานฝีมือค้อนดุนลายบนตัวเรือนทองคำทรงกลม รองรับงานฝังเพชรลงร่องบากสลักลายดาวห้าแฉก


ซึ่งได้รับการออกแบบต่างตำแหน่งกระจัดกระจายบนแต่ละข้างราวจำลองมิติธรรมชาติบนผืนฟ้าลงมาอย่างสมจริง ศิลปะงานออกแบบอสมมาตรอันถือเป็นหนึ่งในลูกเล่นสัญลักษณ์ประจำเมซงยังต่อเนื่องมาถึงด้านหลังโครงสร้างเปิดโปร่งของตัวเรือนเพื่อบ่งบอกตำแหน่งสำหรับประดับ ใบหูให้ตรงข้างอย่างแยบยล

สกาวแสงแห่งทองคำ
ไม่ว่าจะเป็นงานฝีมือสลักลาย, เทคนิคตัวเรือนเปิดโปร่ง, หัตถศิลป์ค้อนดุนลาย หรืองานขัดผิวเนื้อเกลี้ยง หรือขึ้นเงา ทุกความเป็นเลิศในการใช้ไหวพริบพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญต่างแขนงของ Van Cleef & Arpels ถูกระดมมาหลอมรวมลงสู่งานสร้างสรรค์ตัวเรือนทองคำต่างรูปทรง ต่างมิติขนาด

รูปทรงกลมมน และงานฝีมือค้อนดุนลายตกแต่งรายละเอียดบนตัวเรือน เป็นผลจากศิลปะการหล่อแบบสูญขี้ผึ้ง (lost-wax casting) อันถือเป็นเทคนิคเก่าแก่แต่ยุคอารยธรรมโบราณตั้งแต่มีงานสร้างสรรค์เครื่องประดับทอง โดยเริ่มต้นจากความประณีต ละเอียดลออในงานประติมากรรมสลักแท่งไขแว็กซ์ หรือก้อนขี้ผึ้งขึ้นแบบเสมือนจริงสำหรับใช้ทำเบ้าแม่พิมพ์ปูนปลาสเตอร์ก่อนเทโลหะหลอมเหลวความร้อนสูงลงไปให้แทนที่ไขแว็กซ์ซึ่งถูกละลายตัวไหลออกไป

ด้วยการใช้ไหวพริบพลิกแพลงทักษะความชำนาญ ร่วมกับความแม่นยำ และเฉียบคม งานฝีมือขัดผิวหลายขั้นตอนนำมาซึ่งเนื้อทองเรียบเนียน เกลี้ยงเกลาบนสัณฐานโค้งมน ในขณะที่แถบในวงแหวนจรัสประกายสุกสกาวจากงานขัดผิวขึ้นเงาราวกระจก หนึ่งในสัญลักษณ์หัตถศิลป์แบบฉบับ Van Cleef & Arpels มาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 พื้นผิวด้านนอกตัวเรือนก็สะท้อนถึงความพิถีพิถัน ระมัดระวังระหว่างขัดผิวตกแต่งเพื่อให้ทุกรายละเอียดจากงานค้อนดุนลายคงความคมชัดของลายเส้น และแอ่งเว้าแต่แรกเริ่มอย่างสมบูรณ์

การคัดเลือกเพชร
เมซงมีความโดดเด่นเป็นหนึ่งจากความเคร่งครัดในกระบวนการตรวจคัดเพชรโดยอาศัยเกณฑ์มาตรฐานคู่ขนาน อันได้แก่ 4Cs ตามระบบสากลเพื่อประเมินคุณภาพด้านสี (color), ความบริสุทธิ์ กระจ่างใส (clarity), งานเจียระไน (cut) และน้ำหนัก กะรัต (carat) ร่วมกับธรรมเนียมนิยมความเป็นเลิศของ Van Cleef & Arpels ซึ่งเลือกใช้เพชรแต่เพียงเกรด D ถึง F ในแง่ของสี และ IF ถึง VVS ในประเด็นของความบริสุทธิ์ กระจ่างใส จากนั้น ก็ยังมีการตรวจสอบคุณภาพเพชรสำหรับงานฝังจิกไข่ปลาอีกครั้งผ่านแว่นขยาย 10 เท่าด้วยเกณฑ์ประเมินเฉพาะของเมซง เพื่อมอบความมั่นใจในผลลัพธ์ระยับแสงเรืองรองละมุนตา

