Last updated: 28 พ.ค. 2569 | 148 จำนวนผู้เข้าชม |
Vacheron Constantin ภูมิใจนำเสนอ Calibre 2550 กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติที่บางเป็นพิเศษ (Ultra-thin automatic movement) ซึ่งสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ในขณะที่ตัวกลไกมีความหนาเพียง 2.4 มิลลิเมตรเท่านั้น
ความสำเร็จนี้เป็นผลลัพธ์จากการทุ่มเทวิจัยและพัฒนายาวนานถึง 7 ปี โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จนนำไปสู่การออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมกลไกที่ล้ำสมัย ซึ่งผสานส่วนประกอบสำคัญเข้าด้วยกันอย่างเหนือชั้น ได้แก่:
- ไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor): แผ่นเหวี่ยงขึ้นลานขนาดจิ๋วที่ฝังเรียบไปกับระนาบกลไก
- ตลับลานคู่แบบแขวน (Suspended twin barrels): ระบบตลับลานสองตลับที่ช่วยจ่ายพลังงานอย่างเสถียรและยาวนาน
- ชุดเฟืองจักรระนาบเดี่ยวขนาดกะทัดรัด (Compact single-level gear train): การจัดวางชุดเฟืองให้อยู่ในระนาบเดียวกันเพื่อลดความหนาของตัวเครื่องให้ได้มากที่สุด
กลไก Calibre 2550 ได้รับการเผยโฉมเป็นครั้งแรกในเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดที่รังสรรค์ขึ้นจากวัสดุเลอค่าอย่าง แพลทินัม 950 (950 Platinum) มาพร้อมตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 39.5 มิลลิเมตร ภายใต้ชื่อรุ่นอันทรงเกียรติอย่างเป็นทางการว่า Overseas Self-Winding Ultra-Thin
มรดกแห่งกลไกที่บางเป็นพิเศษ (Ultra-Thin Heritage)
ความเชี่ยวชาญของ Vacheron Constantin ในด้านการรังสรรค์กลไกที่บางเป็นพิเศษ สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพทางเทคนิคชั้นสูงที่นำมาใช้เพื่อขับเน้นความสง่างามอันเป็นแก่นแท้ของศาสตร์แห่งการผลิตเรือนเวลา โดยเมซงได้พัฒนาองค์ความรู้และความชำนาญอันเป็นหัวใจสำคัญในการย่อส่วนโครงสร้างกลไก (Movement miniaturization) ทั้งในส่วนของกลไกพื้นฐานและกลไกที่มีระบบคอมพลิเคชันอันสลับซับซ้อน

- Calibre 1003 (ค.ศ. 1955): เนื่องในโอกาสครบรอบ 200 ปีของแบรนด์ Vacheron Constantin ได้เผยโฉมกลไกไขลานด้วยมือ Calibre 1003 ซึ่งมีความหนาเพียง 1.64 มิลลิเมตร ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศและประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่แสดงถึงความสมดุลอันสมบูรณ์แบบระหว่างการย่อส่วนกลไกให้มีความบางสูงสุด ความน่าเชื่อถือในการทำงาน และคุณภาพของงานตกแต่งขั้นสูง
- Calibre 1120 (ค.ศ. 1968): เมซงได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการเปิดตัวกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 1120 ที่มีความหนาเพียง 2.45 มิลลิเมตร พร้อมคว้าตราประทับ Hallmark of Geneva อันทรงเกียรติมาครอบครอง กลไกชุดนี้ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าเป็นผลงานชิ้นเอกด้านความบางเฉียบและนวัตกรรมทางเทคนิคที่มอบความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือสูงสุดมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยโครงสร้างสถาปัตยกรรมกลไกอันชาญฉลาดและทรงประสิทธิภาพ ทำให้กลไกนี้กลายเป็นมาตรฐานระดับสากลของกลไกบางพิเศษในแคตตาล็อกของเมซงมานานหลายทศวรรษ และเป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่งสำหรับนักสะสมและผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie)
