PATEK PHILIPPE Geneva Rare Handcrafts 2026

Last updated: 23 ก.ค. 2569  |  34 จำนวนผู้เข้าชม  | 

PATEK PHILIPPE Geneva Rare Handcrafts 2026

บุคคลทั่วไปและนักสะสมผู้หลงใหลในเรือนเวลาจะได้มีโอกาสร่วมค้นพบคอลเลคชั่น “Rare Handcrafts 2026” ใหม่จาก Patek Philippe ภายในอาคารประวัติศาสตร์บนถนน Rue du Rhône ในนครเจนีวา ซึ่งนำเสนอเรือนเวลาหลากหลายเรือนที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเข้ากับจินตนาการอันไร้ขีดจำกัดอย่างงดงาม ภายในงานยังมีการสาธิตโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นการแกะสลักด้วยมือ การลงยาสี การฝังอัญมณี งานมาร์เกตรี (marquetry) และการตกแต่งกิโยเช่ที่ทำด้วยมือ ซึ่งล้วนเป็นศิลปหัตถศิลป์ชั้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง

นับตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของศาสตร์แห่งเรือนเวลา ช่างฝีมือได้ทุ่มเทความพิถีพิถันอย่างยิ่งในการตกแต่งเรือนเวลา และนาฬิกาได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในฐานะผลงานศิลปะอันงดงามมาตั้งแต่ก่อนที่จะพิสูจน์ตนเองว่าเป็นเครื่องบอกเวลาที่มีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ ในฐานะทายาทแห่งขนบธรรมเนียมงานช่างศิลป์อันยิ่งใหญ่ของนครเจนีวา Patek Philippe จึงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการสืบสานและพัฒนาศิลปหัตถศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับการตกแต่งเรือนเวลาให้คงอยู่ต่อไป ด้วยเหตุนี้ ทุก ๆ ปี เมซงจึงนำเสนอคอลเลคชั่นใหม่ของเรือนเวลาชิ้นเอก ทั้งแบบ unique pieces และ limited editions พร้อมทั้งหยิบยกแรงบันดาลใจจากทั่วทุกมุมโลกมาถ่ายทอดผ่านผลงานแต่ละเรือนอย่างไม่หยุดยั้ง

ศาสตร์และทักษะช่างฝีมืออันยอดเยี่ยมที่หลากหลาย
คอลเลคชั่น “Rare Handcrafts 2026” (รวมทั้งสิ้น 65 ชิ้น ประกอบด้วยนาฬิกาตั้งโต๊ะแบบโดม 23 เรือน นาฬิกาพก 10 เรือน และนาฬิกาข้อมือรุ่น Calatrava และ Golden Ellipse อีก 32 เรือน) ยังคงสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านศิลปหัตถศิลป์ชั้นสูงอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การลงยาแบบกร็องเฟอว์ คลัวซอนเน (Grand Feu cloisonné enamel), การวาดภาพขนาดเล็กบนพื้นอีนาเมล (miniature painting on enamel), การลงยาแบบกริสายล์บนพื้นขาวลิมอฌ (grisaille enamel sur blanc de Limoges), การลงยาแบบกริสายล์ (grisaille enamel), การลงยาแบบฟลิ๊งเก (flinqué enamel), การลงยาแบบปายยอนเน (paillonné enamel), การลงยาแบบโฟเร (Fauré enamel), งานแกะสลักด้วยมือ การตกแต่งกิโยเช่ที่ทำด้วยมือ รวมถึงการฝังอัญมณี ซึ่งล้วนได้รับการยกระดับสู่มาตรฐานความเป็นเลิศที่สูงยิ่งขึ้น Patek Philippe ยังนำเสนอเทคนิคบางประการที่ถือเป็นนวัตกรรมหรือค่อนข้างใหม่ในโลกแห่งเรือนเวลา อาทิ Longwy enamel บนฟาแย็งซ์ (faience) หรือ งานไมโครมาร์เกตรีบนไม้ (wood micromarquetry) นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่เรียกว่า “mixed techniques” เพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งเป็นการผสานเทคนิคศิลป์หลายแขนงเข้าด้วยกัน เช่น การรวมเทคนิค Cloisonné enamel (ลงยาแบบคลัวซอนเน หรือ ลงยาฝังลวดทองคำกั้นลาย) กับ Paillonné enamel (ลงยาแบบปายยอนเน / ลงยาฝังแผ่นทองตกแต่ง), การผสานการวาดภาพขนาดเล็กบนพื้นอีนาเมล (miniature painting on enamel) กับงานแกะสลักด้วยมือ, หรือการรวม งานลงยากับไม้ไมโครมาร์เกตรี ไว้ในเรือนเวลาเดียวกันอย่างงดงาม

