Last updated: 25 พ.ค. 2569 | 138 จำนวนผู้เข้าชม |
“Oyster คือเครื่องบอกเวลาที่มีอนาคตทั้งโลกเปิดรออยู่เบื้องหน้า” / Hans Wilsdorf, 1956
Oyster คือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์บทใหม่แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ด้วยตัวเรือนกันน้ำอันล้ำสมัย ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากนวัตกรรมและองค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนานนับศตวรรษ นาฬิการุ่นนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและความสำเร็จของมนุษย์ แม้เวลาจะผ่านมากว่าหนึ่งร้อยปีนับจากวันแรกแห่งการถือกำเนิด Oyster ก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการการประดิษฐ์นาฬิกาอย่างต่อเนื่อง
การคิดค้น Oyster ในปี 1926 ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการการประดิษฐ์นาฬิกา ตัวเรือนที่สามารถกันน้ำและกันฝุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นชื่อของทั้งนาฬิกาข้อมือและคอลเลกชัน คือแนวคิดอันล้ำสมัยของ Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้ง Rolex ต้องการให้นาฬิกาข้อมือกลายเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกและชีวิตของผู้คนในยุคนั้น
ด้วยความเชื่อถือได้ ความแข็งแกร่ง และการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง Oyster จึงอยู่บนข้อมือของผู้คนที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมอันท้าทายที่สุดมาตลอดหนึ่งศตวรรษ ตลอดช่วงเวลานั้น Oyster ได้พัฒนาต่อยอดกลายเป็นตระกูลนาฬิกาที่ได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบและมาตรฐานอ้างอิงของวงการจนถึงปัจจุบัน
หนึ่งร้อยปีหลังจากเข้ามาปฏิวัติโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา Oyster ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง พร้อมอยู่เคียงข้างผู้สวมใส่ในทุกก้าวสู่ความสำเร็จของตนเอง
จุดเริ่มต้นแห่งวิสัยทัศน์อันล้ำสมัย
“เราสร้างนาฬิกาข้อมือที่ดีที่สุดในโลก” / Hans Wilsdorf, 1927
ความเที่ยงตรง การกันน้ำ และระบบไขลานอัตโนมัติ - สามความท้าทายสำคัญที่นำไปสู่สามความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งได้หล่อหลอมทั้งเส้นทางแห่งความสำเร็จของบุคคลผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์ และชะตาของนาฬิกาที่เข้ามาปฏิวัติวงการไปตลอดกาล
ในปี 1926 Hans Wilsdorf ได้เปิดตัวผลงานชิ้นล่าสุดของเขา Oyster นาฬิกาที่ถูกกำหนดชะตาไว้ให้เข้ามาเปลี่ยนวิธีการใช้งานเครื่องบอกเวลาไปโดยสิ้นเชิง และพลิกโฉมวงการการประดิษฐ์นาฬิกาในเวลาต่อมา ในยุคนั้น นาฬิกาพกยังคงได้รับความนิยมสูงสุด ขณะที่นาฬิกาข้อมือซึ่งยังขาดทั้งความเที่ยงตรงและมีความเปราะบางต่อความเสียหายจากภายนอก ยังคงถูกมองเป็นเพียงเครื่องประดับ มากกว่าจะเป็นเครื่องบอกเวลาที่เชื่อถือได้

แม้จะมีขนาดกะทัดรัด แต่ Oyster กลับมอบความเที่ยงตรงได้ทัดเทียมกับมารีนโครโนมิเตอร์ขนาดใหญ่ ที่ใช้สำหรับการเดินเรือในยุคนั้น ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มันยังเป็นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของ Rolex ที่สามารถป้องกันน้ำและฝุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่กี่ปีต่อมา การคิดค้น Perpetual rotor ระบบไขลานอัตโนมัติด้วยโรเตอร์อิสระ ซึ่งได้รับสิทธิบัตรในปี 1931 ก็ได้มอบแหล่งพลังงานที่ทำงานอย่างต่อเนื่องให้แก่ Oyster วิสัยทัศน์ของ Hans Wilsdorf จึงกลายเป็นความจริงอย่างสมบูรณ์ พร้อมตอกย้ำการปฏิวัติครั้งสำคัญของวงการการประดิษฐ์นาฬิกาที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในเวลานั้น
