Last updated: 28 พ.ค. 2569 | 25 จำนวนผู้เข้าชม |
เรือนเวลาสั่งทำพิเศษระดับมาสเตอร์พีซที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก (Unique Piece) เผยให้เห็นความงดงามตระการตาอันเป็นตำนานของกลไก Calibre 2755 TMR SQ ที่ผสานสองสุดยอดฟังก์ชันความซับซ้อนขั้นสูงอย่าง ระบบกลไกทูร์บิยอง (Tourbillon) และกลไกตีบอกเวลาแบบมินิทรีพีตเตอร์ (Minute Repeater) เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
โดยทุ่มเทเวลาถึงหนึ่งปีเต็มในกระบวนการวิจัยและพัฒนา เพื่อออกแบบโครงสร้างกลไกแบบฉลุโปร่งหรือสเกเลตัน (Skeleton) ให้มีความสมบูรณ์แบบสูงสุด
ชิ้้นส่วนประกอบที่ยกระดัับด้้วยงานตกแต่งระดัับศาสตร์การประดิิษฐ์นาฬิิกาชั้นสููง
Calibre 2755 ถือเป็นหนึ่งในกลไกที่เป็นเอกลักษณ์และระดับตำนานของ Vacheron Constantin เรือนเวลารุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับกลไกชั้นสูงที่ซับซ้อนที่สุดของศิลปะแห่งนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) โดยผสานรวมกลไกควบคุมทูร์บิยอง (Tourbillon) และกลไกตีบอกเวลาแบบมินิทรีพีตเตอร์ (Minute Repeater) เข้าไว้ด้วยกันอย่างเหนือชั้น
และเพื่อสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมอันไม่หยุดนิ่ง เมซงจึงได้เผยโฉมกลไกนี้ในเวอร์ชันฉลุโปร่งหรือสเกเลตัน (Skeleton) ซึ่งเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการค้นคว้าและพัฒนายาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม

สุนทรียภาพแห่งดีไซน์ภายนอกอันเหนือระดับ
เพื่อเน้นย้ำความเด่นชัดของงานฉลุลายและการตกแต่งกลไกอันวิจิตร นาฬิกา Les Cabinotiers Minute Repeater Tourbillon Skeleton เรือนพิเศษที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกนี้ จึงมาพร้อมกับการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกที่เรียบหรูทว่าโดดเด่นสะดุดตา
- ตัวเรือนทรงคุณค่า: รังสรรค์จากพิงก์โกลด์ 18 กะรัต (18K 4N Pink Gold) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มิลลิเมตร และหนา 12 มิลลิเมตร โดดเด่นด้วยการออกแบบขอบตัวเรือนและฝาหลังให้มีความเว้าเล็งน้อย (Slightly concave) ซึ่งช่วยพรางสายตาและเสริมให้ตัวเรือนดูเพรียวบางสง่างามยิ่งขึ้นเมื่ออยู่บนข้อมือ
- หน้าปัดแซฟไฟร์ใส (Sapphire Dial): เผยให้เห็นโครงสร้างอันสลับซับซ้อนและการทำงานของกลไกทูร์บิยองได้อย่างเด่นชัดลึกซึ้ง โดยบริเวณรอบนอกของหน้าปัดตกแต่งด้วยวงแหวนทองคำโทนสีเงินสองวง:
- วงแรก (วงนอก): ตกแต่งผิวสัมผัสซาตินลายวงกลม (Circular satin-finished) ทำหน้าที่เป็นขอบหน้าปัดย่อย
- วงที่สอง (วงใน): มีความละเอียดและเพรียวบางกว่า ตกแต่งด้วยลวดลายร่องวงกลมอย่างประณีต
- รายละเอียดอันวิจิตร: สเกลรางนาที (Minute track) บนกระจกแซฟไฟร์ถูกพิมพ์ด้วยหมึกโทนสีน้ำเงินเข้ม สอดรับกับวงแหวนปัดเงาซาตินลายวงกลมที่ล้อมรอบกรงทูร์บิยองสำหรับแสดงค่าวินาทีอย่างลงตัว เติมเต็มองค์ประกอบให้สมบูรณ์แบบด้วยหลักชั่วโมงทรงแท่งบาตอง (Baton-shaped) ที่ทำจากทองคำ 18 กะรัต จำนวน 11 ชิ้น ซึ่งจัดวางตำแหน่งอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
