Last updated: 27 มิ.ย. 2569 | 24 จำนวนผู้เข้าชม |
ในปี 2026 นี้ Breguet (เบรเกต์) ตอกย้ำถึงการเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น Tourbillon (ตูร์บิญง) ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอับรำฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ได้รับสิทธิบัตรฉบับประวัติศำสตร์สำหรับนวัตกรรมกลไกนี้เมื่อวันที่ 7 เมสซิดอร์ ปีที่ 9 ตามปฏิทินการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน 1801 นั่นหมำยความว่า จากวันนั้นจวบจนวันนี้ กลไก อันทรงเกียรตินี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Manufacture Breguet รวมถึงเหล่าบรรดานักสะสม อีกทั้งอุตสาหกรรมนาฬิกาทั้งวงการ ซึ่งได้นำหลักการของสิ่งประดิษฐ์นี้ไปพัฒนาต่อยอดกันอย่างแพร่หลาย นับเป็นเวลา 225 ปีพอดิบพอดี
Manufacture Breguet ได้สืบสานการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ของปรมาจารย์ช่างนาฬิกาผู้นี้มาโดยตลอดจวบจนปัจจุบันโดยนำแรงบันดาลใจแรกเริ่มเป็นรากฐาน พร้อมทั้งยังทำการพัฒนาเชิงเทคนิคอันทรงคุณค่ามากมายตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดเพื่อจุดมุ่งหมายหนึ่งเดียว นั่นคือความเที่ยงตรงอันสูงสุด และ เหล่าเรือนเวลำรุ่นใหม่ทั้งหมดที่เผยโฉมในวันนี้ ล้วนถ่ายทอดวิสัยทัศน์นี้ทั้งสิ้น

สิ่งประดิษฐ์อันเป็นหัวใจแห่งประวัติศาสตร์
ในปี 1793 การปฏิวัติฝรั่งเศสอันปั่นป่วนทำให้อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ตัดสินใจละจากเวิร์กช็อปของ ณ Quai de l’Horloge เพื่อหลีกเร้นจากสถานการณ์ความวุ่นวาย และมีโอกาสได้ใช้เวลากับครอบครัว ระหว่างพำนักอยู่ที่เมืองNeuchâtelและต่อมาที่ LeLoc ปรมาจารย์ ช่างนาฬิกาจึงได้ใช้ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนนี้ในการทบทวนแนวคิดสร้ำงสรรค์ต่างๆ ของตน พร้อมทั้งใคร่ครวญถึงอนาคตของกิจการ
เมื่อได้หวนคืนสู่กรุงปารีสในปี 1795 เบรเกต์ได้เผยโฉมหลากหลายสิ่งประดิษฐ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงต่ออนาคตของเขาเอง หำกยังรวมถึงอนาคตของศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา sympathique (นาฬิกาตั้งโต๊ะที่สำมารถปรับตั้งเวลาของนาฬิกาพกซึ่งวางอยู่ด้านบนได้) นาฬิกา souscription (ซึ่งสไตล์การออกแบบแบบมินิมอลอันเรียบง่ายได้พลิกโฉมสุนทรียศาสตร์ของการประดิษฐ์นาฬิกา และ Breguet ได้นำมาตีความใหม่ในปี 2025) ตลอดจนนาฬิกา à tact (ซึ่งสำมำรถบอกเวลาได้ด้วยการสัมผัส) อีกทั้งสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ อีกมากมาย

อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ยังได้พัฒนากลไกใหม่ขึ้นอีกสองรูปแบบ ได้แก่ กลไก constant-force escapement ซึ่งได้รับสิทธิบัตรในปี 1798 ส่วนอีกชิ้นคืออุปกรณ์ควบคุมการทำงานกลไกระบบ Tourbillon ซึ่งได้รับสิทธิบัตรในอีกสามปีต่อมา คือในปี 1801 และสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้นี่เองที่เรากำลังฉลองวำระครบรอบ 225 ปีในปีนี้
จุดกำเนิดแห่งการพลิกประวัติศาตร์การประดิษฐ์นาฬิกา
อุปกรณ์ควบคุมการทำงานระบบ Tourbillon หรือกลไก Tourbillon มีพื้นฐานมาจากการสังเกตการแกว่งตัวของชิ้นส่วนนาฬิกาบางชิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาลานซ์และบาลานซ์สปริง ว่าถูก “ดึง” ให้หย่อนลงด้วยผลกระทบจาก แรงโน้มถ่วงของโลกส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวและยิ่งไปกว่านั้นการทำงานยังไม่สม่ำเสมอเมื่อนาฬิกาอยู่ ในแนวตั้งซึ่งเป็นลักษณะการใช้งานของนาฬิกาพกแทบทั้งหมดในยุคสมัยของเบรเกต์
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เบรเกต์ตระหนักดีว่าเขำไม่อาจท้าทายกฎแห่งแรงโน้มถ่วงได้ ดังนั้นจึงเลือกที่จะหาวิธีหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าวด้วยการประดิษฐ์ระบบที่มี cage (กรง) เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งภายในประกอบด้วย escapement และกลไก regulating mechanism (ได้แก่บาลานซ์และบาลานซ์สปริง) ที่นำมาบรรจุไว้ในกรงและหมุนรอบแกนอย่างต่อเนื่องในทุกตำแหน่งโดยปรับจุดศูนย์ถ่วงของชุดบาลานซ์และบาลานซ์สปริง ให้สอดคล้องกับแกนหมุนอยู่ตลอดเวลาเพื่อช่วยชดเชยผลกระทบจากการแกว่งตัวไม่สม่ำเสมอของนาฬิกาซึ่งอยู่ในตำแหน่งคงที่ โดยเบรเกต์ได้ออกแบบระบบนี้ขึ้นเพื่อ "ผสาน" ทุกตำแหน่งในแนวตั้งเข้าด้วยกันและท้ายสุดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าเฉลี่ยความเที่ยงตรงที่เหนือชั้นกว่า