สมรรถนะและความเชื่อถือได้อันเป็นเลิศ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วในสภาพการใช้งานจริง ผ่านทั้งสถิติและความสำเร็จอันน่าทึ่งมากมายตลอดศตวรรษที่ 20 และ 21 นาฬิกาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้สวมใส่ที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด และด้วยเหตุนี้เอง ตำนานของ Oyster จึงถูกจารึกขึ้นบนข้อมือของเหล่านักบุกเบิกและผู้กล้าที่ร่วมสร้างโลกสมัยใหม่ขึ้นมา
ในเดือนตุลาคม ปี 1927 Mercedes Gleitze นักว่ายน้ำชาวอังกฤษ ได้สวม Oyster ระหว่างการว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษ เหตุการณ์สำคัญครั้งนั้นยิ่งตอกย้ำความเชื่อของ Hans Wilsdorf ว่าความเป็นเลิศที่แท้จริงจะได้รับการพิสูจน์จากการใช้งานจริง ตลอดช่วงเวลาอันยาวนาน และภายใต้สภาวะกดดันที่สุด

ต่อมา Rolex ได้มอบนาฬิกา Oyster ให้แก่เหล่านักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ นักกีฬา นักบิน นักเดินเรือ นักปีนเขา และนักดำน้ำ เพื่อร่วมเดินทางไปในภารกิจอันท้าทายทั่วโลก จากยอดเขาที่สูงที่สุด ไปจนถึงห้วงลึกแห่งมหาสมุทร บุคคลเหล่านี้ได้ทดสอบนาฬิกา Rolex ใน “ห้องทดลองที่มีชีวิต” ของโลกความจริง และประสบการณ์ที่พวกเขาส่งกลับมา ก็กลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้วิศวกรของแบรนด์สามารถพัฒนาและปรับปรุงเครื่องบอกเวลาอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาที่ผ่านมา Oyster จึงค่อย ๆ ก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานอ้างอิงสำหรับผู้คนที่ไม่เคยหยุดผลักดันขีดจำกัดของตนเอง และมุ่งขยายพรมแดนแห่งความรู้ให้ไกลยิ่งกว่าเดิม ผู้คนที่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยจิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้
คอลเลกชันที่หล่อหลอมด้วยนวัตกรรม
จากชื่อของตัวเรือน สู่ชื่อของนาฬิกาข้อมือ และต่อยอดกลายเป็นชื่อของทั้งคอลเลกชัน Oyster คือผลงานที่ถือกำเนิดจากแนวคิดอันปฏิวัติวงการ หนึ่งร้อยปีหลังจากวันแรกแห่งการถือกำเนิด Oyster ยังคงเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความเชี่ยวชาญอันเป็นเอกลักษณ์ของ Rolex แม้เวลาจะผ่านมากว่าหนึ่งศตวรรษ แต่ Rolex ยังคงมีพลังอันน่าทึ่งในการจุดประกายความฝันให้แก่ผู้คนทั่วโลก
จากนวัตกรรมแรกเริ่มอย่างตัวเรือน Oyster ได้ต่อยอดสู่การถือกำเนิดของกลุ่มนาฬิกาอันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ไม่เพียงแต่นาฬิกาทุกเรือนในคอลเลกชัน Oyster Perpetual จะมาพร้อมตัวเรือน Oyster เท่านั้น แต่ยังได้รับการถ่ายทอดนวัตกรรมสำคัญอีกมากมายของ Rolex ไว้อย่างครบถ้วน นาฬิกา Rolex ทุกเรือน แม้ในรายละเอียดที่เล็กที่สุด ล้วนสะท้อนคำมั่นสัญญาที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1926 พร้อม Oyster การสร้างเครื่องบอกเวลาที่เชื่อถือได้ เที่ยงตรง และกันน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่ออยู่เคียงข้างผู้สวมใส่ในทุกกิจกรรมของชีวิต นับจากวันนั้น Rolex ไม่เคยหยุดพัฒนาและปรับปรุงทุกองค์ประกอบของนาฬิกา ทำให้เครื่องบอกเวลาของแบรนด์มีทั้งสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง และความเชื่อถือได้ที่เหนือชั้นยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแรงผลักดันสู่ความเป็นเลิศนี้เอง ที่เปิดทางไปสู่ความสำเร็จบทใหม่ของโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาอยู่เสมอ

พันธสัญญาเพื่ออนาคต
ครอบครัวของบุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา ศิลปิน หรือนักอนุรักษ์ ผู้คนที่ต่างฝากร่องรอยสำคัญไว้บนโลกใบนี้เรื่องราวของ Oyster จึงผูกพันอย่างแยกไม่ออกกับความสำเร็จมากมายของผู้สวมใส่ Rolex ผู้เป็นดั่งบุคคลต้นแบบแห่งยุคสมัย