A historic source of inspiration
นับแต่ก่อตั้ง ทุกครายามทอดสายตาขึ้นสู่ความเวิ้งว้างตระการตาบนผืนฟ้า ย่อมนำมาซึ่งแรงบันดาลใจทางการสร้างสรรค์ให้แก่ Van Cleef & Arpels หนึ่งในบันทึกการขายยุคแรกเริ่มของเมซงระบุถึงชุดเครื่องประดับจันทร์เสี้ยวฝังไพลินเม็ดเดี่ยวล้อมเพชรเหลี่ยมเกสรเมื่อปีค.ศ. 1906 ตามมาด้วยเข็มกลัดดาวประดับไข่มุกสลับเพชรในปีค.ศ. 1907 ขณะที่หน้าปัดนาฬิกาพกรุ่นปีค.ศ. 1929 มอบความวิจิตรบรรจงของงานออกแบบดิถีจันทร์ ปลายทศวรรษ 1930 คือชุดเครื่องประดับ Pylônes (ปีโลนส์) จุดประกายจินตนาการถึงเทหวัตถุผ่านความต่อเนื่องของเส้นกรอบรูปทรง

นอกจากนั้น Van Cleef & Arpels ยังออกแบบเครื่องประดับหลากสรรพสีสดใสโดยใช้ลูกเล่นไล่ระดับน้ำหนักมวลสัณฐานร่วมกับความต่อเนื่องของเส้นโค้งเป็นโครงสร้างจำลองแนวตัดระหว่างเส้นรุ้งกับเส้นแวงอย่างเข็มกลัดดาวจรัสรัศมีรองรับงานฝังไพลิน, ทับทิม และเพชรเมื่อปีค.ศ. 1954

เพื่อร่วมบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มนุษยชาติยามเหยียบก้าวแรกบนดวงจันทร์เมื่อปีค.ศ. 1969 เมซงสรรค์สร้างจี้สร้อยคอขึ้นเป็นของขวัญที่ระลึกแก่เหล่าภรรยาของนักบินอวกาศประจำยานอะพอลโล จำลองแบบหลุมทั่วพื้นผิวดาวเคราะห์บริวารผ่านรายละเอียดค้อนดุนลายบนเนื้อทอง และนับจากทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา Van Cleef & Arpels นำแนวทางงานออกแบบถ่ายทอดปรากฎการณ์ของบรรดาเทหวัตถุบนเวิ้งฟ้ามาสู่หน้าปัด และระบบขับเคลื่อนของนาฬิกาข้อมือซ้อนกลไกชุด “จินตศิลป์ดาราศาสตร์” ในคอลเลกชัน Poetic Complications อย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลงานรุ่น “จากทิวาสู่ราตรี” หรือ Lady Arpels Jour Nuit (เลดี อารเปลส์ ฌูร นุยต์) และ “ดาราจักรจำลอง” หรือ Lady Arpels Planétarium (เลดี อารเปลส์ ปลาเนตาริยัม) ส่วนปีค.ศ. 2021 จินตนาการชวนฝันได้ก่อกำเนิด “ใต้ดาษดาริกา” หรือ Sous les étoiles คอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูง 150 ผลงานสะท้อนถึงเรื่องราวของมวลดาราทั้งตามหลักดาราศาสตร์ และความเชื่อในเทพตำนาน


ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัดดาวเสาร์ (Saturne clip) ตัวเรือนทองคำ สีเหลืองฝังเพชร หรือแหวนหว่างนิ้ว “กาลิเลอิ” (Galilée ตั้งชื่อเพื่อระลึกถึงกาลิเลโอ กาลิเลอิ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีผู้พัฒนาประสิทธิภาพกล้องโทรทรรศน์จนค้นพบดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดี และปรากฏการณ์อื่นๆ ในระบบสุริยจักรวาล) รังสรรค์คู่ดาวเคราะห์พลอยน้ำสมุทร ลาพิซ ลาซูลิเม็ดเดี่ยวกลมเกลี้ยงบนปลายข้างหนึ่งกับทองคำตกแต่งรายละเอียดค้อนดุนลายฝังไพลินกับเพชรลงในร่องบากดาวห้าแฉกบนปลายอีกข้าง เพื่อสืบสานงานสร้างสรรค์อันอาศัยความลึกลับ และจินตนาการกว้างไกลในอีกมิติสุดโพ้นเวหนเป็นแหล่งกำเนิดแรงบันดาลใจ บรรดานักออกแบบของเมซงยังทำการศึกษา ค้นคว้า

เรื่องราวในตำนาน, งานแกะสลัก, ภาพจิตรกรรม ตลอดจนภาพถ่ายมากมาย รวมถึงงานตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ยุคต้นอย่าง Somnium (ซอมนิยัม) หรือ The Dream ของโยฮานส์ เค็ปเลอร์ (ปีค.ศ.1634) และ L’Astronomie Populaire (ลาสโตรโนมี ป็อปปูแลร) หรือ Popular Astronomy ของกามิลล์ ฟลามาริยง (ปีค.ศ.1880)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

BVLGARI Eclettica

30 มี.ค. 2569

BVLGARI Serpenti

2 เม.ย 2569

CARTIER Clash de Cartier

30 มี.ค. 2569

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้