Last updated: 5 ก.ค. 2569 | 111 จำนวนผู้เข้าชม |
CZAPEK & CIE ประกาศเปิดตัวเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน สองรุ่นใหม่ล่าสุดในคอลเลกชัน Antarctique ได้แก่ รุ่น Frozen Meteor ในขนาดหน้าปัด 40.5 มิลลิเมตร ที่มีจำกัดเพียง 38 เรือนทั่วโลก และรุ่น Antarctique S Frozen Meteor ในขนาดหน้าปัด 38.5 มิลลิเมตร ที่มีจำกัดเพียง 25 เรือนทั่วโลก โดยทั้งสองรุ่นโดดเด่นด้วยหน้าปัดที่รังสรรค์ขึ้นจากอุกกาบาตกิเบียน (Gibeon Meteorite) เพิ่มเติมด้วยเฉดสีน้ำเงินเดนิมอ่อน เผยโฉมอย่างสง่างามภายในตัวเรือนสเตนเลสสตีล พร้อมสายนาฬิกาโลหะแบบรวมเป็นหนึ่งเดียว เจเนอเรชัน V2
ในปี 2024 เรือนเวลารุ่น Antarctique Green Meteor ได้พานักสะสมไปสัมผัสกับความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของวัสดุอุกกาบาตในฐานะชิ้นส่วนหน้าปัด นั่นคือ ลวดลายวิดแมนสแตทเทน (Widmanstätten pattern) ซึ่งก่อตัวขึ้นเป็นเวลาหลายล้านปีจากกระบวนการเย็นตัวลงของโลหะผสมเหล็กและนิกเกิลที่หลอมละลายท่ามกลางความอ้างว้างของห้วงอวกาศ ลวดลายนี้ได้สร้างภาพลวงตาทางสายตาที่ไม่มีฝีมือมนุษย์หรือเครื่องจักรใดๆ จะสามารถลอกเลียนแบบได้ และสำหรับรุ่น Frozen Meteor นี้ ถือเป็นการสืบทอดการเดินทางเพื่อค้นหาความก้าวล้ำดังกล่าว โดยการปรับเปลี่ยนแถบสีจากความอบอุ่นของสีเขียวผืนป่า ไปสู่เฉดสีที่ให้ความรู้สึกเย็นเยือกและสุขุมลุ่มลึกยิ่งกว่า นั่นคือ เฉดสีน้ำเงินที่ชวนให้นึกถึงผ้าเดนิมดิบ ผืนน้ำแข็งขั้วโลกในยามพลบค่ำ และสีเทาประกายโลหะของท้องฟ้าในฤดูหนาว
จากหลุมอุกกาบาตกีเบียน สู่โรงงานผลิตหน้าปัด GT Cadrans
หน้าปัดของทั้งรุ่น Frozen Meteor และ Antarctique S Frozen Meteor ได้รับการผลิตขึ้นโดยโรงงาน GT Cadrans ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองโลซาน ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากแผ่นชิ้นส่วนที่ตัดแบ่งจากอุกกาบาตกีเบียน ซึ่งเป็นกลุ่มโลหะผสมเหล็กและนิกเกิลประเภทออกตาเฮดไรต์ (Octahedrite) ที่ตกลงสู่พื้นโลกตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 600 ล้านปี ในบริเวณที่เป็นประเทศนามิเบียในปัจจุบัน แผ่นดิสก์หน้าปัดแต่ละชิ้นจะต้องผ่านกรรมวิธีการล้างด้วยกรดและขัดแต่งด้วยมือ เพื่อเผยให้เห็นโครงสร้างทางเรขาคณิตอันสมบูรณ์แบบของเส้นสายวิดแมนสแตทเทน (Widmanstätten lines) ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการแต่งแต้มเฉดสีใดๆ ซึ่งมุมองศาอันแม่นยำของเส้นสายเหล่านั้นจะถูกกำหนดขึ้นโดยระนาบที่มวลอุกกาบาตดิบถูกตัดแบ่ง ส่งผลให้แผ่นชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีลวดลายที่แตกต่างกันออกไปในทุกๆ แผ่น
สำหรับรุ่น Frozen Meteor พื้นผิวสีเทาเงินตามธรรมชาติของอุกกาบาตได้รับการแปลงโฉมด้วยการเคลือบแล็กเกอร์สีน้ำเงินอ่อน (Light blue lacquer) โดยเคลือบลงไปทีละชั้นอย่างต่อเนื่อง และขัดแต่งอย่างแม่นยำ จนได้พื้นผิวที่เรียบเนียน สมบูรณ์แบบ ส่งผลให้เฉดสีสามารถปรับเปลี่ยนโทนสีไปตามมุมของแสงที่ตกกระทบ คุณลักษณะสีน้ำเงินในโทนผ้าเดนิมนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบ โดยจะมีความอิ่มตัวของสีน้อยกว่าสีน้ำเงินคอสมิกของ Czapek และมีความเย็นเยือกมากกว่าโทนสีน้ำเงินอะควา