ในด้านธีม คอลเลคชั่น “Rare Handcrafts 2026” ยังคงอุดมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ด้วยแรงบันดาลใจจากหัวข้อที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งวัฒนธรรมและภูมิทัศน์จากทุกทวีปทั่วโลก เรือนเวลาทั้ง 65 ชิ้น ซึ่งโดดเด่นด้วยการตกแต่งที่แปลกใหม่และน่าทึ่งยิ่งขึ้นในทุกปี ถูกนำเสนออย่างงดงามภายในพื้นที่จัดแสดงที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษอย่างสง่างาม แบ่งออกเป็นสามโซน ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 200 ตารางเมตร ณ Patek Philippe Salons ในนครเจนีวา

เรือนเวลาประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า จัดแสดง ณ บริเวณทางเข้าอาคาร
ผู้เข้าชมจะได้รับการต้อนรับสู่พื้นที่ส่วนกลางด้วยแอนิเมชันที่นำเสนอเรือนเวลาพกพาอันน่าทึ่งจากปี 1958 ซึ่งเก็บรักษาอยู่ใน
Patek Philippe Museum โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนิทานอีสปชื่อดัง “The Crow and the Fox” ของ Jean de La Fontaine โดย Patek Philippe ได้นำเสนอการตีความใหม่ของเรือนเวลาชิ้นนี้ผ่านนาฬิกาข้อมือแบบออโตมาตอนเรือนแรกในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย Reference 5249R-001 สามารถแสดงชั่วโมงและนาทีตามความต้องการ เรือนเวลาชิ้นนี้เผยให้เห็นแรงบันดาลใจดุจดังนิทาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการผสานอย่างประณีตระหว่างกลไกซับซ้อนทางนาฬิกาและหัตถศิลป์ชั้นสูง Rare Handcrafts ได้อย่างงดงาม



ผลงานชิ้นเอกสองชิ้นทำหน้าที่เชื่อมต่อไปสู่สองพื้นที่หลักของการจัดแสดง โดยชิ้นแรกคือผลงานศิลปหัตถศิลป์ชั้นสูงที่นำเข้าสู่โซนซึ่งอุทิศให้แก่ความงดงามของธรรมชาติ นาฬิกาตั้งโต๊ะแบบโดมรุ่น Ref. 22000M-001 Macaws สร้างสรรค์ด้วยเทคนิค
Grand Feu cloisonné enamel และเสริมรายละเอียดด้วย miniature painting on enamel ถ่ายทอดภาพการร่ายรำอันมีชีวิตชีวาของฝูงนกมาคอว์ท่ามกลางผืนป่าลึกแห่ง Amazon Rainforest ผ่านสีสันสดใสที่ยิ่งโดดเด่นขึ้นด้วยการฝังอัญมณี ความงดงามแบบเอ็กโซติกนี้ถูกขับเน้นด้วยการใช้ความตัดกันของสีสัน รวมถึงประกายระยิบระยับของอัญมณีล้ำค่าและงานลงยาสีหลากเฉด ซึ่งถูกผสานเข้าด้วยกันเพื่อประดับนาฬิกาตั้งโต๊ะแบบโดมฝังอัญมณีเรือนแรกที่ผลิตโดย Patek Philippe วงแสดงชั่วโมงถูกส่องประกายด้วยเพชรจำนวน 1,140 เม็ดที่ฝังด้วยเทคนิค snow-setting และตกแต่งด้วยหลักชั่วโมงแบบ baguette-cut จำนวน 24 หลักอย่างประณีต



ทางเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงโซนที่สาม ซึ่งกล่าวถึงประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของโลก ถูกเน้นด้วยเรือนเวลาที่งดงามเป็นพิเศษ ซึ่งเกิดจากการผสานเทคนิคศิลปหัตถศิลป์ชั้นสูงหลายแขนง ได้แก่ นาฬิกาพก Ref. 992/198J-001 Flamenco ที่สร้างสรรค์ด้วย cloisonné และ flinqué enamel ร่วมกับ miniature painting, plique-à-jour enamel (เอฟเฟกต์คล้ายกระจกสี) และงานแกะสลักด้วยมือ ด้านหลังตัวเรือนประดับลวดลาย sunburst ด้วยเทคนิคกิโยเช่ที่ทำด้วยมือ ขณะที่งาน Grand Feu cloisonné enamel ถ่ายทอดการเคลื่อนไหวอันงดงามของนักเต้นฟลาเมงโกได้อย่างมีชีวิตชีวา โดยช่างลงยาได้แสดงถึงความเชี่ยวชาญระดับสูงผ่านพัดที่นักเต้นถืออยู่ ซึ่งได้รับการตกแต่งด้วยการลงสีแบบ miniature painting ถึงห้าเฉดสีที่เปล่งประกายอย่างโดดเด่น สะท้อนความประณีตของงานฝีมือจาก Patek Philippe ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การรังสรรค์ที่ยกระดับความงดงามของธรรมชาติให้เปล่งประกายอย่างวิจิตรตระการตา
ซาลอนที่มองเห็นวิวทะเลสาบแห่งนี้รวบรวมผลงานซึ่งเฉลิมฉลองความงดงามของธรรมชาติ ทั้งพืชพรรณ สัตว์ป่า และภูมิทัศน์หลากหลายรูปแบบ (ภูเขาไฟ ก้นทะเล แผนที่โลก ป่าฝน และสวนพฤกษศาสตร์) ผ่านการตกแต่งที่ประณีต ผลงานสามชิ้นที่ถ่ายทอดภาพสัตว์ผ่านเทคนิค wood micro marquetry แสดงให้เห็นถึงความวิจิตรของงานหัตถศิลป์ชั้นสูง นาฬิกาข้อมือ Golden Ellipse Ref. 5738/50G-047 (Northern pintail) มาพร้อมหน้าปัดลายไม้ประกอบ (wood marquetry) ที่ถ่ายทอดภาพเป็ดอย่างมีชีวิตชีวา แสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออของช่างฝีมือผู้ถ่ายทอดลวดลายขนนก แววตาอันเฉียบคม และท่วงท่าที่สง่างามของนกได้อย่างแม่นยำ ความสำเร็จนี้เกิดจากการประกอบชิ้นไม้วีเนียร์จำนวน 161 ชิ้น พร้อมอินเลย์ขนาดเล็กอีก 25 ชิ้น จากไม้ถึง 45 ชนิด


นาฬิกาพก Ref. 995/141G-001 (Great white shark) นำเสนอแนวทางใหม่ของการผสานเทคนิคหลากหลาย (mixed techniques) โดยช่างมาร์เกตรีประกอบไม้จาก 18 ชนิด เพื่อถ่ายทอดภาพนักล่าแห่งมหาสมุทร ก่อนจะผสานเข้ากับฉากหลังอีนาเมลที่ใช้สีถึง 16 เฉด รวมถึง 7 สีที่วาดด้วยเทคนิคภาพเขียนขนาดเล็ก (miniature painting)



ส่วนนาฬิกาพก Ref. 995/150G-001 (Puma) ถ่ายทอดภาพเสือพูม่าที่กำลังเตรียมพุ่งโจมตีอย่างทรงพลัง โดยช่างมาร์เกตรีได้ประกอบชิ้นไม้วีเนียร์ขนาดเล็กรวมทั้งสิ้น 276 ชิ้น พร้อมอินเลย์ที่เล็กยิ่งกว่าอีก 80 ชิ้น จากไม้ถึง 35 ชนิดที่มีสีสัน พื้นผิว และลวดลายเสี้ยนไม้แตกต่างกัน เพื่อสร้างภาพของสัตว์นักล่าขนาดใหญ่นี้ให้มีชีวิตชีวาอย่างน่าทึ่ง



เทคนิคการฝังอัญมณี (gemsetting) ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างโดดเด่นผ่านนาฬิกาข้อมือ Calatrava Ref. 5077/211R-001 (Green-winged macaw) ซึ่งถ่ายทอดภาพนกแก้วจากอเมริกาใต้ที่ถูกลงยาสีอย่างประณีตบนหน้าปัด



ขณะที่นาฬิกาข้อมือ Ref. 5077/357G-001 (Blue butterfly) รังสรรค์ฉากการพบกันระหว่างดอกบลูป็อปปี้และผีเสื้อโมนาร์ก โดยรายละเอียดเล็กถูกถ่ายทอดผ่านเทคนิค Grand Feu cloisonné enamel

นาฬิกาทั้งสองเรือนยังเปล่งประกายด้วยการประดับอัญมณีล้ำค่าหลากชนิดอย่างวิจิตร ซึ่งถูกจัดวางแบบไล่เฉดสี (gradient) เพื่อสะท้อนและขับเน้นโทนสีอันงดงามของหน้าปัดอีนาเมลให้ยิ่งโดดเด่น



