Last updated: 10 มิ.ย. 2569 | 196 จำนวนผู้เข้าชม |
บรรยากาศอันคึกคักของงาน Watches & Wonders ปีนี้ Bvlgari ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้เล่นที่นิยามขอบเขตของความเป็นไปได้ใหม่อยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงด้วยสถิติ หากแต่ด้วยวิธีคิดที่เชื่อมโยงดีไซน์ วิศวกรรม และประสบการณ์การสวมใส่เข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าวคือ Fabrizio Buonamassa Stigliani - Product Creation Executive Director ผู้ถ่ายทอดจิตวิญญาณแบบอิตาเลียนสู่เรือนเวลาทุกชิ้นงาน ผ่านภาษาการออกแบบที่เฉียบคมและโครงสร้างที่เปี่ยมด้วยเหตุผล ปีนี้เขานำเสนออีกก้าวสำคัญของสองคอลเลกชันหลัก Octo Finissimo ที่ถูกตีความใหม่ในมิติของความสวมใส่และความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง และ Serpenti ที่ยังคงท้าทายเส้นแบ่งระหว่างเครื่องประดับและเรือนเวลา และเขาได้เปิดเผยรายละเอียดของผลงานรุ่นใหม่ พร้อมพาสำรวจวิธีคิดเบื้องหลังการพัฒนา ตั้งแต่การปรับสัดส่วนตัวเรือน การออกแบบกลไก ไปจนถึงทิศทางในอนาคตของแบรนด์ ที่ทุกคำตอบล้วนสะท้อนให้เห็นว่า สำหรับ Bvlgari ความท้าทายที่แท้จริงไม่เคยสิ้นสุด และนาฬิกาเรือนถัดไปคือคำถามสำคัญที่สุดเสมอ
Octo Finissimo รุ่นใหม่ที่เปิดตัวปีนี้ ได้รับการปรับขนาดตัวเรือนให้เล็กลง เหตุผลสำคัญคืออะไร?
เป็นผลโดยตรงจากเสียงสะท้อนของตลาดครับ ด้วยรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Octo Finissimo ซึ่งไม่ได้เป็นทรงกลมแบบดั้งเดิม ทำให้เมื่อสวมใส่แล้วตัวเรือนมักให้ภาพลักษณ์ที่ใหญ่กว่าขนาดจริง ผู้สวมใส่จำนวนมากจึงรู้สึกว่ามันไม่พอดีกับข้อมือ แม้จะหลงใหลในดีไซน์ก็ตาม นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา Octo Finissimo ในขนาดใหม่ที่เล็กลง เพื่อให้สวมใส่ได้ง่ายขึ้น และเป็นการต่อยอดวิวัฒนาการของเรือนเวลาไอคอนิกสำหรับสุภาพบุรุษ โดยยังคงรักษาภาษาการออกแบบดั้งเดิมเอาไว้
ขนาดใหม่นี้มีเจตนาเพื่อเจาะกลุ่มผู้หญิงด้วยหรือไม่?
มันไม่ได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ แนวคิดหลักคือการสร้างความสวมใส่ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันผู้หญิงจำนวนมากเริ่มสนใจนาฬิกากลไกและคอมพลิเคชันที่ซับซ้อนมากขึ้น และมีแนวโน้มเลือกสวมใส่นาฬิกาที่เดิมถูกมองว่าเป็นของผู้ชาย ด้วยขนาดใหม่และโครงสร้างสายที่ได้รับการออกแบบใหม่ Octo Finissimo จึงกลายเป็นเรือนเวลาที่ผู้หญิงสามารถสวมใส่ได้อย่างลงตัวมากยิ่งขึ้นโดยธรรมชาติ
ในแง่ของความบาง ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Octo Finissimo รุ่น 37 มิลลิเมตร นี้ยังคงระดับสถิติโลกหรือไม่?