ซึ่งสีน้ำเงินนี้ได้สอดรับเข้ากับพื้นผิวปัดลายซาตินของตัวเรือสเตนเลสสตีลเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์ สำหรับหลักชั่วโมงทรงสี่เหลี่ยมคางหมูเหลี่ยมเพชร (Faceted trapezoid indexes) และเข็มนาฬิกาทรงดาบ อันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Antarctique ที่ยังคงรักษาความเรียบง่ายตามแบบฉบับเอาไว้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้โครงสร้างผลึกของอุกกาบาตได้ทำหน้าที่โดดเด่นอยู่บนหน้าปัดอย่างเต็มที่
เนื่องจากลวดลายวิดแมนสแตทเทนเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการก่อตัวของผลึกตามธรรมชาติ ไม่ใช่กระบวนการผลิตที่สามารถทำซ้ำได้ ดังนั้นจึงไม่มีหน้าปัดของนาฬิกาคู่ใดๆ ที่จะมีรูปทรงเรขาคณิตที่เหมือนกัน ส่งผลให้นาฬิกาทั้ง 38 เรือนในเวอร์ชันขนาดตัวเรือน 40.5 มิลลิเมตร และนาฬิกาทั้ง 25 เรือนในคอลเลกชัน Antarctique S แต่ละเรือน ต่างครอบครองหน้าปัดที่เป็นเอกลักษณ์ และหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง


สายนาฬิกาแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวเจเนอเรชันใหม่
นาฬิการุ่น Frozen Meteor ทั้งสองเวอร์ชันมาพร้อมกับสายนาฬิกาสเตนเลสสตีลแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวคอลเลกชัน Antarctique เจเนอเรชัน V2 ที่ผลิตขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยโรงงาน STL Swiss และ RD Manufacture ซึ่งเป็นสองผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญขั้นสูงในด้านการผลิตสายนาฬิกา ความเชี่ยวชาญนี้ช่วยให้ Czapek สามารถบรรลุระดับความแม่นยำทางรูปทรงเรขาคณิตและความสม่ำเสมอของงานขัดแต่งตามที่คอลเลกชันนี้ต้องการ เช่นเดียวกับชิ้นส่วนหน้าปัดและส่วนประกอบเฉพาะทางอื่นๆ กระบวนการผลิตสายนาฬิกาจำเป็นต้องใช้ขั้นตอนทางอุตสาหกรรมและเครื่องมือเฉพาะทาง ซึ่งในปัจจุบันยังคงอยู่นอกเหนือขอบเขตการดำเนินงานของโรงงานผลิตในเมืองลา โช-เดอ-ฟง (La Chaux-de-Fonds) ที่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การผลิตกลไกและการผลิตตัวเรือนเป็นหลัก ทั้งนี้ หลักการบริหารจัดการแบบ "Établissag" (ระบบเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนอิสระ) ได้ถูกนำมาใช้ในส่วนนี้เช่นเดียวกับในส่วนอื่นๆ การร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดของประเทศสวิตเซอร์แลนด์จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยรับประกันได้ทั้งความเป็นอิสระและคุณภาพอันสูงสุด

สายนาฬิกาเวอร์ชัน V2 นี้ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนในแง่ของรูปลักษณ์ งานดีไซน์ดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของสายนาฬิกาในคอลเลกชัน Antarctique โดดเด่นด้วยข้อต่อกลางทรงตัว C ขัดเงา และพื้นผิวข้อต่อด้านนอกแบบปัดลาย ที่ยังคงอยู่ครบถ้วนและไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าสิ่งที่มีการพัฒนาขึ้นคือความแม่นยำในการผลิต การควบคุมความคลาดเคลื่อนในการกลึงอย่างเข้มงวดตลอดกระบวนการผลิต ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีความสม่ำเสมอในการเชื่อมต่อจากข้อต่อสู่ข้อต่อที่ดียิ่งขึ้น มีการตัดสลับของเหลี่ยมมุมและขอบต่างๆ ที่เฉียบคมขึ้น ตลอดจนมอบความรู้สึกที่แน่นมั่นคงและมีมิติที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อสวมใส่บนข้อมือ พร้อมทั้งช่วยลดระยะห่างและการขยับตัวระหว่างชิ้นส่วนประกอบต่างๆ ลง นอกจากนี้ พื้นผิวบางส่วนที่บริเวณด้านใต้ของสายนาฬิกายังได้รับการปรับปรุงจากพื้นผิวปัดลายขัด ไปสู่พื้นผิวปัดลายซาติน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ช่วยรักษาโครงสร้างทางเรขาคณิตที่ตั้งใจออกแบบไว้ได้อย่างเที่ยงตรงยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับความละเอียดประณีตทางสายตาโดยรวมของเรือนเวลาชิ้นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น สายนาฬิการุ่นนี้ยังสามารถถอดแยกชิ้นส่วนออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนและทำให้กระบวนการขัดแต่งผิวใหม่รวมถึงการดูแลรักษาในระหว่างขั้นตอนการบริการหลังการขายทำได้ง่ายขึ้นอย่างมาก
ในส่วนของชุดตัวล็อกสาย ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด และผลิตขึ้นโดยซัพพลายเออร์สัญชาติสวิสฯ รายเดียวกันกับที่เป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตสายนาฬิกาเจเนอเรชันใหม่นี้ โดยระบบถอดเปลี่ยนสายได้อย่างรวดเร็วเวอร์ชัน V2 ได้เข้ามาแทนที่กลไกการล็อกแบบหมุนรุ่นเดิม ด้วยระบบกดปุ่มปลดล็อกที่ถูกหลักสรีรศาสตร์ ที่สามารถใช้งานได้เพียงแค่ตรงด้วยนิ้วหัวแม่มือโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือใดๆ ซึ่งระบบดังกล่าวได้เริ่มนำมาติดตั้งใช้งานแล้วในนาฬิการุ่นปัจจุบันอย่าง Antarctique S ตลอดจนรุ่นตัวเรือนสเตนเลสสตีลและไทเทเนียม สำหรับเจ้าของนาฬิกาที่ครอบครองสายนาฬิกาเวอร์ชัน V1 และมีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่นี้ สามารถดำเนินการได้ด้วยการสั่งซื้อสายนาฬิกาเส้นใหม่ที่มาพร้อมกับระบบ V2 ผ่านทางเครือข่ายศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของ Czapek ในราคาพิเศษสำหรับ “เจ้าของนาฬิกา"
กลไกอินเฮาส์ คาลิเบอร์ SXH5
เมื่อมองผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ นาฬิกาทั้งสองรุ่นได้รับการขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ SXH5 (Calibre SXH5) ซึ่งเป็นกลไกชุดแรกที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้นภายในโรงงานของ Czapek เองทั้งหมด โดยมีการเปิดตัวเป็นครั้งแรกพร้อมกับคอลเลกชัน Antarctique ในปี 2020 และยังคงเอกลักษณ์ทางอารมณ์ และเทคนิคอันโดดเด่นของนาฬิกาในตระกูลนี้ไว้เป็นอย่างดี ตัวกลไกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร และมีความหนา 4.2 มิลลิเมตร ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนทั้งหมด 193 ชิ้น พร้อมทับทิมรองรับแกนจักร 28 เม็ด ทำงานด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) ผ่านชุดปล่อยจักรแบบสวิสเลเวอร์ (Swiss lever escapement) ควบคู่กับจักรกรอกแบบปรับเปลี่ยนแรงเฉื่อยได้ ซึ่งได้รับการปรับตั้งอย่างละเอียดด้วยก้อนน้ำหนักถ่วงแรงเฉื่อยทำจากทองคำจำนวนสี่ก้อน และสามารถส่งมอบพลังงานสำรองได้ยาวนาน 65 ชั่วโมง จากตลับลานเดี่ยว ที่ให้แรงบิด 8.8 นิวตันมิลลิเมตร ในส่วนของไมโครโรเตอร์แบบเยื้องศูนย์ รังสรรค์ขึ้นจากพลาทินัม 950 รีไซเคิล 100% (100% recycled 950 platinum) ทำหน้าที่ขึ้นลานได้สองทิศทาง ซึ่งความหนาแน่นของวัสดุพลาทินัมจะช่วยรับประกันแรงเฉื่อยที่มีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้พื้นที่การติดตั้งที่มีขนาดกะทัดรัดเป็นพิเศษ