ผลงานชิ้นเอกที่แสดงความสามารถแห่งการแกะสลักด้วยมือปรากฏอยู่ในนาฬิกาข้อมือ Calatrava Minute Repeater และ World Time Ref. 5531G-001 (Planisphere) ซึ่งมาพร้อมหน้าปัดอันงดงามที่ถ่ายทอดภาพแผนที่โลกอย่างวิจิตร

ช่างแกะสลักได้สลักลวดลายพื้นผิวของมหาสมุทรด้วยมืออย่างประณีต ก่อนจะเคลือบทับด้วยอีนาเมลสีน้ำเงินโปร่งแสง โดยใช้เทคนิคดั้งเดิมของ champlevé enameling เพื่อสร้างมิติและความลึกให้กับท้องทะเลบนหน้าปัดอย่างน่าทึ่ง

ในบรรดาศิลปหัตถศิลป์ชั้นสูง (Rare Handcrafts) ที่ได้รับการเฉลิมฉลองในนิทรรศการครั้งนี้ ศิลปะการลงยา (enameling) และการวาดภาพขนาดเล็กบนอีนาเมล (miniature painting on enamel) นับว่าโดดเด่นเป็นพิเศษ


นาฬิกาข้อมือ Golden Ellipse Ref. 5738/50G-044 (Fuego volcano) มาพร้อมหน้าปัดที่รังสรรค์ด้วยเทคนิค Grand Feu cloisonné และ paillonné enamel เสริมด้วยการวาดภาพขนาดเล็กบนอีนาเมล ถ่ายทอดภาพการปะทุของภูเขาไฟฟูเอโกในประเทศกัวเตมาลาได้อย่างมีชีวิตชีวา พร้อมรายละเอียดอันวิจิตรแทบไร้ที่สิ้นสุด



ส่วนนาฬิกาตั้งโต๊ะแบบโดม Ref. 20202M-001 (Magma) ถ่ายทอดภาพลาวาที่กำลังไหลทะลักออกมา ช่างลงยาได้ถ่ายทอดรอยแยกของผืนดินซึ่งเป็นจุดกำเนิดของแมกมาผ่านช่องแบ่ง (cloisons) จำนวนมากที่ทำจากเส้นลวดทองคำ ก่อนจะเติมเต็มด้วยอีนาเมลทั้งแบบโปร่งแสงและสีสันต่าง ๆ แผ่นเงิน (silver leaf) ที่ฝังอยู่ใต้ชั้นอีนาเมลโปร่งแสงตามเทคนิค paillonné enameling ช่วยเพิ่มประกายแสงให้กับฉากอันดุจโลกแห่งนรกนี้อย่างน่าตื่นตา ทั้งนี้ แผ่นอีนาเมลแต่ละชิ้นต้องผ่านกระบวนการเผาในเตาอุณหภูมิสูงเกือบ 770°C ถึงประมาณ 15 ครั้ง จึงจะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ



นาฬิกาพก Ref. 995/146J-001 (Toile de Jouy) ได้รับแรงบันดาลใจจากผ้าฝ้ายลวดลาย Toile de Jouy ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ภาพเสือท่ามกลางป่าร้อนชื้นถูกถ่ายทอดด้วยเทคนิคการวาดภาพขนาดเล็กบนอีนาเมล ในโทนสีม่วงอมฟ้าบนพื้นหลังสีขาว ก่อนจะเคลือบทับด้วยชั้นอีนาเมลโปร่งแสงที่เรียกว่า flux หรือ fondant ตามเทคนิคเจนีวา (Geneva technique) ที่มีชื่อเดียวกัน และปิดท้ายด้วยการขัดเงาอย่างประณีตเพื่อให้ได้ประกายเงางามสมบูรณ์แบบ



ส่วนนาฬิกาพกที่รังสรรค์ด้วยเทคนิค flinqué และ paillonné enamel Ref. 992/173J-001 (Dandelion) ถ่ายทอดความละมุนบางเบาของเมล็ดดอกแดนดิไลออนที่มีปุยขนนุ่ม ก่อนจะปลิวไปตามสายลม ฝาหลังของตัวเรือนประดับด้วยลวดลาย guilloché ที่แกะสลักด้วยมือในลายแสงอาทิตย์ (sunburst motif) ก่อนจะตกแต่งเพิ่มเติมด้วยการวาดภาพขนาดเล็กบนอีนาเมล พร้อมฝังเกล็ดทองขนาดเล็กที่เรียกว่า paillons เพื่อเพิ่มประกายแสงให้กับชิ้นงาน