สำหรับรุ่น 37 มิลลิเมตร เราไม่ได้ตั้งเป้าหมายในการทำลายสถิติความบาง กลไกมีความหนาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นที่สร้างสถิติ แต่ในขณะเดียวกัน เราสามารถลดปริมาตรของกลไกลงได้ประมาณ 20% และเพิ่มพลังงานสำรองได้ถึง 20% ซึ่งสะท้อนถึงการออกแบบเชิงวิศวกรรมใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพโดยรวมมากกว่าการไล่ตัวเลขความบางเพียงอย่างเดียว
มีการพัฒนากลไกใหม่สำหรับ Octo Finissimo รุ่นนี้โดยเฉพาะด้วยใช่หรือไม่?
ใช่ครับ เราพัฒนากลไกให้เหมาะสมกับขนาดตัวเรือนใหม่ โดยความหนาของกลไกเพิ่มขึ้นถ้าเทียบกับรุ่นที่เน้นสถิติความบาง ขณะเดียวกัน ตัวเรือนเองก็มีความหนาเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งส่วนสำคัญมาจากการเลือกใช้หน้าปัดที่มีความหนามากขึ้น แนวทางนี้เปิดโอกาสให้เราสามารถสร้างสรรค์รายละเอียดบนหน้าปัดได้หลากหลายมากขึ้น และเพิ่มมิติด้านการออกแบบให้กับเรือนเวลา
ข้อจำกัดของพื้นที่ในตัวเรือนขนาดเล็กส่งผลต่อความหนาหรือไม่?
จริงๆ แล้วความหนาของกลไกไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่มีบทบาทสำคัญคือหน้าปัดมากกว่า เพราะหน้าปัดในรูปแบบใหม่นี้ช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์พื้นผิวและรายละเอียดที่แตกต่างออกไปได้ ดังนั้น สำหรับรุ่น 37 มิลลิเมตร เราจึงไม่ได้ยึดติดกับความบางสูงสุด แต่เลือกสร้างความหลากหลายและความยืดหยุ่นในการออกแบบแทน

เหตุใดจึงเลือกนำเสนอ Octo Finissimo 37 มิลลิเมตร ในหลายวัสดุและหลายเวอร์ชัน?
เราเลือกไทเทเนียมเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลงาน เพราะเป็นวัสดุที่สะท้อนตัวตนของ Octo Finissimo ได้ชัดเจนที่สุด เราจึงยังคงใช้ไทเทเนียมแบบพ่นทรายเป็นแกนหลัก พร้อมทั้งนำเสนอเวอร์ชันทูโทน ขณะเดียวกัน เราก็ยังคงมีเวอร์ชันโกลด์ ซึ่งได้รับความนิยมมาโดยตลอด โดยเฉพาะเยลโลว์โกลด์ที่มาพร้อมการขัดแต่งแบบสองพื้นผิว ส่วนสตีลนั้นยังคงอยู่ในรุ่นขนาด 40 มิลลิเมตรเป็นหลัก
การขัดแต่งไทเทเนียมมีความยากอย่างไร?
ไทเทเนียมเป็นวัสดุที่ขึ้นรูปและขัดแต่งได้ยากมาก โดยเฉพาะการขัดเงา เพื่อให้ได้คุณภาพงานตกแต่งที่ดีที่สุด เราจึงออกแบบข้อสายใหม่ให้เป็นโครงสร้างแบบแยกชิ้น ซึ่งช่วยให้สามารถขัดแต่งแต่ละองค์ประกอบได้อย่างละเอียดมากขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เราสามารถสร้างสายแบบทูโทนได้ ซึ่งในอดีตไม่สามารถทำได้ เนื่องจากข้อสายถูกผลิตเป็นชิ้นเดียว
แสดงว่า Octo Finissimo รุ่น 37 มิลลิเมตร เน้นความหลากหลายมากกว่าการทำสถิติ?