กลไกคอมพลิเคชันระดับสูง
กลไกคาลิิเบอร์ 2750 ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของ Vacheron Constantin ในปี ค.ศ. 2005 และเป็นขุมพลังเบื้องหลังเรือนเวลารุ่น Tour de l’Île ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นนาฬิกาข้อมือที่มีกลไกซับซ้อนที่สุดในโลกที่ยังคงผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยรวมฟังก์ชันคอมพลิเคชัน (Complications) ไว้มากถึง 16 รายการ

เมซงได้ทุ่มเทเวลาหลายปีในการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับโครงสร้างกลไกทูร์บิยองนี้ ให้มีความสมบูรณ์แบบสูงสุดและพร้อมสำหรับการผสานรวมหลากฟังก์ชันความซับซ้อนของ Haute Horlogerie เข้าด้วยกัน ซึ่งความพยายามเหล่านั้นได้บรรลุผลสำเร็จในปี ค.ศ. 2007 ด้วยการเปิดตัวนาฬิิการุ่น Patrimony Traditionnelle Calibre 2755 ที่ควบรวมกลไกทูร์บิยอง (Tourbillon), ระบบมินิทรีพีตเตอร์ (Minute Repeater) และปฏิทินถาวร (Permanent Calendar) เข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นเรือนเวลาที่ซับซ้อนที่สุดในตระกูลนาฬิกาของ Vacheron Constantin ณ ขณะนั้น
ต่อมาในปี ค.ศ. 2026 Vacheron Constantin ได้ต่อยอดความก้าวหน้าทางนวัตกรรมไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวกลไก Calibre 2755 TMR SQ ที่นำระบบทูร์บิยองและระบบมินิทรีพีตเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์มานำเสนอในเวอร์ชันฉลุโปร่งหรือสเกเลตัน (Skeleton) ได้อย่างวิจิตรตระการตา
กลไกตีบอกเวลารุ่นนี้ใช้พื้นฐานมาจาก ระบบควบคุมแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Governor) แบบดั้งเดิมที่คิดค้นขึ้นสำหรับกลไก Calibre 2755 โดยอุปกรณ์ควบคุมชิ้นนี้จะทำหน้าที่ควบคุมจังหวะและลำดับการตี เพื่อให้เสียงกังวานบอกเวลาในทุกชั่วโมง ทุก 15 นาที (Quarter) และทุกนาที มีความชัดเจนและไพเราะกลมกลืนกันที่สุด หากไม่มีอุปกรณ์ควบคุมชิ้นนี้ ลำดับการตีบอกเวลาจะทำงานเร็วเกินไปเนื่องจากแรงคลายตัวอย่างอิสระของตลับลานระบบรีพีตเตอร์ (Repeater spring barrel) ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับกลไก Vacheron Constantin จึงได้เปลี่ยนจากระบบยึดลานแบบเดิมที่มีเสียงดังและเกิดการเสียดสีง่าย มาเป็น ระบบควบคุมแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางที่ทำงานอย่างเงียบสนิท โดยระบบนี้จะใช้บล็อกแรงเฉื่อย (Inertia blocks) สองชิ้นในการสร้างแรงเบรกอย่างนุ่มนวลบนแกนหมุนของตัวควบคุม ส่งผลให้พลังงานที่ปล่อยออกมาจากตลับลานมีความสม่ำเสมอและนุ่มนวลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การมีกลไกทูร์บิยองเข้ามาเสริมในระบบควบคุม ยังช่วยรับประกันความแม่นยำในการทำงานของเรือนเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยกลไกชุดนี้ทำงานด้วยความถี่ 2.5 เฮิรตซ์ (18,000 ครั้ง/ชั่วโมง) เติมเต็มสุนทรียศาสตร์ของเครื่องบอกเวลาชั้นสูงได้อย่างไร้ที่ติ
โครงสร้างแบบสเกเลตััน จากงาน ฝีีมืือดั้งเดิิมสู่ความงดงามร่วมสมััย