เมื่อลองพิจำรณาว่าแนวคิด Tourbillon ได้ก่อร่างขึ้นในความคิดของ Breguet ระหว่างปี 1793 ถึง 1795 (ในช่วงที่เขาพำนักอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์) และใช้เวลาถึงหกปีกว่าจะกลับสู่กรุงปารีสอีกครั้ง จนกระทั่งได้รับสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1801 และยังต้องใช้เวลาอีกหกปีหลังจากการรับรองสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการก่อนที่ผลงานชิ้นแรกจะออกจำหน่าย
เบรเกต์และช่างฝีมือในเวิร์กช็อปของเขาได้ร่วมกันสร้างสรรค์เรือนเวลา Tourbillon ทั้งสิ้น 40 เรือน ในระหว่างปี ค.ศ. 1796 ถึง 1829 นอกจากนี้ ยังมีเรือนเวลาในลักษณะเดียวกันอีกเก้าเรือนที่ไม่ได้ทำจนเสร็จสมบูรณ์ โดยมีหลักฐานในบันทึกของ Manufacture ว่าเป็นผลงานงดจำหน่าย ยกเลิก หรือสูญหาย
นับแต่นั้นมา Manufacture ก็ยังมุ่งพัฒนาและยกระดับกลไกนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นกลไกที่ซับซ้อนและท้าทายที่สุดของโลกแห่ง Haute Horlogerie หรือ ศาสตร์การประดิษฐ์เรือนเวลาขั้นสูง เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของความเที่ยงตรงในการบอกเวลา ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว Manufacture ยังคงพัฒนาการประดิษฐ์นาฬิการูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ กลไกความถี่สูง (high frequency) พร้อมทั้งก้าวข้ามศาสตร์ดั้งเดิมด้วยการนำองค์ความรู้แขนงต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อเสริมศักยภาพให้กับ Tourbillon ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด (เช่น constant-force magnetic escapement)

Classique Tourbillon 7357
Classique Tourbillon 7357 สืบทอดมรดกแห่งเรือนเวลาประวัติศาสตร์ของ Breguet อย่าง Ref. 3350 ซึ่งถือเป็นนาฬิกาข้อมือ Tourbillon เรือนแรกที่ Breguet ยุคปัจจุบันผลิตขึ้นในปี 1989
ปัจจุบันเรือนเวลารุ่นนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่นักสะสมทั่วโลกต่างปรารถนาจะครอบครอง ขับเคลื่อนด้วย Calibre 558 ซึ่งเป็นกลไกที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
Classique Tourbillon 7357 รุ่นใหม่ คือทายาทสายตรงของเรือนเวลารุ่นดังกล่าว โดยติดตั้งกลไก Cal. 187B ซึ่งพัฒนาต่อยอดจาก Calibre 558 อันเลื่องชื่อ เพื่อร่วมฉลองวาระครบรอบ 225 ปีแห่งสิทธิบัตร Tourbillon เรือนเวลารุ่นนี้จึงรังสรรค์ขึ้นในสองเวอร์ชัน ได้แก่ ตัวเรือนแพลทินัมและตัวเรือนทอง Breguet gold พร้อมตราประทับ Breguet hallmark
สืบสานมรดกอันทรงเกียรติ
กำรนำแรงบันดาลใจจากมรดกในอดีตมาหล่อหลอมอนาคตของศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา คือปรัชญาที่กำหนดอัตลักษณ์ของ Manufacture Breguet ในปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่เคยเป็นหัวใจสำคัญของอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ในยุคของเขา ปรมาจารย์ช่างนาฬิกาผู้นี้ไม่ได้มองว่า Tourbillon เป็นผลงานที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว แต่กลับทำการศึกษาศักยภาพความเป็นไปได้ของสิ่งประดิษฐ์นี้ในทุกๆ มิติ พร้อมทั้งเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นี่คือกระบวนกำรแห่งการสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องที่ไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งบุตรชำยของเขายังคงสืบสานต่อหลังจากที่บิดาได้จากไปในปี 1823
เมซงที่สืบทอดนามสกุลของทั้งสองยังคงดำเนินรอยตามแนวทางเดียวกันนี้ ในสมัยที่ Ref.3350 เปิดตัวในปี 1989 กลไก Tourbillon รวมถึงโลกแห่งนาฬิกากลไกชั้นสูงใน ตอนนั้น ได้รับความสนใจจากนักสะสมเพียงกลุ่มเล็กๆ ในทั่วโลก ซึ่งเป็นผู้ที่มุ่งมั่นในการธำรงรักษาศิลปะแห่งกลไกจักรกล
จวบจนเกือบ 40 ปีต่อมา พันธกิจการสืบสานมรดกที่ Houseof Breguet ยึดมั่น มีส่วนสำคัญในการนำพา Tourbillonให้กลับมารุ่งเรืองอย่างมาก จนเป็นหนึ่งในกลไกที่วงการนาฬิกาปรารถนามากที่สุด แม้ว่าสิ่งประดิษฐ์นี้จะถือกำเนิดโดย Breguet แต่ก็เป็นที่ยอมรับในวงกว้างและแทบทุกผู้ผลิตในอุตสำหกรรมต่างก็นำไปใช้ แต่มีเพียง Manufacture เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์นี้อย่างแท้จริง โดยมีสิทธิบัตรอันเลื่องชื่อเป็นเครื่องยืนยัน ซึ่งได้รับเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1801 หรือเมื่อ 225 ปีก่อนพอดิบพอดี Classique Tourbillon 7357 รุ่นใหม่ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงมรดกอันทรงคุณค่านี้
Tourbillon รากฐานโมเดิร์น
Ref. 3350 คือ Tourbillon แห่งศตวรรษที่ 20 ส่วน Classique Tourbillon 7357 ทั้งสองเวอร์ชันใหม่รังสรรค์ขึ้นฐานะเรือนเวลาแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มภาคภูมิ
เอกลักษณ์ด้านการออกแบบของทั้งสองรุ่นถ่ายทอดดีไซน์หลักของคอลเลกชันฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของ Breguet ในปี 2025 โดยขาสายนาฬิกาออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดเพื่อให้โอบรับกับส่วนโค้งของข้อมือได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น ขณะที่ตัวเลขอารบิก ซึ่งอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ได้นำเสนอตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ซึ่งดูโดดเด่นล้ำสมัยอย่างมาก ก็กลับมาโดดเด่นอีกครั้งบนหน้าปัดทองคำ 18K หน้าปัดตกแต่งด้วยลวดลาย guilloché ด้วยมืออันเป็นเอกลักษณ์ที่สุดของแบรนด์ถึงสองรูปแบบ ได้แก่ ลาย Clous de Paris บริเวณกึ่งกลาง และลาย Barleycorn รอบขอบหน้าปัด
Tourbillon จัดวำง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ให้ต่ำกว่าระดับหน้าปัดเพียงเสี้ยวมิลลิเมตร โดยติดตั้งลงบน mainplate โดยตรง เพื่อขับเน้นความงดงามของกลไกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมสร้างมิติอันลุ่มลึกให้กับองค์ประกอบหน้าปัดเข็มวินาทีสามแฉกของ Tourbillon ดัดโค้งอย่างประณีตเพื่อให้สอดรับกับสัดส่วนของกลไกนี้ ขณะที่ bridge แบบคานเดี่ยวของ Cal. 558 ก็ออกแบบขึ้นใหม่เป็น bridge แบบคานคู่ขัดเงาทรงโค้งมน แบบ “arched” สำหรับการแสดงค่าเวลา ชั่วโมงและนาทีถ่ายทอดผ่านเข็มนาฬิกา Breguet แบบดั้งเดิม ส่วนด้านข้างตัวเรือนได้รับการตกแต่งด้วยลวดลาย guilloché เซาะร่องด้วยมืออันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
นอกจากนี้ ทั้งสองเวอร์ชันใหม่ยังโดดเด่นด้วยการฝังประดับสี่จุดซึ่งตกแต่งด้วยสี “Bleu de France” (เบลอ เดอ ฟรองซ์) เฉดสีอันทรงเกียรติที่สงวนไว้สำหรับเรือนเวลาระดับพิเศษเท่านั้น โดยการประดับสองตำแหน่งล่างรังสรรค์ขึ้นเพื่อยกย่องอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ พร้อมทั้งสิ่งประดิษฐ์ของเขา และมรดกที่ยังคงสืบทอดมาจวบจนปัจจุบัน ผ่านข้อความภาษาฝรั่งเศส “Brevet du 7 Messidor An 9” และ “Tourbillon 225e Anniversaire”
สำหรับการตกแต่งที่เผยให้เห็นผ่านด้านหลังของเรือนเวลา Breguet ได้สร้างสรรค์ลวดลาย guilloché รูปแบบพิเศษขึ้นใหม่สำหรับแผ่นฐานกลไกและฝาหลัง โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Dent de Vaulion ยอดเขาอันเป็นสัญลักษณ์ของ Vallée de Joux ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Manufacture

Cal. 187B กลไกอันโดดเด่น
มีการพัฒนากลไกขึ้นใหม่โดยเฉพาะ สำหรับ Classique Tourbillon 7357 ทั้งสองเวอร์ชันใหม่นั่นคือ Cal. 187B
กลไกใหม่นี้ยังคงรักษาคุณลักษณะสำคัญของกลไกรุ่นก่อนเอาไว้อย่างครบถ้วน โดยทำหน้าที่ขับเคลื่อนการแสดงค่าชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมควบคุมการทำงานด้วย tourbillon นอกจากนี้ ยังรักษาความถี่ดั้งเดิมไว้ที่ 2.5 Hz หรือ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมทั่วโลก เนื่องจากเป็นความถี่ที่อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์เลือกใช้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังเป็นความถี่เดียวกับที่ใช้ใน Ref. 3350 เมื่อปี 1989 อีกด้วย Cal. 187B ยังคงเป็นกลไกไขลานด้วยมือเพื่อสืบสานขนบธรรมเนียมแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด พร้อมทั้งรักษาเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของกลไกนี้ไว้อย่างสมบูรณ์
อย่ำงไรก็ตาม Cal. 187B ได้รับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพด้วยฝีมือการการวิจัยและพัฒนาของฝ่าย R&D ของ Manufacture โดยกลไกนี้ออกแบบให้มีคุณสมบัติต้านทานสนามแม่เหล็ก ด้วยเหตุนี้ เข็มนาฬิกาจึงผลิตจากทองคำแทนสตีล เพื่อป้องกันผลกระทบจากสนามแม่เหล็กที่อาจส่งผลต่อการทำงานของกลไก