คำว่า “Perpetual” ซึ่งอยู่เคียงข้างชื่อ Oyster มาตั้งแต่ปี 1931 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Rolex ในการสืบทอดคุณค่าและอุดมการณ์ของแบรนด์ให้ดำรงอยู่เหนือกาลเวลา ปรัชญานี้ได้กลายเป็นแนวทางสำคัญที่ขับเคลื่อน Rolex ในหลากหลายมิติ พร้อมใช้บทเรียนจากอดีตเพื่อทำความเข้าใจและก้าวรับความท้าทายในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
Rolex ให้การสนับสนุนนักกีฬาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ความทุ่มเท ทักษะอันยอดเยี่ยม และพลังในการสร้างแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ให้กับกีฬา และแบรนด์ยังคงสะท้อนพันธสัญญานี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับองค์กรและการแข่งขันระดับสูงสุดในโลกของกีฬาขี่ม้า กอล์ฟ มอเตอร์สปอร์ต เทนนิส และการเดินเรือใบ

การแสวงหาความเป็นเลิศเช่นนี้ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบุคคลผู้ได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการ Perpetual Arts Initiative ผู้ซึ่งใช้พรสวรรค์ของตนสร้างร่องรอยอันทรงคุณค่าไว้ในวัฒนธรรมของโลก ด้วยการสนับสนุนเหล่าศิลปินผู้ถ่ายทอดอารมณ์และแรงบันดาลใจ ตลอดจนสถาบันต่างๆ ที่เป็นเวทีแห่งการแสดงออก Rolex มุ่งมั่นที่จะร่วมอนุรักษ์และส่งต่อคุณค่าพื้นฐานอันงดงามของมนุษยชาติ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ยึดมั่นและทะนุถนอมไว้เสมอ
พันธสัญญาเพื่ออนาคตนี้ ยังสะท้อนผ่านโครงการ Perpetual Planet Initiative ซึ่งขับเคลื่อนโดยผู้คนที่นำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของตนมาร่วมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกยุคปัจจุบัน ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ต่างสานต่อเจตนารมณ์ของนักสำรวจในยุคบุกเบิก ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจโลกของเราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อค้นหาหนทางในการปกป้องและดูแลโลกใบนี้ให้ยั่งยืนต่อไป โดยมี Rolex ร่วมสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
หนึ่งร้อยปีแห่งความสำเร็จที่ได้หล่อหลอมโลกของการประดิษฐ์นาฬิกาไว้อย่างลึกซึ้ง คือการเดินทางทั้งในมิติของมนุษย์และเทคโนโลยีที่ยังคงก้าวต่อไปสู่อนาคต ในปี 2026 Rolex เปิดตัวมาตรฐานการรับรองรูปแบบใหม่ที่เข้มงวดและท้าทายยิ่งกว่าเดิม พร้อมเดินหน้าสู่การแสวงหาความเที่ยงตรงขั้นสูงสุด ด้วยการนำองค์ความรู้จากฟิสิกส์ควอนตัมมาช่วยนิยามการวัดเวลาเสียใหม่อีกครั้ง
มาตรฐานการรับรอง Superlative Chronometer รูปแบบใหม่
ในปี 2026 Rolex ได้ตอกย้ำพันธสัญญาที่มีต่อผู้สวมใส่นาฬิกาของแบรนด์ ด้วยการยกระดับมาตรฐานการรับรอง Superlative Chronometer ให้เข้มงวดยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยมีการเพิ่มเกณฑ์การทดสอบใหม่อีก 3 ด้าน ได้แก่ ความสามารถในการต้านทานสนามแม่เหล็ก ความเชื่อถือได้ และความยั่งยืน ซึ่งเป็นเกณฑ์หลักที่ครอบคลุมในภาพรวม และถูกนำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและการผลิตนาฬิกาแต่ละเรือน เกณฑ์ใหม่นี้เข้ามาเสริมมาตรฐานเดิมที่ Rolex ได้กำหนดไว้ตั้งแต่การปรับนิยามการรับรองครั้งใหญ่ในปี 2015 ซึ่งครอบคลุมด้านความเที่ยงตรง การกันน้ำ ระบบไขลานอัตโนมัติ และพลังงานสำรองของกลไก โดยทั้งหมดจะได้รับการตรวจสอบผ่านการทดสอบกับนาฬิกาสำเร็จรูปทุกเรือน มาตรฐานการรับรอง Superlative Chronometer ยังอยู่ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวดโดยองค์กรอิสระของสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สัญลักษณ์ตราประทับสีเขียวจึงเปรียบเสมือนเครื่องยืนยันถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมในการใช้งานจริงบนข้อมือของนาฬิกา Rolex ทุกเรือน โดยตั้งอยู่บนรากฐานแห่ง 7 เสาหลักของความเป็นเลิศด้านการประดิษฐ์นาฬิกาของแบรนด์

นิทรรศการเดินทางระดับโลก
เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระแห่งนวัตกรรมครั้งสำคัญนี้ Rolex ได้นำเสนอ Oyster Story นิทรรศการครั้งสำคัญที่อุทิศให้แก่จุดกำเนิดและมรดกอันยั่งยืนของ Oyster นิทรรศการจัดขึ้น ณ West Bund Dome ใน Shanghai ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน ถึง 28 มิถุนายน 2026 โดย Oyster Story จะพาผู้เข้าชมย้อนสำรวจว่า วิสัยทัศน์อันล้ำยุคในวันนั้น ได้นำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่เพียงหล่อหลอมอัตลักษณ์ของ Rolex แต่ยังเปลี่ยนอนาคตของโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาไปตลอดกาลได้อย่างไร ตั้งแต่นาฬิกาสำหรับนักสะสม รุ่นประวัติศาสตร์และรุ่นร่วมสมัย บุคคลผู้สวมใส่อันเป็นตำนาน นวัตกรรมทางเทคนิค ไปจนถึงงานจัดแสดงแบบ Immersive Installation นิทรรศการครั้งนี้จะเผยมหากาพย์เรื่องราวของ Oyster ในมุมมองใหม่ที่ไม่เคยถูกถ่ายทอดมาก่อน
เกี่ยวกับ Rolex
ชื่อเสียงอันไร้ผู้เทียบเท่าในด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญ
Rolex คือผู้ผลิตนาฬิกาสัญชาติสวิสที่ดำเนินงานอย่างครบวงจรและเป็นอิสระ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ Geneva แบรนด์ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความสง่างามและเกียรติภูมิ
กลไกของนาฬิกาในคอลเลกชัน Oyster Perpetual และ Perpetual ทุกเรือน ได้รับการรับรองและทดสอบภายในเมซงในด้านความเที่ยงตรง สมรรถนะ และความเชื่อถือได้ ขณะที่มาตรฐานการรับรอง Superlative Chronometer ซึ่งมีตราประทับสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า นาฬิกาแต่ละเรือนได้ผ่านการทดสอบโดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของแบรนด์เอง ตามเกณฑ์เฉพาะที่ถูกตรวจสอบและรับรองอย่างสม่ำเสมอโดยองค์กรอิสระภายนอก
คำว่า “SUPERLATIVE” ที่สลักอยู่บน Oyster ทุกเรือน สะท้อนถึงปรัชญาและคุณค่าหลักของ Rolex โดยถ่ายทอดแนวคิดแห่ง “ความเป็นเลิศอย่างไม่สิ้นสุด” ที่ผู้ก่อตั้ง Hans Wilsdorf ได้ปลูกฝังไว้ และยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ขับเคลื่อนแบรนด์ในทุกมิติ
แนวคิดนี้เองที่นำ Rolex ไปสู่การเป็นผู้บุกเบิกนาฬิกาข้อมือสมัยใหม่ พร้อมสร้างนวัตกรรมสำคัญมากมายในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ไม่ว่าจะเป็น Oyster นาฬิกาข้อมือกันน้ำเรือนแรกของแบรนด์ที่เปิดตัวในปี 1926 หรือระบบไขลานอัตโนมัติ Perpetual rotor ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในปี 1931
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา Rolex ได้จดสิทธิบัตรมากกว่า 700 รายการ และภายในโรงงานทั้ง 4 แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์ยังดำเนินการออกแบบ วิจัย พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนส่วนใหญ่ของนาฬิกาด้วยตนเองอย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน โรงงานแห่งที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน ก็กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดใช้งานในปี 2029 Rolex ดูแลทุกขั้นตอนการผลิตด้วยตนเอง ตั้งแต่การหลอมโลหะทองคำ การขึ้นรูปชิ้นส่วน การประกอบ ไปจนถึงการตกแต่งกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และสายโลหะ
นอกเหนือจากโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาแล้ว แบรนด์ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา การสำรวจโลก ตลอดจนผู้คนและโครงการต่าง ๆ ที่กำลังค้นหาหนทางเพื่อปกป้องโลกใบนี้ให้ยั่งยืนต่อไป
21 พ.ค. 2569
25 พ.ค. 2569
25 พ.ค. 2569
25 พ.ค. 2569