เทคนิคการฉลุลายเพื่อเปิดเปลือยให้เห็นกลไกการทำงานภายใน (Skeletonization) มีกำเนิดมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 โดยช่างฝีมือผู้ประดิษฐ์นาฬิกาเริ่มเจาะแผ่นฐานเครื่อง (Mainplate) และสะพานจักร (Bridges) ให้เป็นลายโปร่ง เพื่อเผยให้เห็นความอัศจรรย์ของชุดเฟืองที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ภายใน

ต่อมาในศตวรรษที่ 19 เมื่ออุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางด้านโลหะวิทยา เทคนิคการผลิตจึงมีความประณีตและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยการแกะสลักลวดลายอันวิจิตรและการตกแต่งพื้นผิวอย่างพิถีพิถัน แม้ว่านาฬิกาสไตล์สเกเลตันจะลดบทบาทความสำคัญลงไปชั่วคราวในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จากการแพร่หลายของนาฬิกาข้อมือ ทว่าศิลปะแขนงนี้ได้กลับมาได้รับความนิยมอย่างสูงอีกครั้งในทศวรรษ 1970 เพื่อตอกย้ำคุณค่าเหนือระดับเหนือกาลเวลาของนาฬิกากลไกอันบริสุทธิ์ในการตอบโต้กระแสนาฬิกาไฟฟ้า (Quartz)
จนกระทั่งการฟื้นตัวอย่างยิ่งใหญ่ของนาฬิกากลไกจักรกลในช่วงต้นทศวรรษ 1990 นาฬิกาแบบสเกเลตันจึงได้กลายมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ร่วมสมัยที่สะท้อนถึงศาสตร์และศิลป์ชั้นสูงแห่งโลกเวลาอย่างแท้จริง
Vacheron Constantin ได้สืบทอดและพัฒนาประเพณีการสร้างสรรค์กลไกฉลุโปร่งนี้มานานกว่าศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นการรังสรรค์นาฬิกาพกคริสตัลหิน (Rock crystal pocket watches), เรือนเวลารูปทรงแปลกใหม่ในยุคทศวรรษ 1920, นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ตลอดจนนาฬิกากลไกซับซ้อนสูง (Complicated watches) ในยุคหลัง
มรดกอันล้ำค่านี้ยังรวมถึงการเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงสร้างสเกเลตันบนฐานกลไกที่บางเฉียบเป็นพิเศษ (Ultra-thin movements) ระดับตำนาน เช่น กลไกไขลานด้วยมือ Calibre 1003 (หนาเพียง 1.64 มิลลิเมตร) และกลไกอัตโนมัติ Calibre 1120 (หนาเพียง 2.45 มิลลิเมตร)
ศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์กลไกสเกเลตัน คือการเจาะเนื้อวัสดุออกจากส่วนประกอบของกลไก โดยเฉพาะสะพานจักรและแผ่นฐานเครื่อง เพื่อเผยให้เห็นมิติความลึกอันสลับซับซ้อนของโครงสร้างคาลิเบอร์ โดยจะต้องไม่ลดทอนความแข็งแกร่ง ความเสถียร หรือความน่าเชื่อถือของระบบกลไกเด็ดขาด นับเป็นความท้าทายทางเทคนิคขั้นสูงสุดที่ต้องอาศัยความแม่นยำระดับจุลภาค
การรัังสรรค์โครงสร้างกลไกสเกเลตันให้กับ Calibre 2755 TMR SQ เริ่มต้นจากการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ (3D Modeling) เพื่อวิเคราะห์ชิ้นส่วนอย่างละเอียด และพิจารณาว่าจะสามารถลดทอนน้ำหนักของโลหะลงได้มากที่สุดเพียงใดโดยไม่กระทบต่อความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง เฉพาะขั้นตอนการออกแบบและสร้างเรือนต้นแบบนี้เพียงอย่างเดียว ต้องใช้เวลาในการทุ่มเททำงานนานถึงหนึ่งปีเต็ม
ช่างฝีมือชั้นครูไม่ได้เพียงแค่เจาะชิ้นส่วนให้เป็นช่องโปร่งเท่านั้น แต่ยังได้ออกแบบและแกะสลักส่วนประกอบต่าง ๆ ขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างมุมมองและมิติทางสถาปัตยกรรม
- การลดขนาดที่เหนือชั้น: แผ่นฐานเมนเพลตถูกตัดทอนเนื้อโลหะออกไปถึง 40% จากขนาดเดิม