กำลังสำรองพลังงานเพิ่มขึ้นเป็น 60 ชั่วโมง ยกระดับความเที่ยงตรงของกลไกด้วยการติดตั้ง Breguet Nivachron balance-spring ควบคู่กับ pallet-lever ที่ผลิตจากซิลิคอน ซึ่งช่วยปกป้องให้กลไกจากสนามแม่เหล็กรอบด้านได้อย่ำงสมบูรณ์ และผ่านระดับมาตรฐานอันเข้มงวดของ Breguet hallmark ได้อย่างครบถ้วน

Classique Tourbillon Sidéral 7255
Classique Tourbillon Sideral 7255 คือหนึ่งในเรือนเวลารุ่นไอคอนิกที่เปิดตัว เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของ Breguet นับเป็นนาฬิกาข้อมือ เรือนแรกของแบรนด์ที่ติดตั้งกลไก Flying Tourbillon
อีกทั้งยังมาพร้อมการแสดงผลแบบ "mysterious" ซึ่งเป็นศาสตร์ในการประดิษฐ์นาฬิกาที่ Breguet ไม่ได้นํากลับมาใช้มาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี
Flying Tourbillon
ในการพัฒนา Flying Tourbillon กลไกแรก Manufacture Breguet ได้สืบสานแนวทางของปรมาจารย์ช่างนาฬิกาผู้ก่อตั้ง อย่างแท้จริง โดยยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมหวนกลับไปสู่รากฐานของ tourbillon เพื่อรังสรรค์การออกแบบที่โดดเด่นในสองมิติ ได้แก่ การเป็นทั้ง Flying Tourbillon และ Mysterious Tourbillon
Flying Tourbillon คือวิวัฒนาการของ Tourbillion แบบดั้งเดิมที่อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์เป็นผู้คิดค้นขึ้น โดยยังคงรักษา จุดประสงค์ดั้งเดิมไว้ครบถ้วน นั่นคือการลดผลกระทบของแรงโน้มถ่วงที่มีต่อบาลานซ์ผ่านการหมุนของ cage หรือกรงที่บรรจุกลไกดังกล่าวไว้ภายใน
สิ่งที่ทําให้ Flying Tourbillon แตกต่างจาก Tourbillon แบบดั้งเดิม คือ cage จะรองรับด้วยบริดจ์ด้านล่างเพียงด้านเดียว โดยไม่มีบริดจ์ด้านบน จึงให้ดูราวกับลอยอยู่กลางอากาศอันเป็นที่มาของชื่อเรียก อย่างไรก็ตาม โครงสร้างลักษณะนี้มีความ ซับซ้อนทางวิศวกรรมมากกว่า เนื่องจากแกนหมุนของ cage ไม่มีบริดจ์มารองรับทั้งสองด้านเหมือนกับ Tourbillon แบบ ดั้งเดิม แต่ยืดอยู่เพียงฐานด้านล่างเท่านั้น จึงต้องอาศัยความแข็งแรงของโครงสร้างที่สูงกว่า การปรับตั้งที่ละเอียดแม่นยํายิ่งขึ้นและการถ่วงสมดุลที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่า
ลึกลับแบบ Mysterious
เพื่อขับเน้นความลอยตัวของ Flying Tourbillon ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น Breguet ได้ผสานการสร้างสรรค์แบบ Mysterious ซึ่งเป็นเทคนิคศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาที่มีต้นกําเนิดตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 โดยหลักการของ Mysterious complication คือการทําให้ชิ้นส่วนหนึ่งเคลื่อนไหวได้เองโดยดูราวกับว่าไม่ได้เชื่อมต่อกับกลไกส่วนอื่นๆ แม้โดยทั่วไปเทคนิคนี้มักถูกนํามาใช้กับเข็มนาฬิกา แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้กับองค์ประกอบอื่นๆ ได้เช่นกัน รวมถึง Tourbillon ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญของ Classique Tourbillon Mystérieux 7255
แม้ว่าการแสดงผลของ Mysterious Tourbillon จะสร้างความประทับใจอย่างยิ่งในด้านทัศนศิลป์แต่แท้จริงแล้วหลักการ ออกแบบกลับมีความเรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง โดยชุดเฟืองที่เชื่อมต่อ cage ของ Tourbillon เข้ากับกลไกส่วนอื่นยังคงมีอยู่ครบถ้วน เพียงแต่จะไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากผลิตจาก sapphire crystal เคลือบสารกันแสงสะท้อน จึงสร้างภาพลวงตาให้ Tourbillon ดูราวกับลอยอยู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

รากฐานของ tourbillon มาจากดาราศาสตร์
การเลือกใช้กลไกล Tourbillion กับเรือนเวลาด้านดาราศาสตร์ของ Breguet นั้น มีรากฐานมาจากบริบททางประวัติศาสตร์อันเฉพาะเจาะจงแท้จริงแล้ว ความหมายของคําว่า tourbillion ในปัจจุบันสอดคล้องกับรากศัพท์ภาษาฝรั่งเศสดั้งเดิมอย่างมาก นั่นคือ "สิ่งที่หมุนอย่างรวดเร็วเป็นวงกลม"
อย่างไรก็ตาม ในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 คําคํานี้ไม่ได้มีความหมาย เช่นนั้น ในยุคนั้นนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ Blaise Pascal (แบลซ ปัสกาล) ได้ขยายความหมายของคําว่า Tourbillon ให้ครอบคลุมถึง "ระบบของสสาร ขับเคลื่อน เคลื่อนด้วยการหมุน" แนวคิดของ Tourbillon จึงถูกนําไปใช้กับระบบการเคลื่อนที่ของดวงดาวและดาวเคราะห์ต่างๆ ส่งผลให้คํานี้มีความ เชื่อมโยงกับศาสตร์แห่งดาราศาสตร์โดยตรง ดาราศาสตร์เป็นหนึ่งในศาสตร์ที่เบรเกต์ได้ศึกษาในช่วงการฝึกงานภายใต้การดูแลของ Abbe Marie ณ College Mazarin และยังคงให้ความสําคัญกับศาสตร์แขนงตลอดชีวิตของเขา โดยได้เข้าร่วมทั้ง Academie des Sciences และ Bureau des longitudes ณ กรุงปารีส ซึ่งเป็นสถาบันที่อุทิศตนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านดาราศาสตร์ในหลากหลายสาขา