การส่งทอดสู่เจเนอเรชันใหม่
Calibre 2550 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ คือผู้สืบทอดมรดกอันล้ำค่าจากกลไกในตำนานอย่าง Calibre 1120 โดยตรง พร้อมทั้งยกระดับประสิทธิภาพให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นด้วยการผสานนวัตกรรมทางเทคนิคและการผลิตนาฬิกาแห่งยุคปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
CALIBRE 2550 ศูนย์รวมแห่งนวัตกรรมจักรกล
เพื่อให้เป็นไปตามปรัชญาประจำเมซงอันเป็นตำนานที่ว่า “จงทำให้ดียิ่งขึ้นหากเป็นไปได้ และสิ่งนั้นเป็นไปได้เสมอ” (Do better if possible, and that is always possible) เหล่าช่างฝีมือผู้ประดิษฐ์นาฬิกาและทีมวิศวกรจึงได้ทุ่มเทเวลาถึง 7 ปีเต็ม ในการค้นคว้าและพัฒนาวิถีทางต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่การยกระดับประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องของความบางเฉียบและการขยายระยะเวลาการสำรองพลังงานให้ยาวนานยิ่งขึ้น ความมุ่งมั่นนี้คือกำเนิดของโครงสร้างกลไกอันล้ำสมัยที่ผสาน 3 องค์ประกอบหลักเข้าไว้ด้วยกันอย่างอัจฉริยะ ได้แก่
- ไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor): กลไกเหวี่ยงขึ้นลานขนาดจิ๋วที่ช่วยประหยัดพื้นที่ได้อย่างยอดเยี่ยม
- ตลับลานคู่แบบแขวน (Suspended twin barrels): ระบบจ่ายพลังงานที่ต่อเนื่องและทรงประสิทธิภาพ
- ชุดเฟืองจักรขนาดกะทัดรัด (Compact gear train): การจัดวางระบบส่งกำลังที่ชาญฉลาด
องค์ประกอบทั้งหมดนี้ช่วยให้กลไกสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด ภายในพื้นที่อันจำกัดอย่างยิ่งยวด โดยตัวเครื่องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 30.6 มิลลิเมตร และมีความหนา (ความสูง) เพียง 2.4 มิลลิเมตร เท่านั้น

กลไกชุดนี้ยังผ่านกระบวนการทดสอบอย่างเข้มงวดในหลายขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดสอบด้านความทนทานต่อการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาและการทนต่อแรงกระแทก (Aging and shock-resistance tests) เพื่อให้มั่นใจได้อย่างเด่นชัดถึงความน่าเชื่อถือ ความเสถียร และความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุดของโครงสร้างกลไกเจเนอเรชันใหม่นี้
• ไมโครโรเตอร์แบบสองทิศทาง
การผสานรวมไมโครโรเตอร์เข้ากับแผ่นฐานเครื่อง (Mainplate) โดยตรง ช่วยประหยัดพื้นที่เชิงโครงสร้างและลดความหนาของตัวเครื่องได้อย่างมหาศาล และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขึ้นลานให้ได้สูงสุด ชิ้นส่วนโรเตอร์จิ๋วขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15.5 มิลลิเมตรนี้ จึงรังสรรค์ขึ้นจากแพลทินัม 950 (950 Platinum) ซึ่งเป็นหนึ่งในโลหะมีค่าที่มีความหนาแน่นและน้ำหนักจำเพาะสูงที่สุดในโลก เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงสูงสุดในการกักเก็บพลังงาน