นาฬิกาตั้งโต๊ะแบบโดมที่โดดเด่นอีกสามเรือนยังร่วมสดุดีศิลปะดั้งเดิมแห่งการลงยา (enameling) ได้อย่างงดงาม
Ref. 20217M-001 (Jungle by night) ถ่ายทอดภาพพรรณไม้เขียวชอุ่มของผืนป่าในยามค่ำคืน ขณะที่ Ref. 20218M-001 (Jungle by day) นำเสนอฉากเดียวกันท่ามกลางแสงในช่วงเวลากลางวัน นาฬิกาทั้งสองเรือนแสดงให้เห็นถึงความงดงามของเทคนิคอันหายากอย่าง Longwy enamel บนเครื่องปั้นดินเผา (faience) ซึ่งเริ่มจากการวาดลวดลายด้วยเส้นขอบสีดำหรือ cerne บนพื้นผิวบิสก์ (bisque) ของฟายอองซ์ ก่อนจะเติมเต็มพื้นที่ภายในด้วยอีนาเมลหลากสีสัน



ส่วน Ref. 20209M-001 (Medusas) ถ่ายทอดภาพการร่ายรำอันน่าตื่นตาของแมงกะพรุนท่ามกลางความมืดของท้องทะเลลึก ผ่านเทคนิค grisaille enamel au blanc de Limoges โดยช่างลงยาใช้พู่กันขนาดเล็กและเข็มวาดด้วยผง blanc de Limoges ลงบนพื้นอีนาเมลสีน้ำเงินโปร่งแสง เพื่อสร้างเฉดสีแบบโมโนโครมอันละเอียดอ่อน ถ่ายทอดแสงสลัวในส่วนลึกของมหาสมุทร พร้อมเผยให้เห็นความพลิ้วไหวและความละเอียดของหนวดแมงกะพรุนได้อย่างงดงาม



นาฬิกาพก Ref. 999/100G-001 (Pearls) แสดงให้เห็นการผสานเทคนิค Rare Handcrafts หลายแขนงเข้าด้วยกันอย่างวิจิตร ฝาหลังทั้งสองด้าน รวมถึงขอบตัวเรือน (caseband) ได้รับการแกะสลักด้วยมือก่อนจะตกแต่งด้วยการลงยาแบบ cloisonné และ champlevé เพื่อสร้างพื้นผิวและมิติของแสงที่งดงาม จากนั้นจึงประดับเพิ่มเติมด้วยอัญมณีที่จัดเรียงแบบไล่เฉดสี ประกอบด้วยแซฟไฟร์ เพชร และไข่มุก ขณะที่หน้าปัดตกแต่งด้วยลวดลาย guilloché ที่ทำด้วยมือ ก่อนจะผ่านการแกะสลักเพิ่มเติมด้วยมืออีกครั้ง และปิดท้ายด้วยการเคลือบอีนาเมลแบบ translucid blue flinqué เพื่อมอบประกายลึกซึ้งและความงดงามอันประณีตให้กับเรือนเวลา



การเดินทางข้ามผ่านเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์และตำนานจากทั่วโลก
ซาลอนซึ่งหันหน้าไปทาง rue du Rhône ถ่ายทอดเรื่องราวของเหตุการณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญจากสกอตแลนด์ จีน เม็กซิโก และสเปน โดยเฉพาะผ่านนาฬิกาพก “Flamenco” ที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ศิลปะการแกะสลักด้วยมือโดดเด่นเป็นพิเศษในนาฬิกาข้อมือ Calatrava Ref. 5177J-001 (Matador) ซึ่งถ่ายทอดลวดลายปักสีทองและสีดำอันวิจิตรของชุด “traje de luces” หรือ “ชุดแห่งแสง” ของมาทาดอร์ได้อย่างงดงาม ช่างฝีมือได้รังสรรค์หน้าปัดด้วยงานแกะสลักอย่างประณีต สร้างมิติของพื้นผิวที่นุ่มนวลควบคู่กับประกายเงางามอันละเอียดอ่อน



นาฬิกาข้อมือสามเรือนถัดมาถ่ายทอดความงดงามของงาน guilloché ได้อย่างวิจิตร
นาฬิกา Golden Ellipse Ref. 5738/50J-012 (On the rock) มาพร้อมหน้าปัดอีนาเมลแบบ cloisonné และกระจกแซฟไฟร์ที่แกะสลักด้วยมือ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากวิสกี้สก็อตช์ โดยช่างฝีมือได้สร้างภาพเสมือนจริงของแก้ว ด้วยลวดลายคลื่นแนวนอนและเฉดสีอำพันอันนุ่มลึกของเครื่องดื่ม