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงแรกของการพัฒนา Tourbillon เบรเกต์ยังได้แลกเปลี่ยนความรู้และทํางานร่วมกับนักดาราศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุคหลายท่าน อาทิ Lalande, Biot, Bouvard, Nicollet, Cassini และ François Arago ซึ่งล้วนมีบทบาทสําคัญในการหล่อหลอมแนวคิดและวิสัยทัศน์ของสิ่งประดิษฐ์อันเป็นตํานานนี้
เรือนเวลารุ่นใหม่
สําหรับการฉลองครอบรอบ 225 ปี แห่ง Tourbillon
Classique Tourbillon Sdéral 7255 รุ่นใหม่นี้มาพร้อมตัวเรือนแพลทินัมและหน้าปัด black aventurine enamel ซึ่งการจับคู่โทนสีใหม่นี้ตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างเรือนเวลากับมรดกทางดาราศาสตร์อันเป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์
สําหรับเรือนเวลารุ่นนี้ ขอบหน้าปัดผลิตจากทองคําตกแต่งผิวสีดํา ขณะที่อักษร "Breguet" และ "Tourbillon" รวมถึงบริดจ์ด้านบนของ Tourbillon ล้วนผลิตจาก Breguet Gold ชุบโรเดียม ด้านหลังตัวเรือนเผยให้เห็น main plate ที่ตกแต่งด้วยลวดลาย guilloche "Quai de I'Horloge" อันเป็นเอกลักษณ์ กลไกเป็นแบบไขลานด้วยมือ พร้อมกําลังสํารองพลังงาน 50 ชั่วโมง
Tradition Tourbillon 7047
ภายหลังการหวนคืนสู่ฝรั่งเศส หลังจากลี้ภัยไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ด้วยเหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ได้พัฒนาสองกลไกใหม่ กลไกแรกคือ escapement ที่รู้จักกันในชื่อ "constant-force" escapement ซึ่งได้รับสิทธิบัตรในปี 1798 และสองคือกลไก "Tourbillon regulator" ซึ่งได้รับสิทธิบัตรในอีกสามปีต่อมา คือในปี 1801 และเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่กลายมาเป็นหัวใจสําคัญของ Classique Tourbillon Messidor 7047 รุ่นใหม่ในปัจจุบัน

ระบบ Fusee-and-Chain
กลไกอันชาญฉลาดเพื่อควบคุมแรงบิด
เพื่อสืบสานและต่อยอดการประดิษฐ์ tourbillon Breguet ได้หันไปศึกษาหลักการที่อัจฉริยบุคคลร่วมยุคอีกท่านหนึ่งนั่นคือ Leonardo da Vinci ได้อธิบายไว้อย่างเป็นระบบ แม้ว่าเขาอาจมิใช่ผู้คิดค้นแนวคิดระบบ Fusee-and-Chain ซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่กว่า ภาพร่างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของเขาราว 50 ปี แต่ Leonardo da Vinci คือผู้ที่อธิบายหลักการทางเรขาคณิตและกลไกการทํางานของระบบนี้ไว้อย่างชัดเจนในรูปแบบที่ยังคงเป็นพื้นฐานของศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิการ่วมสมัยจนถึงปัจจุบัน
ระบบส่งกําลังแบบ Fusee-and-Chain ออกแบบขึ้นเพื่อรักษาแรงบิด (torque) ให้คงที่ โดยอาศัยโซ่ที่ค่อยๆ คลายตัวออกจากชิ้นส่วนทรงกรวยที่เรียกว่า Fusee ซึ่งมีเส้นรอบวงลดหลั่นกันไปตามรูปทรงกรวย เมื่อกระปุกลานถูกไขลานจนเต็มและพร้อมส่งมอบแรงบิดสูงสุด โซ่จะตั้งอยู่บริเวณส่วนบนของ Fusee ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นรอบวงเล็กที่สุด เมื่อโซ่ค่อยๆ คลายตัวแรงบิดที่ส่งออกจากกระปุกลานจะลดลงขณะเดียวกัน โชก็จะเคลื่อนลงสู่ส่วนล่างของ Fusee ซึ่งมีเส้นรอบวงกว้างขึ้น การเปลี่ยนแปลงทั้งสองประการที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้จะชดเชยซึ่งกันและกัน ส่งผลให้แรงบิดที่ส่งผ่านไปยังกลไกมีความสม่ําเสมอและคงที่ตลอดช่วงการทํางาน
Tradition Tourbillon 7047
เมื่อสองอัจฉริยะโคจรมาพบกัน
Tradition Tourbillon 7047 ของ Breguet คือการหลอมรวมสองหลักการและสองวิสัยทัศน์ของสองอัจฉริยะเข้าด้วยกัน ได้แก่ Tourbillion ที่ได้รับสิทธิบัตรโดยอับราฮัม หลุยส์ เบรเกต์ และกลไก Fusee-and-Chain ที่ Leonardo da Vinci เป็นผู้ถอดหลักการ ในปัจจุบัน Manufacture ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบสัดส่วนการทํางานและการผลิต กลไกนี้จนถึงระดับสมบูรณ์แบบ โดยกลไก Fusee-and-Chain ในเรือนเวลารุ่นนี้มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ สามารถรองรับแรงดึงได้สูงถึงเทียบเท่าน้ําหนัก 6 กิโลกรัม แม้ว่าในการใช้ งานจริงของเรือนเวลา แรงที่เกิดขึ้นจะต่ํากว่าค่านี้มากก็ตาม ด้วยเหตุนี้ Tradition Tourbillon 7047 จึงเปรียบเสมือนการสืบสานผลงานของอับราฮัม หลุยส์ เบรเกต์ต่อจากจุดที่เขาได้วางรากฐานไว้ในปี 1795 เมื่อกว่า 2 ศตวรรษก่อน