สะพานจักรแบบฉลุโปร่งจำนวนเจ็ดชิ้น ซึ่งมีรูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงสร้างสถาปัตยกรรมของนาฬิกาพกในศตวรรษที่ 19 ของ ฟรองซัวส์ ชาเปก (François Czapek) ได้รับการจัดวางตำแหน่งชุดเฟืองจักร เพื่อมอบความโปร่งใสทางสายตาในระดับสูงสุด งานขัดแต่งตกแต่งทั่วทั้งกลไกมีความประณีตคู่ควรกับมาตรฐานเครื่องบอกเวลาชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นสะพานจักรสีดำขัดทราย ด้านข้างของสะพานจักรปัดลายเกรนแนวเส้นตรง จักรลานแบบโปร่ง และการลบเหลี่ยมมุมหักมุมด้านในด้วยมือ จำนวนหกตำแหน่ง เมื่อมองผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ กลไกชุดนี้จึงแลดูประหนึ่งเป็นผลงานศิลปะทางภาพเขียนองค์ประกอบอันงดงาม มากพอๆ กับการเป็นระบบกลไกจักรกลชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว


การพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์
ควบคู่ไปกับการเปิดตัวเรือนเวลารุ่น Frozen Meteor ในครั้งนี้ Czapek ยังได้ประกาศยุติการผลิตนาฬิการุ่น Antarctique Passage de Drake รุ่นหน้าปัดสีดำ Black Ink และสีขาว Ice White ทั้งในขนาดตัวเรือน 40.5 มิลลิเมตร และ 38.5 มิลลิเมตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป
นาฬิการุ่น Passage de Drake ซึ่งได้รับการเปิดตัวในปี 2020 ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่ช่วยสร้างรากฐานอัตลักษณ์อันแข็งแกร่งให้แก่คอลเลกชัน Antarctique โดยเฉพาะลวดลายบนหน้าปัดแบบฟลิงเก รูปทรง "บันไดสู่ความจีรัง" (Stairway to Eternity) ที่ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ได้รับการจดจำมากที่สุดในคอลเลกชันนี้ ดังนั้น การตัดสินใจยุติการผลิตสองเวอร์ชันดังกล่าว จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ Czapek ในการรักษาความชัดเจนและความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันของกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเพื่อรักษาคุณค่าในระยะยาวของนาฬิกาแต่ละรุ่นเอาไว้ให้แก่เหล่านักสะสมผู้ครอบครองเรือนเวลาเหล่านี้
"การยุติการผลิตรุ่น Black Ink และ Ice White ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่าย" ซาเวียร์ เดอ โรเกอโมเรล (Xavier de Roquemaurel) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Czapek & Cie กล่าว "เรือนเวลาทั้งสองรุ่นนี้เป็นประดิษฐกรรมที่งดงามตระการตาและเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเรา ทว่าความรับผิดชอบที่เรามีต่อเหล่านักสะสมนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคัดสรรและจัดระเบียบสิ่งที่มีอยู่ด้วย การมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่กระชับและชัดเจนยิ่งขึ้น หมายความว่านาฬิกาแต่ละรุ่นที่เรานำเสนอจะเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความตั้งใจที่มากขึ้น พวกเราเลือกที่จะทำสิ่งต่างๆ ในจำนวนที่น้อยลงแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ดีกว่าการปล่อยให้นาฬิการุ่นเก่าๆ ยังคงหมุนเวียนอยู่ในตลาดเพียงเพราะว่าพวกมันมีอยู่แล้ว ทั้งนี้ คอลเลกชัน Passage de Drake จะยังคงได้รับการนำเสนอผ่านตัวตนในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป ส่วนรุ่น Black Ink และ Ice White นั้น ได้จารึกชื่อและคุณค่าของตนเองไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์อย่างสมภาคภูมิแล้ว"