• บาร์เรลคู่แบบแขวน
เมื่อทำงานควบคู่กับระบบไมโครโรเตอร์ ตลับลานคู่แบบแขวนนี้จะช่วยให้กลไกสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งสำหรับกลไกที่มีความบางเฉียบในระดับนี้
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ทีมวิศวกรของ Vacheron Constantin ได้นำโครงสร้างสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์มาใช้เพื่อบริหารพื้นที่ภายในตัวเครื่องให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยออกแบบให้ตลับลานสองชิ้นวางซ้อนกันและหมุนรอบแกนเดี่ยวที่ยึดติดอยู่กับสะพานจักรตลับลาน (Barrel bridge) การจัดวางระบบตลับลานแบบอนุกรม (Series configuration) ในลักษณะกลับหัวซ้อนกันนี้ ช่วยให้สามารถถอดฝาครอบตลับลานออกไปได้หนึ่งอัน จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดความหนาของตัวกลไก
นอกจากนี้ แรงบิดจากการหมุนจะถูกส่งตรงไปยังตลับลานชิ้นบน ในขณะที่พลังงานจะถูกส่งจากตลับลานชิ้นล่างไปยังชุดเฟืองจักร ส่งผลให้สามารถตัดทอนจักรส่งกำลังบางตัวออกไปได้ด้วยเช่นกัน แม้จะวางซ้อนกันอยู่ แต่ตลับลานทั้งสองจะทำงานร่วมกันแบบอนุกรมโดยเชื่อมต่อกันผ่านแกนหมุน การกำหนดค่าโครงสร้างเช่นนี้ช่วยให้การจ่ายแรงบิดมีความเสถียรและสม่ำเสมอเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ความเที่ยงตรงแม่นยำในการบอกเวลาคงที่ตลอดการคลายลาน


• ชุุดเฟืองระดับเดียวขนาดกะทัดรัด
การควบรวมระบบไมโครโรเตอร์เข้ากับแผ่นฐานเครื่อง ควบคู่ไปกับระบบตลับลานคู่แบบแขวน และการปรับความถี่ของจักรกรอกไว้ที่ 3 เฮิรตซ์ (21,600 ครั้ง/ชั่วโมง) ทำให้ต้องมีการออกแบบโครงสร้างของชุดเฟืองจักรภายในพื้นที่จำกัดและจัดวางให้อยู่ในระนาบเดียวกัน (Single-level) ใหม่ทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ได้คือ ชุดเฟืองจักรแบบ 5 ล้อ โดยมี 2 ล้อในจำนวนนี้ติดตั้งอยู่บนระบบตลับลูกปืน (Ball bearings) โครงสร้างที่เพรียวบางและกะทัดรัดยิ่งขึ้นนี้ ช่วยให้การส่งผ่านพลังงานมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งทนทานให้แก่กลไกโดยรวม
กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติบางเฉียบพิเศษ Calibre 2550 ชุดนี้ ได้รับการตกแต่งด้วยหัตถศิลป์จากมือของช่างฝีมือชั้นครูอย่างประณีตบรรจง ตามแบบฉบับดั้งเดิมของการผลิตนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) อย่างแท้จริง
แผ่นฐานเครื่อง (Mainplate): ตกแต่งพื้นผิวด้วยลายก้นหอยหรือลายวงกลมซ้อน (Perlage)
- สะพานจักร (Bridges): ขัดลบเหลี่ยมมุมอย่างคมชัด พร้อมประดับด้วยลวดลายริ้วคลื่นเจนีวา (Côtes de Genève)
- ตลับลาน (Barrels): ส่วนบนของตลับลานตกแต่งด้วยลายก้นหอย สอดรับอย่างลงตัวกับผิวสัมผัสซาตินของตลับลานส่วนที่มองเห็นได้จากฝั่งหน้าปัด
- วงล้อจักร (Wheels): ขัดแต่งพื้นผิวด้วยลายรัศมีดวงอาทิตย์ (Sunburst finishing)
- ไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor): พื้นผิวขอบด้านนอกผ่านการปัดเงาลายซาตินเป็นวงกลม (Circular satin-brushed) ส่วนพื้นผิวเนื้อในตกแต่งด้วยลายเกรนละเอียด (Grained finish) พร้อมสลักลวดลายขัดเงาอันวิจิตรตระการตาที่ชวนให้นึกถึงลวดลายกุหลาบเข็มทิศ (Compass Rose) อันเป็นเอกลักษณ์ยอดนิยมของตระกูล Overseas