ดีไซน์ออริจินัลสําหรับเรือนเวลา
รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น เพียง 25 เรือนเท่านั้นในโลก
วันนี้ Breguet ได้ต่อยอดเอกลักษณ์ด้านสุนทรียศาสตร์ของ Classique Tourbillon 7047 ด้วยเวอร์ซันตัวเรือนแพลทินัม ซึ่งโดดเด่นด้วยเฉดสี bleu de France ที่ทั้งบนหน้าปัดและบริดจ์ ไม่เพียงเฉพาะบริดจ์ของ tourbillon เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริดจ์ ขนาดใหญ่ของระบบ Fusee-and-Chain ซึ่งทอดตัวอยู่ทั้งสองด้านของหน้าปัดย่อย ขณะที่ชุด Fusee-and-Chain เองก็ตกแต่งด้วยเฉดสี bleur de France เช่นเดียวกัน
เฉดสีนี้เป็นผลงานสร้างสรรค์เฉพาะของ The Manufacture ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2025 เพื่อฉลองครบรอบ 250 ปี ผ่านเรือนเวลา Classique Répétition Minutes 7365 สําหรับ Tourbillon cage ติดตั้งบาลานซ์ สปริงซิลิคอน และนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ตัว cage ก็รังสรรค์จากไทเทเนียม
องค์ประกอบทั้งหมดนี้ตกแต่งด้วยเฉดสี bleu de France เดียวกัน สะท้อนถึงความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด โดยแม้แต่ทับทิมสีแดงซึ่งเป็นองค์ประกอบดั้งเดิมบน Tourbillon bar ก็เปลี่ยนเป็น blue spinel เพื่อโทนสีที่กลมกลืนทั่วทั้งเรือน
ด้วยเหตุผลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับความทนทานของวัสดุ (ระหว่างทับทิม สังเคราะห์และ spinel) ในตําแหน่งอื่นๆ ยังคงใช้ทับทิมดังเดิม เพื่อให้ เพื่อให้ชิ้นส่วนที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสามารรถทํางานได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบ นับเป็น ครั้งแรกที่หน้าปัด Grand Feu "Bleu de France" enamel ออกแบบให้มาพร้อมขอบหน้าปัดที่แสดงตัวเลขอารบิก และบนหน้าปัดนี้ยังปรากฏลายเซ็นลับอันเป็นเอกลักษณ์ของ Breguet สําหรับการฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของแบรนด์ โดยยังคงสลักด้วยมือผ่านเครื่อง pantograph ตามธรรมเนียมที่สืบทอดมาองค์ประกอบทั้งหมดนี้ขับเน้นด้วยสีสันใหม่ที่ไม่เคยปรากฏบนเรือนเวลา Breguet มาก่อน นั่นคือเขตสี glacier blue บนเมนเพลทแบบพ่นทราย (sandblasted) โดยโทนสีเดียวกันนี้ยังปรากฏบนฝาหลัง ซึ่งช่วยขับให้บริดจ์สี bleu de France โดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมสะท้อนหลักการด้านสุนทรียศาสตร์แห่งความกลมกลืน ความเรียบง่ายและความชัดเจนที่อับราฮัม- หลุยส์ เบรเกต์ยึดมั่นมาโดยตลอด
Marine Tourbillon ในเฉดสี French blue
คอลเลกชัน Marine ได้รับแรงบันดาลใจจากความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์กับราชนาวีฝรั่งเศส ภายหลังที่เขาได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งใน Bureau des Longitudes เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1814 ปรมาจารย์ช่างนาฬิกาผู้นี้ได้รับ พระราชทานตําแหน่ง Horloger de la Marine Royale จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 1815 ซึ่งนับเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ร่างนาฬิกาจะได้รับในยุคนั้น เพื่อยกย่อง ความเชี่ยวชาญอันโดดเด่นด้านการประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาสําหรับการเดินเรือ

ตําแหน่งดังกล่าวเป็นเกียรติยศเฉพาะบุคคลและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีช่างนาฬิกา เพียงหนึ่งเดียวในราชอาณาจักรที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งนี้
คอลเลกชัน Marine รังสรรค์ขึ้นเพื่อสดุดีมรดกทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว โดย Marine Tourbillon Equation Marchante 5887 ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือที่มีความซับซ้อนทางกลไก มากที่สุดในบรรดาคอลเลกชันร่วมสมัยทั้งหมดของแบรนด์ เผยโฉมในรูปแบบอันเปี่ยม ด้วยความหมายทางประวัติศาสตร์ ด้วยหน้าปัดที่ถ่ายทอดภาพท้องฟ้าที่ส่องประกาย เหนือกรุงปารีสยามเที่ยงคืน สยามเที่ยงคืน ณ วันที่ 26 มิถุนายน 1801 ซึ่งเป็นวันที่ Breguet ได้รับสิทธิบัตรสําหรับ Tourbillon
เรือนเวลารุ่นนี้ผลิตในจํานวนจํากัดเพียง 25 เรือนทั่วโลก โดยแต่ละเรือนสามารถ ปรับแต่งให้แสดงภาพท้องฟ้าตามวันและสถานที่ที่ผู้ครอบครองเลือกได้
Equation of Time คืออะไร?