- รูปทรงเชิงสถาปัตยกรรม: ชิ้นส่วนประกอบถูกขัดแต่งด้วยเส้นโค้ง มุมแหลม และเส้นสายที่พลิ้วไหวอย่างมีชั้นเชิง นำสายตาให้เพลิดเพลินไปกับมิติความลึกอันน่าอัศจรรย์ใจ
- ตราสัญลักษณ์อันทรงคุณค่า: โครงสร้างแบบสเกเลตันนี้ยังเปิดโอกาสให้เมซงได้เน้นย้ำความเด่นชัดของ Maltese Cross (กางเขนมอลตา) อันเป็นสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ ซึ่งได้รับการฉลุลงบนชิ้นส่วนสำคัญอย่าง วงล้อบอกชั่วโมง (Hour wheel) และตลับลานระบบรีพีตเตอร์ (Repeater barrel) ได้อย่างสง่างามไร้ที่ติ
การตกแต่งที่ให้ความสำคััญกัับความโปร่งใส
กลไกฉลุโปร่ง Calibre 2755 TMR SQ ได้รับการยกระดับความงดงามขึ้นไปอีกขั้นด้วยเทคนิคการตกแต่งพื้นผิวอย่างพิถีพิถันถึง 9 รูปแบบ ซึ่งช่วยเน้นย้ำรายละเอียดอันสลับซับซ้อนของโครงสร้างกลไกได้อย่างเด่นชัด เมื่อเทียบกับกลไกคาลิเบอร์แบบดั้งเดิม ขั้นตอนการขัดแต่งในเวอร์ชันสเกเลตันนี้ต้องใช้เวลามากกว่าเดิมถึง 4 เท่า
เนื่องจากชิ้นส่วนขนาดเล็กจิ๋วจำนวนรวม 471 ชิ้น ถูกบรรจุอยู่ภายในพื้นที่ตัวเรือนที่มีความหนาเพียง 6.1 มิลลิเมตร ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจึงต้องได้รับการคัดสรรและแยกแยะด้วยโทนสีที่แตกต่างกันเพื่อสร้างมิติความลึกอย่างมีชั้นเชิง นอกเหนือจากชิ้นส่วนเนื้อทองเหลืองและโลหะเงินบริสุทธิ์แล้ว การเลือกเคลือบสารแอนทราไซต์ (Anthracite) สีเทาเข้มบนชิ้นส่วนสำคัญ ยังช่วยสร้างคอนทราสต์ที่ตัดกันอย่างสวยงามลุ่มลึก

ศิลปะแห่งการขัดแต่งรายละเอียดเฉพาะชิ้นส่วน
- การปัดลายซาตินแนวตั้งด้านข้าง หรือ “Étirage” (Drawing): รังสรรค์ขึ้นโดยใช้เครื่องมือขัดเพื่อสร้างลวดลายเส้นสายอันละเอียดอ่อนในแนวขนานที่สม่ำเสมอ มอบพื้นผิวที่ดูด้านและเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับส่วนขอบที่ผ่านการขัดเงา
- การปรับแต่งผิวหน้าให้เรียบเนียน หรือ “Dressage” (Smoothing): เทคนิคการปรับระดับพื้นผิวส่วนบนของชิ้นส่วนด้วยหินขัดเงาธรรมชาติอย่างประณีต เพื่อให้ได้งานตกแต่งแบบซาติน (Satin-brushed finish) ที่เรียบสนิทเสมอกัน
การหักมุมและขัดเงา หรือ “Anglage” (Chamfering): การเจียรลบความคมของขอบสะพานจักร โดยการทำมุมเอียง 45 องศาระหว่างพื้นผิวเรียบด้านบนและขอบด้านข้าง จากนั้นจึงทำการขัดเงาด้วยมืออย่างพิถีพิถันจนขอบเกิดประกายเงางามดุจกระจก (Mirror-polishing)
- การพ่นทรายบนสะพานจักร (Sandblasting): การพ่นผงอะลูมิเนียมออกไซด์ด้วยแรงดันสูงลงบนพื้นผิว เพื่อสร้างเนื้อสัมผัสที่มีความด้านและเป็นเกรนละเอียด ช่วยในการดูดซับและกระจายแสง เพิ่มมิติที่ดึงดูดสายตาได้อย่างยอดเยี่ยม
- การดัดและขัดเงาแกนสะพานจักรทูร์บิยอง หรือ “Berçage” (Rounding-off): การลบเหลี่ยมมุมบนแกนขวางของทูร์บิยองให้มีรูปทรงโค้้งมนรูปครึ่งวงกลมอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งขัดเงาบริเวณซอกมุมภายในและจุดเชื่อมต่ออย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้แกนที่เรียบเนียนและเปล่งประกายงดงามเป็นพิเศษ