นาฬิการุ่น Czapek Antarctique Frozen Meteor (ขนาดตัวเรือน 40.5 มิลลิเมตร ผลิตจำกัด 38 เรือน) และรุ่น Antarctique S Frozen Meteor (ขนาดตัวเรือน 38.5 มิลลิเมตร ผลิตจำกัด 25 เรือน) จะเปิดให้สั่งจองผ่านทางตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Czapek ทั่วโลก รวมถึงที่บูติกในกรุงเจนีวา และบนเว็บไซต์ czapek.com โดยมีกำหนดการเริ่มส่งมอบสินค้าในเดือนกันยายน 2026 เป็นต้นไป
เกี่ยวกับ Czapek & Cie
Czapek คือเมซงผู้ผลิตนาฬิการ่วมสมัยที่ถูกสร้างขึ้นด้วยจิตวิญญาณของ François Czapek ช่างนาฬิกาชาวโปแลนด์ผู้เกิดในสาธารณรัฐเช็กในศตวรรษที่ 19 ในปี ค.ศ.1832 Czapek ได้หลบหนีจากความวุ่นวายทางการเมืองในกรุงวอร์ซอและลี้ภัยไปยังเจนีวา ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาได้ก่อตั้งธุรกิจต่างๆ ขึ้นหลายแห่งในช่วงทศวรรษ 1830 หลังจากก่อตัง Czapek & Cie ขึ้นในปี ค.ศ. 1845 เขาได้กลายเป็นผู้จัดหานาฬิกาอย่างเป็นทางการให้แก่ราชสํานักจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และได้
เปิดบูติกนาฬิกาแห่งแรกบนจัตุรัสปลัส ว็องโดม (Place Vendôme) ในกรุงปารีส นามของ Czapek & Cie ได้ถือกําเนิดใหม่อีกครั้ง ในปี ค.ศ. 2015 โดยกลุ่มผู้หลงใหล ในนาฬิกาผู้แสวงหาการฟื้นฟูมรดกตกทอดและงานฝีมือของเมซงแห่งนี้ โมเดลหลักของคอลเลกชันแรกอย่าง Quai des Bergues 33bis ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพก Czapek & Cie ในช่วงทศวรรษ 1850 สามารถคว้ารางวัล Public Prize จากเวที GPHG ประจําปี 2016 มาครองได้สําเร็จ ในปี ค.ศ. 2020 บริษัทได้เปิดตัว Antarctique คอลเลกชันสไตล์สปอร์ตชิคที่มาพร้อมกับกลไกอินเฮาส์ชิ้นแรกของ Czapek ในปัจจุบัน เรือนเวลาชั้นสูง (haute horlogerie) ของ Czapek เป็นที่รู้จักในด้านการออกแบบที่โดดเด่น งานฝีมือคุณภาพสูง และจํานวนการผลิตที่จํากัด ด้วยสํานักงานใหญ่ในเจนีวาและเวิร์กช็อปในลาโช-เดอ-ฟง (La Chaux-de-Fonds) Czapek ปกป้องแนวคิดเรื่องการจ้างผลิตชิ้นส่วนแยกเฉพาะทาง (établissage) ในรูปแบบร่วมสมัยอย่างถี่ถ้วน #wecollectrarepeople
เกี่ยวกับนาฬิกา Czapek & Cie. ได้แล้วที่ตัวแทนจำหน่ายดังนี้:
SHH Pendulum – สยามพารากอน Unit M 31A ชั้น M 991 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวันกรุงเทพมหานคร 10330 เบอร์ติดต่อ: +66 2 125 2128
PENDULUM
ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1992 ในฐานะผู้แทนจำหน่ายนาฬิกาหรูแห่งแรกในประเทศไทย และมีบูติกทั้งสิ้น 4 แห่งในปัจจุบัน ซึ่งล้วนตั้งอยู่ในศูนย์การค้าสำคัญๆ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันนี้ Pendulum เป็นตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาหรูมากกว่า 40 แบรนด์ ทั้งภายในบูติกของตนเองและช่องทางการจัดจำหน่ายอื่นๆ ตอบโจทย์ความชื่นชอบชื่นชมที่หลากหลายของคนรักนาฬิกา ความหลากหลายของแบรนด์ชั้นนำนี้เอง ช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำของ Pendulum ในตลาดค้าปลีกนาฬิกาหรูในประเทศไทย
2 ก.ค. 2569
2 ก.ค. 2569