OVERSEAS SELF-WINDING ULTRA-THIN
รุ่นลิมิเตดเอดิชัน รังสรรค์พิเศษเพียง 255 เรือนทั่วโลก (พร้อมระบุหมายเลขประจำเรือน)
เรือนเวลา Overseas Self-Winding Ultra-Thin รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เผยโฉมความเหนือระดับด้วยการรังสรรค์ตัวเรือน สายนาฬิกา และตัวล็อกจากการใช้แพลทินัม 950 (950 Platinum) ล้วนเป็นครั้งแรกของคอลเลกชันนี้

- นวัตกรรมโลหะวิทยาขั้นสูง: อัลลอยแพลทินัม 950 สูตรพิเศษนี้ มีส่วนผสมของทองแดงและแกลเลียม (Gallium) 5% ซึ่งเป็นส่วนผสมที่หาได้ยากยิ่งในโลกแห่งการผลิตนาฬิกาชั้นสูง
- ความทนทานที่เหนือกว่า: ด้วยกระบวนการอบชุบด้วยความร้อน (Heat treatment) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติทางกลศาสตร์ ส่งผลให้เนื้อโลหะอัลลอยที่ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพนี้ มีความทนทานและแข็งแกร่งมากกว่าแพลทินัม 950 ทั่วไปที่ใช้ในอุตสาหกรรมถึง 2.7 เท่า ช่วยให้ตัวเรือนและสายสามารถทนทานต่อรอยขีดข่วนและแรงกระแทกในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยมยิ่งขึ้น
สุนทรียภาพแห่งหน้าปัดสีแซลมอนและคู่สีระดับตำนาน
ภายใต้ดีไซน์ที่ประณีต เรียบหรู และใกล้เคียงกับความมินิมอล นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดเคลือบแลกเกอร์สีแซลมอน (Salmon-colored dial) ขัดแต่งผิวสัมผัสซาตินลายรัศมีดวงอาทิตย์ (Sunburst satin-brushed) ล้อมรอบด้วยรางนาทีฝั่งนอกที่ตกแต่งผิวสัมผัสเนียนนุ่มดุจกำมะหยี่ (Velvet-finished minute track)
การจับคู่ที่ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างนวัตกรรมวัสดุแพลทินัมและหน้าปัดสีแซลมอน ถือเป็นส่วนหนึ่งในมรดกตกทอดอันทรงคุณค่าของเมซง ซึ่งเคยปรากฏตัวในเรือนเวลารุ่นประวัติศาสตร์หลายรุ่นนับตั้งแต่ทศวรรษ 1940 และหากย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ คู่สีอันเป็นเอกลักษณ์นี้ยังเคยถูกนำมาใช้ในนาฬิกาโครโนกราฟพร้อมปฏิทินถาวรรุ่นยอดนิยมอย่าง Traditionnelle Perpetual Calendar Chronograph ที่เปิดตัวไปในปี ค.ศ. 2022
เรือนเวลารุ่นนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดและตามรอยรุ่นยอดนิยมอย่าง Ref. 2000V (ตัวเรือนไวท์โกลด์บางพิเศษที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 2016) โดยได้รับการปรับลดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือนลงมาอยู่ที่ 39.5 มิลลิเมตร และมีความหนารวมเพียง 7.35 มิลลิเมตร เท่านั้น ส่งผลให้มันขึ้นแท่นเป็นนาฬิกาตระกูล Overseas ที่บางที่สุดเท่าที่เคยผลิตขึ้นมา
นาฬิิการุ่นนี้ยังคงรักษาคุณสมบัติเด่นอันเป็นดีเอ็นเอของคอลเลกชัน Overseas ไว้ได้อย่างครบถ้วน รวมถึงระบบอัจฉริยะที่มาพร้อมกับสายนาฬิกาถึง 3 แบบ (สายแพลทินัม, สายหนัง และสายยาง) ซึ่งสามารถถอดสลับสับเปลี่ยนสไตล์ได้อย่างง่ายดายภายในไม่กี่วินาทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใด ๆ
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569
28 พ.ค. 2569