อีกเรือนคือ Golden Ellipse Ref. 5738/50R-022 (Beige tartan) ซึ่งมาพร้อมหน้าปัดอีนาเมลแบบ cloisonné และ flinqué ได้แรงบันดาลใจจากผ้าทาร์ทัน ผ้าขนสัตว์อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเคลติก หน้าปัดถูกตกแต่งด้วยลาย guilloché อย่างประณีต ประกอบด้วยลวดลายสองรูปแบบที่จัดวางในสี่ทิศทาง



ขณะที่ Calatrava Ref. 5177R-001 (La Catrina) ตัวเรือนทองคำโรสโกลด์ ได้แรงบันดาลใจจากเทศกาล Day of the Dead ของประเทศแม็กซิโก มาพร้อมหน้าปัดอีนาเมลแบบ cloisonné และ flinqué และขอบตัวเรือนประดับลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ Clous de Paris



ในส่วนของประเทศจีน นิทรรศการนำเสนอความโดดเด่นผ่านนาฬิกา Golden Ellipse สามเรือน ซึ่งถ่ายทอดภาพวาดขนาดเล็กบนอีนาเมลและงานแกะสลักด้วยมืออย่างวิจิตร ได้แก่ Ref. 5738/50J-014 (Chinese festival), 5738/50J-015 (Festivities by the river) และ 5738/50J-016 (Boats in the port) ทั้งสามเรือนถ่ายทอดภาพจากจิตรกรรมจีนชื่อดังที่บรรยายเทศกาลริมแม่น้ำอย่างละเอียด

ลวดลายทั้งหมดถูกแกะสลักเป็นคลื่นน้ำขนาดเล็ก ก่อนจะลงสีด้วยอีนาเมลถึง 8 เฉดสี เพื่อถ่ายทอดแต่ละฉากจากภาพต้นฉบับได้อย่างแม่นยำและเปี่ยมชีวิตชีวา

ประเทศสเปนยังได้รับการนำเสนอในนิทรรศการครั้งนี้ผ่านนาฬิกาตั้งโต๊ะแบบโดมสองเรือนอันวิจิตร ซึ่งถ่ายทอดความหลากหลายของเทคนิคการลงยา โดยเฉพาะ Grand Feu cloisonné enamel และ การวาดภาพขนาดเล็กบนอีนาเมล (miniature painting on enamel)



นาฬิกา Ref. 20196M-001 (Andalusia) ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ของเมืองเซบียา กาดิซ และกรานาดา ความโดดเด่นของช่างลงยาอยู่ที่ภาพขนาดเล็กอันละเอียดประณีต ถ่ายทอดเมืองเหล่านี้ผ่านสีอีนาเมลถึง 20 เฉดสีอย่างมีมิติและความลึก



ส่วน Ref. 20199M-001 (The House of the Dragon) เฉลิมฉลองผลงานสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่สุดของเกาดีในบาร์เซโลนา โดยหลังคากระเบื้องที่เรียงตัวคล้ายเกล็ดมังกรเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ เพื่อถ่ายทอดความซับซ้อนของงานสถาปัตยกรรมนี้ ช่างลงยาได้ใช้ลวดทองคำยาวกว่า 16 เมตร อีนาเมลถึง 154 เฉดสี และสีสำหรับภาพขนาดเล็กอีก 17 สี



ขณะที่นาฬิกาตั้งโต๊ะโดม Ref. 20204M-001 (Stellisee) พาผู้ชมย้อนสู่แคว้นเซอร์แมตต์ ถ่ายทอดทิวทัศน์ทะเลสาบบนภูเขาอันงดงาม ช่างลงยาสามารถเก็บรายละเอียดของผืนน้ำ ความหลากหลายของสัตว์ป่า และยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์นอันเป็นสัญลักษณ์ ผ่านการใช้สีอีนาเมลถึง 30 เฉดสี เพื่อรังสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นเอกที่เปี่ยมด้วยมิติและความละเมียดละไม

นาฬิกาข้อมือ Calatrava สองเรือนถ่ายทอดความงดงามของเทคนิค Rare Handcrafts ได้อย่างมีเอกลักษณ์ ผ่านหน้าปัดที่รังสรรค์ด้วยอีนาเมลแบบ champlevé และงานแกะสลักด้วยมืออย่างประณีต