กลไกทีเรียบง่ายอย่างน่าอัศจรรย์
มาตรฐาน Equation of Time คือหนึ่งในกลไกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Breguet ซึ่งทําหน้าที่แสดงความแตกต่างระหว่าง Mean Time หรือเวลา ฐานที่เราใช้ในชีวิตประจําวัน ซึ่งมีความสม่ำเสมอและแสดงผลบนหน้าปัดหลัก กับ True Solar Time หรือเวลาสุริยะที่แท้จริง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงของปี เนื่องจากวงโคจรของโลกมีลักษณะเป็นวงรี ความคลาดเคลื่อนระหว่าง True Solar Time และ Mean Time นี้เรียกว่า Equation of Time โดยในแต่ละปีเวลาทั้งสองจะตรงกันอย่างสมบูรณ์สี่ครั้ง ส่วนในช่วงเวลาอื่น ความแตกต่างจะผันแปรอยู่ระหว่าง -16 นาที ถึง +14 นาทีขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของปี

แม้ว่าจะสามารถนําเสนอ Equation of Time ได้หลากหลายรูปแบบ แต่ Manufacture Breguet ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่รายที่สามารถถ่ายทอดการแสดงผลได้อย่างชัดเจนและเข้าใจได้ในทันที ผ่านเข็มแสดงนาทีเพิ่มเติมที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่าง True Solar Time และ Mean Time ของแต่ละวันโดยตรง กลไกรูปแบบนี้เรียกว่า Running Equation of Time หรือ Equation Marchante
เพื่อให้แสดงผลวันที่ได้อย่างถูกต้องแม่นยํา กลไก Equation of Time จึงจําเป็นต้องทํางานควบคู่กับ Perpetual Calendar หรือระบบปฏิทิน ถาวร โดยอัตโนมัติ โดยเสริมความสมบูรณ์กลไกชั้นสูงทั้งสองนี้ ได้แก่ Equation of Time และ Perpetual Calendar ด้วยกลไกที่สาม นั่นคือ tourbillon ซึ่งช่วยยกระดับความเที่ยงตรงของกลไกให้ถึงขีดสุด ตามเจตนารมณ์ของเครื่องบอกเวลาสําหรับการเดินเรือที่อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นช่างนาฬิกาแห่งราชนาวีฝรั่งเศส เคยรังสรรค์ไว้ในอดีตตลอดช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคแห่งการสํารวจทางวิทยาศาสตร์และการเดินเรือครั้งสําคัญ เรือนเวลาของ Breguet ได้ร่วมเดินทางไปกับนักสํารวจผู้ยิ่งใหญ่หลายคน Marine clocks และ marine chronometers ของ Breguet เป็นสิ่งที่ Louis de Freycinet นําติดตัวไปด้วยในการเดินทางรอบโลกระหว่างปี ค.ศ. 1817-1820 อีก ทั้ง Hyacinthe de Bougainville สําหรับภารกิจสํารวจรอบโลกของเขา และ Jules Dumont d'Urville ซึ่ง Breguet regulator หมายเลข 4367 ของเขาได้กลายเป็นเครื่องบอกเวลาชิ้นแรกที่เดินทางไปถึงทวีปแอนตาร์กติกาในปี ค.ศ. 1840 ในฐานะเครื่องมือสําหรับการนําทาง และการวัดเวลาที่มีความเที่ยงตรงสูง เรือนเวลาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันสําคัญของ Breguet ในประวัติศาสตร์แห่งการสํารวจ และการค้นพบทางทะเลครั้งยิ่งใหญ่ของโลก
เรือนเวลาลิมิเต็ด อิดิชัน ที่จะจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
Marine Equation Marchante 5887 เวอร์ชันใหม่เผยโฉมในปี 2026 นี้ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 225 ปีแห่งการได้รับสิทธิบัตร tourbillon ของอับราฮัม หลุยส์ เบรเกต์ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1801
เรือนเวลารุ่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชัน Marine เจเนอเรชันที่สาม ซึ่ง เปิดตัวครั้งแรกในปี 1990 และผ่านการปรับโฉมครั้งสําคัญในปี 2017 ตัวเรือนผลิตจากแพลทินัม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43.9 มม. ขณะที่หน้าปัด ประดับด้วยตัวเลขอารบิกแบบ Breguet ซึ่งอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์เป็นผู้ ริเริ่มนํามาใช้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 สะท้อนถึงแนวคิดด้านการออกแบบที่ล้ําสมัยอย่างยิ่งสาหรับยุคสมัยนั้น

หน้าปัดรังสรรค์ขึ้นโดยมีองค์ประกอบสองส่วนบริเวณกึ่งกลางเป็นหน้าปัด sapphire ที่ตกแต่งด้วยงาน miniature painting ซึ่งลงสีด้วยมือด้วย เทคนิคไล่เฉด Grand Feu enamel สีน้ําเงินเนื้อโปร่งแสง ส่วนพื้นผิว ด้านบนประดับด้วยภาพวาดขนาดจิ๋วที่ ลงสีด้วยอีนาเมลที่เปล่ง ประกาย ถ่ายทอดภาพท้องฟ้ายามค่ําคืน พร้อมกลุ่มดาวและดวงจันทร์ใน ตําแหน่งที่ปรากฏเหนือกรุงปารีสตามจริง ณ วันที่ 26 มิถุนายน 1801 ขณะที่ตัวเลขอารบิกแบบประดับบนหน้าปัดผลิตจากทองคํา ด้านหลังตัว เรือนตกแต่งด้วยงานแกะสลักด้วยมืออันวิจิตร ถ่ายทอดภาพเรือ Royal Louis แห่งศตวรรษที่ 18 กําลังแล่นผ่านมหาสมุทร โดยตัวเรือรังสรรค์จาก Breguet Gold ตัดกันอย่างสง่างามกับท้องฟ้าและผืนน้ําที่ผ่านการชุบโรเดียม นอกจากนี้ ยังมีการประดับลวดลาย Rosace บน barrel drum ซึ่ง นับเป็นครั้งแรกของคอลเลกชัน Marine โดยลวดลายดังกล่าวแกะสลักด้วย มือและผลิตจาก Breguet Gold