- การขัดเงาดุจกระจกบนค้อนตีบอกเวลา หรือ “Polissage Miroir” (Mirror Polishing): การขัดเงาบนตัวค้อนมินิทรีพีตเตอร์เพื่อให้เกิดการสะท้อนแสงที่คมชัดราวกับกระจกเงา รังสรรค์ขึ้นด้วยการค่อย ๆ ขัดส่วนประกอบบนแผ่นสังกะสี (Zinc พลัด) ร่วมกับผงขัดเนื้อละเอียดพิเศษ
- การขัดลายก้นหอย หรือ “Perlage” (Circular graining): การสร้างลวดลายวงกลมเล็ก ๆ ที่ซ้อนทับกันอย่างมีมิติบริเวณใต้สะพานจักรและภายในส่วนเว้าของแผ่นฐานเครื่อง (Mainplate) โดยใช้หัวขัดแบบหมุนที่ควบคุมและจัดวางตำแหน่งด้วยมือของช่างฝีมืออย่างแม่นยำ
- การปัดเงาลายวงกลมบนล้อจักร (Circular satin-finishing): การกดชิ้นส่วนจักรที่กำลังหมุนลงบนฟิล์มขัดเนื้อละเอียด เพื่อสร้างเส้นวงกลมที่ละเอียดอ่อนและช่วยเพิ่มประกายเงางามให้แก่ซี่ล้อจักร
- การตกแต่งพื้นผิวลายรัศมีดวงอาทิตย์ หรือ “Soleillage” (Sunburst finishing): การขัดลายบนแกนวงล้อเม็ดมะยมให้เป็นเส้นสายกระจายออกจากจุดศูนย์กลางไปสู่ขอบด้านนอกอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดเอฟเฟกต์การเล่นแสงเหลือบเงา (Moiré effect) ที่สะท้อนประกายงดงามดุจแสงอาทิตย์
การตกแต่งอันวิจิตรเหล่านี้หลอมรวมเข้าด้วยกัน จะก่อให้เกิดการเผลอเรอเล่่นแสงและเงา รวมถึงคอนทราสต์ทางสายตาที่เปี่ยมด้วยรสนิยม ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเน้นย้ำความสลับซับซ้อนของลวดลายฉลุให้เด่นชัด แต่ยังช่วยขับเน้นความยิ่งใหญ่ของโครงสร้างสถาปัตยกรรมระดับมาสเตอร์พีซภายในเรือนเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Vacheron Constantin (วาเชอรอง คอนสแตนติน) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1755 เป็นหนึ่งในเมซงผู้ผลิตนาฬิกาชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 270 ปี โดยได้สืบทอดมรดกอันน่าภาคภูมิใจแห่งความเป็นเลิศในการผลิตเรือนเวลาและความประณีตทางสุนทรียศาสตร์ ผ่านทักษะอันเชี่ยวชาญของช่างฝีมือจากรุ่นสู่รุ่น
ณ จุดสูงสุดของศิลปะการผลิตนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) และความสง่างามอันเหนือกาลเวลา เมซงได้รังสรรค์เรือนเวลาพร้อมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในแง่ของนวัตกรรมทางเทคนิค สุนทรียะความงาม ตลอดจนความสมบูรณ์แบบของงานตกแต่งขั้นสูง
Vacheron Constantin ร่วมชุบชีวิตใหม่ให้แก่มรดกอันทรงคุณค่าที่มิอาจเทียบเคียงได้ ตลอดจนจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมที่ถ่ายทอดผ่านคอลเลกชันต่าง ๆ อย่างเด่นชัด ทั้ง Patrimony (แพทริโมนี), Traditionnelle (ทราดิชันแนล), Métiers d’Art (เมติเยร์ ดาร์ต), Overseas (โอเวอร์ซีส์), Fiftysix (ฟิฟตี้ซิกส์), Historiques (อิสโทริกส์), Égérie (เอเชรี)
นอกจากนี้ เมซงยังมอบโอกาสอันหายากยิ่งให้แก่ลูกค้าและนักสะสมผู้หลงใหลในเรือนเวลา ด้วยการนำเสนอผลงานวินเทจระดับตำนานที่ได้รับการบูรณะอย่างพิถีพิถันภายในคอลเลกชัน Les Collectionneurs (เลส์ คอลเลกซิยนเนอร์ส) รวมถึงเรือนเวลาสั่งทำพิเศษที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก (Unique pieces) จากแผนกกลไกชั้นสูง Les Cabinotiers (เลส์ กาบิโนติเยร์ส) ของเมซง
27 พ.ค. 2569
27 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569