ทั้งสองเรือนตกแต่งหน้าปัดด้วยตัวอักษร “Patek Philippe Genève” ในรูปแบบตัวพิมพ์เชิงศิลป์ (stylized typography) ได้แก่ Ref. 5077/100R-068 (Pink typography) ตัวเรือนโรสโกลด์ประดับเพชร 141 เม็ด และ Ref. 5177G-056 (Blue typography) ตัวเรือนทองคำขาว พร้อมขอบตัวเรือนประดับลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ Clous de Paris



ส่วนนาฬิกาพก Ref. 995/153J-001 (Targe) ได้แรงบันดาลใจจาก “targe” หรือโล่ยุคกลางที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของชาวสก็อตไฮแลนด์ ด้านหลังตัวเรือนถูกแกะสลักด้วยมือเพื่อสร้างภาพลวงตาของพื้นผิวหนัง ก่อนจะลงยาอย่างประณีตด้วยการไล่เฉดสีอันลุ่มลึก ความพิเศษยิ่งขึ้นอยู่ที่การใช้ paillonné enameling โดยฝังแผ่นทองคำขนาดจิ๋ว (gold spangles หรือ paillons) จำนวนถึง 680 ชิ้น เพื่อสร้างเอฟเฟกต์เสมือนหมุดทองเหลืองบนโล่ สะท้อนความวิจิตรและความชำนาญระดับสูงสุดของงานหัตถศิลป์

การสาธิตฝีมือโดยเหล่าช่างหัตถศิลป์
นิทรรศการที่ Patek Philippe Salons ยังเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้ชมการทำงานของช่างฝีมือในระหว่างการสร้างสรรค์ผลงานจริง โดยนำเสนอเทคนิคบางแขนง เช่น การแกะสลักด้วยมือ การลงยา การทำมาร์เกอรี (marquetry) และการทำกิโยเช่ด้วยมือ (hand-executed guilloché) นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอภาพวิดีโอและเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับงานศิลป์หายากหลายแขนง เพื่อช่วยถ่ายทอดความละเอียดอ่อนและความประณีตของทักษะเหล่านี้ให้เห็นอย่างชัดเจน

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
นิทรรศการ “Rare Handcrafts 2026” จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน ถึง 9 พฤษภาคม 2026 ณ Patek Philippe Salons กรุงเจนีวา เลขที่ 41 rue du Rhône เปิดให้เข้าชมทุกวัน (ยกเว้นวันอาทิตย์) ตั้งแต่เวลา 11.00–18.00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 17.00 น.) ผู้เข้าชมสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าทางออนไลน์ได้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2026 ผ่านเว็บไซต์ patek.com ที่ลิงก์ https://www.patek.com/rhc2026

ศิลปะการแกะสลักด้วยมือ
ศิลปะการตกแต่งที่เก่าแก่ที่สุดแขนงหนึ่งซึ่งใช้ในการประดับนาฬิกา คือ การแกะสลักด้วยมือ และเทคนิคหลากหลายรูปแบบของงานแกะสลัก (เช่น การแกะสลักเส้น, การแกะสลักนูนต่ำ เป็นต้น) ซึ่งถูกนำมาใช้ประดับทั้งฝาหลังตัวเรือน หน้าปัด เข็มนาฬิกา ขอบตัวเรือน และห่วงตัวเรือน (bow) อย่างวิจิตร

งานลงยาที่ใช้เส้นลวดทองกั้นลาย แล้วเผาด้วยไฟอุณหภูมิสูง
เทคนิคนี้ซึ่งใช้มาอย่างยาวนานในงานนาฬิกาชั้นสูง สามารถสร้างลวดลายที่มีสีสันสดใส เปล่งประกาย และคงทนได้อย่างงดงามช่างฝีมือจะขึ้นรูปเส้นขอบของลวดลายด้วยลวดทองเส้นบาง จากนั้นจึงเติม “ช่อง” หรือ “เซลล์” ที่เกิดขึ้น (cloisons) ด้วยอีนาเมลหลากหลายลักษณะ ทั้งแบบโปร่งแสง ทึบแสง กึ่งโปร่งแสง หรือแบบเหลือบมุก (opalescent) เพื่อสร้างมิติและความลึกของสีสันอย่างวิจิตร

การวาดภาพขนาดเล็กบนพื้นอีนาเมล
เทคนิคพิเศษของเจนีวาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 นี้ คือการสร้างภาพขนาดเล็กด้วยฝีแปรงอันละเอียดอ่อน โดยใช้พู่กันขนาดเล็กและผงอีนาเมลผสมกับน้ำมันลาเวนเดอร์ วาดลงบนพื้นอีนาเมลสีขาวเป็นชั้นฐาน