สัญลักษณ์ fleur de lys ที่ทําจาก Breguet Gold สื่อถึงทิศเหนือ ซึ่งเป็น การรําลึกถึงพระเจ้ ะเจ้าหลุยส์ที่ 18 ผู้ทรงมอบหมายให้ Breguet เป็นผู้นําทาง กองเรือของพระองค์ข้ามท้องทะเลทั่วโลก
โดยรอบกลไกติดตั้ง platinum peripheral weight ซึ่งสลักลวดลาย guilloché แบบ "Quai de l'Horloge" อันได้รับแรงบันดาลใจจากที่ตั้งทาง ประวัติศาสตร์ของเวิร์กช็อป Breguet ในกรุงปารีส พร้อมการตกแต่งเฉดสีนํ้าเงิน ขณะที่ข้อความที่ปรากฎบนชิ้นส่วนดังกล่าวสวนแกะสลักด้วยมีออย่างประณีต
Expérimentale 1
นับตั้งแต่วาระครบรอบ 250 ปี Manufacture Breguet ได้เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุดในชื่อ Experimentale ซึ่งรวบรวมสุดยอดนวัตกรรมจากฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ของแบรนด์เข้าไว้ ด้วยกัน โดยเรือนเวลาแรกของคอลเลกชันอันเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์นี้ได้รับการตั้งชื่ออย่างเรียบง่ายว่า Experimentale 1 เรือนเวลารุ่นนี้นําความก้าวหน้าครั้งสําคัญมาสู่ศาสตร์แห่ง escapement อันล้ําค่า ควบคู่ไปกับวาระครบรอบ 225 ปีแห่งการประดิษฐ์ tourbillon

หัวใจสําคัญของ Experimentale 1 คือ Constant Force Magnetic Escapement Tourbillon และ ความถี่การทํางานระดับ 10 Hz โดยอาศัยหลักการทางฟิสิกส์พื้นฐานสองประการ ได้แก่ แม่เหล็ก (magnetism) และ ความถี่สูง (high frequency) ซึ่งผสานการทํางานร่วมกันจนทําให้ Experimentale 1 กลายเป็นผลงานบุกเบิกในโลกของนาฬิกาข้อมือ ที่มอบทั้งความเที่ยงตรงและ ความน่าเชื่อถือในระดับที่เหนือกว่าเดิม
ปัจจัยตัวแปรที่มีผลต่อความเที่ยงตรง
พันธกิจสู่ความเที่ยงตรงในการบอกเวลาไม่อาจแก้ไขได้ด้วยปัญหาเพียงข้อเดียวหรือคําตอบใด คําาตอบเดี่ยว หากแต่เป็นโจทย์ที่ประกอบด้วยตัวแปรสําคัญอย่างน้อยสามประการ
ประการแรก คือ ความสม่ําเสมอของแอมพลิจูดของ escapement กลไกส่วนนี้ทํางานต่อจาก mainspring barrel ซึ่งแรงบิด (torque) จะค่อย ๆ ลดลงตามการคลายตัวของลานและปริมาณ กําลังสํารองที่เหลืออยู่ ด้วยเหตุนี้ escapemert จึงเป็นกลไกที่รักษาแอมพลิจูดให้คงที่ได้ยากโดยธรรมชาติ หากพลังงานที่ได้รับไม่มีความสม่ำเสมอ
ประการที่สอง คือ อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งส่งผลต่อชิ้นส่วนขนาดเล็กที่สุดของ escapement โดยเฉพาะอย่างยิ่งบาลานซ์ สปริง ในฐานะหัวใจของกลไก escapement นั้น บาลานซ์ สปริง ต้องเผชิญกับแรงโน้มถ่วงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจรบกวนการทํางานและส่งผลต่อการความเท่ยงตรง
ประการที่สาม คือ ความทนทานต่อแรงกระแทก (shock resistance) นาฬิกาสมัยใหม่ทุกเรือนต้อง เผชิญกับการเร่งและการชะลอตัวของการเคลื่อนไหว ซึ่งสามารถวัดได้ในหน่วยแรง G รวมถึง แรงกระแทกที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวัน แม้แต่การวางนาฬิกาลงบนพื้นผิวแข็งก็สามารถสร้าง แรงกระทบได้ ทุกแรงสั่นสะเทือนและทุกการเคลื่อนไหวล้วนรบกวนการทํางานอันราบรื่นของ escapement และส่งผลต่อความแม่นยํา
โซลูชั่นแห่งอนาคต
การทําความเข้าใจสมการตัวแปรต่าง ๆ ของแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา นี้ช่วยให้เห็นถึงเหตุผลเบื้องหลังการเลือกใช้แนวทางทางเทคนิคสามประการ ของ Breguet เพื่อแก้ เพื่อแก้ไขความท้าทายเหล่านี้ ซึ่งทั้งหมดผสานเข้าด้วยกันใน โซลูชันเดียวที่ทั้งสง่างามและเปี่ยมด้วยอัจฉริยภาพ นั่นคือ tourbillon ความถี่ 10 Hz ∞ อม Magnetic Escapement
ความถี่ระดับสูงช่วยให้ escapement สามารถกลับคืนสู่แอมพลิจูด การทํางานปกติได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นหลังจากได้รับผลกระทบจากแรงกระแทก การเร่งความเร็ว หรือการชะลอความเร็ว


ภายในระยะเวลา 60 วินาที Tourbillon จะหมุนครบรอบและขับเคลื่อน escapement ผ่านตําแหน่งการทํางานต่างๆ จึงสามารถชดเชยการเปลี่ยน แอมพลิจูดที่เกิดจากแรงโน้มถ่วงได้โดยปริยาย
ในขณะเดียวกัน สนามแม่เหล็ก (magnetic field) นํามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหา ความแปรผันของแอมพลิจูดที่เกิดจากอีกสาเหตุหนึ่งที่แรงบิดที่ลดลง เมื่อส่งมาจากชุดลานสู่ escapement
ฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ของ Breguet ได้ต่อยอดแนวคิดนี้จากงานศึกษาด้าน magnetic pivots ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยได้ยื่น จดสิทธิบัตรสําหรับเทคโนโลยีดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2010 และเปิดตัวเรือนเวลาในคอรเอกขันรุ่นแรกที่ติดตั้งกลไกนี้ในปี 2013
26 มิ.ย. 2569
26 มิ.ย. 2569
19 มิ.ย. 2569
24 มิ.ย. 2569