ถูกต้องครับ เราไม่ได้ยึดติดกับความบางสำหรับรุ่นนี้ เราเพิ่มหน้าปัดที่มีความหนามากขึ้น เพิ่มปุ่มกดที่ตัวบานพับ และปรับโครงสร้างสายใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สามารถเล่นกับดีไซน์ได้หลากหลายขึ้น อย่างไรก็ตาม Bvlgari ยังคงครองสถิติความบางในนาฬิกาหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Minute Repeater, Chronograph, Tourbillon และ Perpetual Calendar
ระหว่างขนาด 40 และ 37 มิลลิเมตร คุณชื่นชอบแบบใดมากกว่า?
หลังจากที่ผมสวมใส่รุ่น 40 มิลลิเมตรมาเป็นเวลาหลายปี ต้องยอมรับว่าปัจจุบันผมสามารถสวมใส่รุ่น 37 มิลลิเมตรได้อย่างสบายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่เราใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาโครงสร้างของมัน
พูดถึง Serpenti ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไอคอนของแบรนด์ ความท้าทายในการพัฒนาคืออะไร?
ความท้าทายคือการนำ Serpenti เข้ามาสู่โลกของนาฬิกาสมัยใหม่ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เอาไว้ มันเป็นสิ่งที่ยากจะนิยามว่าเป็นนาฬิกาหรือเครื่องประดับ เพราะจริงๆ แล้วมันคือทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน และนั่นคือหัวใจสำคัญของ Serpenti
ปัจจุบันเรามีการพัฒนากลไกสำหรับ Serpenti ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Seduttori ที่มาพร้อมกลไกอัตโนมัติ รุ่น Tubogas ที่ผสานโครงสร้างเครื่องประดับเข้ากับวิศวกรรมกลไก หรือแม้แต่ secret watch ที่ใช้กลไกจักรกล ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากความสามารถของเมนูแฟคเจอร์ที่ทำให้เราสามารถสร้างกลไกเฉพาะสำหรับแต่ละดีไซน์ได้อย่างแท้จริง
Serpenti เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นนิรันดร์ และสามารถจดจำได้ทันที ไม่ใช่เพียงแค่รูปลักษณ์ แต่รวมถึงวิธีการสวมใส่ ลักษณะการโอบรัดข้อมือ ซึ่งเป็น gesture ที่ไม่เหมือนนาฬิกาใดในตลาด ทุกองค์ประกอบของมันล้วนเป็นเอกลักษณ์
ด้วยจำนวนคอลเลกชันและงานเปิดตัวมากมายในแต่ละปี การออกแบบเป็นเรื่องท้าทายเพียงใด?
แน่นอนว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก เราทำงานร่วมกับทีมการตลาดในการวางแผนล่วงหน้าสำหรับแต่ละงาน ไม่ว่าจะเป็น Watches & Wonders หรือ LVMH Watch Week การเตรียมงานต้องใช้เวลาและความละเอียดสูง และมีช่วงเวลาที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องแทบไม่เปิดโอกาสให้หยุดนิ่ง แต่ทุกอย่างถูกวางแผนอย่างเป็นระบบ สำหรับเรา แรงบันดาลใจอยู่รอบตัวครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคืออัตลักษณ์ของแบรนด์เอง วิถีชีวิตแบบอิตาเลียน รสนิยม และทัศนคติ ซึ่งสะท้อนอยู่ในทุกผลงาน และเรามักเริ่มพัฒนานาฬิการุ่นใหม่ล่วงหน้า 2–3 ปีเสมอ
อะไรคือความท้าทายที่สุดในเวลานี้สำหรับคุณ?
คือเรือนถัดไปครับ และเป็นเช่นนั้นเสมอ หลังจากที่เราสร้างสรรค์ Octo Finissimo และ Serpenti รวมถึงพัฒนากลไกจำนวนมากตลอด 15 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่อดีต แต่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป และนั่นคือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดครับ
26 ม.ค. 2569
26 ม.ค. 2569
14 พ.ค. 2569
14 พ.ค. 2569