การลงยาที่มีการฝังเกล็ดทองให้แวววาว
เทคนิคดั้งเดิมนี้คือการ ฝังแผ่นทองหรือเงินขนาดเล็ก (paillons) ที่ถูกตัดหรือเจาะเป็นชิ้นจิ๋ว ลงในอีนาเมลโปร่งแสง เพื่อให้แผ่นโลหะยังคงมองเห็นได้ และช่วยเพิ่มประกายแสงให้กับลวดลายดูสว่างและงดงามยิ่งขึ้น

งานแกะลายละเอียดบนโลหะ แล้วเคลือบอีนาเมลให้เกิดประกายลึก
งาน guilloché ที่ทำด้วยมือ คือการใช้เครื่องจักรแบบดั้งเดิมที่ควบคุมด้วยมือในการแกะสลักลวดลายเรขาคณิตละเอียดลงบนพื้นผิวโลหะ ทำให้เกิดมิติที่แสงดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนผิววัสดุ เมื่อพื้นผิวที่มีลวดลายเงางามนี้ถูกเคลือบทับด้วยอีนาเมลโปร่งแสง เทคนิคนี้จะเรียกว่า flinqué enamel ซึ่งช่วยขับให้ลวดลายด้านล่างดูมีความลึกและเปล่งประกายยิ่งขึ้น

งานลงยาขาว-เทาแบบวาดละเอียดบนพื้นอีนาเมล
เทคนิคที่มีต้นกำเนิดจากฝรั่งเศสนี้ ใช้อีนาเมลสีขาวที่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซึ่งเรียกว่า “blanc de Limoges” โดยช่างฝีมือจะใช้พู่กันขนาดเล็กและเข็มในการแต่งแต้มและขึ้นรูปลงบนพื้นอีนาเมลสีเข้ม เพื่อสร้างภาพแบบขาว-เทาที่มีความประณีตและมีมิติอย่างเชี่ยวชาญ

การลงสีอีนาเมลบนเซรามิก แล้ววาดเส้นขอบและเติมสีให้เป็นลาย
เทคนิคนี้ซึ่งเมืองลองวี (Longwy) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสมีชื่อเสียง ช่างลงยาจะเริ่มจากการวาดเส้นขอบสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ หรือที่เรียกว่า “cerne” เพื่อกำหนดรูปแบบของลวดลาย จากนั้นจึงใช้พู่กันเติมสีลงในช่องต่าง ๆ จนเต็ม พร้อมสร้างมิติแบบนูนเล็กน้อยให้กับพื้นผิว ทำให้ลวดลายดูมีชีวิตและมีความลึกมากขึ้น

การลงยาที่สร้างลวดลายนูนมีมิติ
เทคนิคนี้ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองลิมอฌ (Limoges) ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 คือการนำผงอีนาเมลที่บดละเอียดมากมาผสมกับกาวพิเศษ จากนั้นช่างฝีมือจะปาดและขึ้นรูปด้วยเกรียง (spatula) เป็นชั้นหนาแน่น เพื่อสร้างลวดลายที่นูนและมีมิติเด่นชัดบนพื้นผิวงาน

การนำไม้ชิ้นเล็กมาก ๆ มาต่อกันเป็นภาพ
เทคนิคอันซับซ้อนอย่างยิ่งนี้ ซึ่ง Patek Philippe ได้นำมาใช้ในการตกแต่งหน้าปัดและฝาหลังตัวเรือน คือการสร้างภาพขนาดเล็กที่ประกอบขึ้นจากชิ้นไม้วีเนียร์ขนาดเล็กจำนวนหลายร้อยชิ้น ชิ้นไม้แต่ละชิ้นถูกตัดและขึ้นรูปอย่างประณีต โดยใช้ไม้หลากหลายชนิด สีสัน และลวดลายเสี้ยนไม้ที่แตกต่างกัน ก่อนจะนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นภาพเดียวอย่างวิจิตรและแม่นยำสูงสุด

งานประดับด้วยอัญมณี
การฝังอัญมณี ไม่ว่าจะเป็นเพชรหรือหินมีค่าและกึ่งมีค่า เช่น โทแพซ ช่วยเพิ่มประกายอันน่าหลงใหลให้กับขอบตัวเรือนของนาฬิกาข้อมือ Calatrava ส่วนแท่นวางนาฬิกาพกที่ทำจากทองคำ 18K ซึ่งผลิตและตกแต่งด้วยมือทั้งหมด ยังได้รับการประดับอัญมณีหลากหลายชนิดในโทนสีอ่อนละมุนและสง่างาม เพื่อเสริมความหรูหราอย่างประณีต

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้