Last updated: 23 ก.ค. 2569 | 28 จำนวนผู้เข้าชม |
จุดสำคัญ
1. การแสดงผลข้อมูลทางดาราศาสตร์ 5 รายการที่เชื่อมโยงถึงกัน ผ่านการนำเสนอโลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ในรูปแบบระบบโลกเป็นศูนย์กลาง (Geocentric) ที่อ่านค่าได้อย่างเข้าใจง่าย
2. การแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมความเที่ยงตรงสูง แม่นยำต่อเนื่องนานถึง 40.3 ปี
3. ฟังก์ชัน Worldtimer พร้อมกลไกการตั้งเวลาที่จดสิทธิบัตรโดย Ulysse Nardin
4. ตัวเรือนของคอลเลกชั่น Blast ผลิตจากโรสโกลด์ (Rose Gold Blast) พร้อมลูกโลกสามมิติที่ลอยเด่นอยู่ใต้กระจกแซฟไฟร์ทรง Box
5. ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือน
ที่ Ulysse Nardin เราคิดต่าง และเชื่อว่าความก้าวหน้าเกิดขึ้นได้เมื่อเรากล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งที่เป็นไปได้ นับตั้งแต่ปี 1846 แบรนด์ได้ขับเคลื่อนศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการบุกเบิกเทคโนโลยีใหม่และงานฝีมืออันไร้เทียมทาน
การแสดงผลข้อมูลทางดาราศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของมรดกด้านการประดิษฐ์นาฬิกาของ Ulysse Nardin มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่นาฬิกาแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมในศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงนาฬิกาปฏิทินที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์และการเดินเรือ อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งนาฬิกาดาราศาสตร์เกิดขึ้นในปี 1983 หลังจากที่ Rolf Schnyder (โรล์ฟ ชไนเดอร์) นักธุรกิจผู้เข้าซื้อกิจการของโรงงานผลิตนาฬิกาแห่งนี้ ได้วางวิสัยทัศน์อันกล้าหาญในการผลักดันนวัตกรรมให้ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม
ในปีเดียวกันนั้น เขาได้พบกับ Dr. Ludwig Oechslin (ดร. ลุดวิก เอิคส์ลิน) นักประดิษฐ์นาฬิกา นักดาราศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ผู้เปี่ยมอัจฉริยะ ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการนาฬิกาสมัยใหม่

ระหว่างการเยี่ยมชม Jörg Spöring (เยิร์ก ชเพอริง) ช่างทำนาฬิการะดับปรมาจารย์ ณ เมืองลูเซิร์น Rolf Schnyder ได้พบกับนาฬิกาดาราศาสตร์อันน่าทึ่งที่ Dr. Ludwig Oechslin ในวัยหนุ่มเป็นผู้สร้างขึ้น ความซับซ้อนของกลไกและความอัจฉริยะของผู้ออกแบบทำให้เขาประทับใจอย่างยิ่ง จึงท้าทายให้ Oechslin สร้างเครื่องมือทางดาราศาสตร์ที่สามารถสวมใส่บนข้อมือได้ โครงการนี้ผลักดันขีดจำกัดของสิ่งที่สามารถทำได้ภายในพื้นที่อันจำกัดของนาฬิกาข้อมือ และเพียงสองปีต่อมา Oechslin ก็เผยคำตอบของเขาออกมาในรูปแบบของ Astrolabium Galileo Galilei
เปิดตัวในปี 1985 และได้รับการบันทึกโดย Guinness World Records ว่าเป็นนาฬิกาข้อมือดาราศาสตร์เรือนแรกของโลก ก่อนจะตามมาด้วย Planetarium Copernicus และ Tellurium Johannes Kepler ซึ่งทั้งสามรุ่นได้รับการยกย่องในนาม Trilogy of Time อันเลื่องชื่อ ผลงานเหล่านี้ได้สถาปนาให้ Ulysse Nardin เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกนาฬิกาดาราศาสตร์อย่างแท้จริง พร้อมแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นของ Oechslin ในการถ่ายทอดการคำนวณทางดาราศาสตร์อันซับซ้อนให้กลายเป็นการแสดงผลที่เข้าใจได้อย่างน่าทึ่งและใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ
17 ปีหลังจาก Trilogy of Time ถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ Ulysse Nardin ได้เปิดตัว Moonstruck รุ่นแรก ในปี 2009 นาฬิกาดาราศาสตร์เรือนใหม่ที่รังสรรค์ขึ้นโดย Dr. Ludwig Oechslin และถ่ายทอดเอกลักษณ์แห่งวิสัยทัศน์ด้านดาราศาสตร์ของเขาไว้อย่างชัดเจน หาก Trilogy of Time นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ ผ่านหนึ่งในนาฬิกาข้อมือดาราศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา Moonstruck กลับนำเสนอวิธีการใหม่ในการถ่ายทอดกลไกการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุ โดยรวบรวมโลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ไว้ในการแสดงผลเดียวที่อ่านค่าได้อย่างเข้าใจง่าย
วันนี้ Ulysse Nardin ยังคงสานต่อมรดกแห่งนวัตกรรมดังกล่าวด้วย Blast Moonstruck รุ่นใหม่ในตัวเรือนโรสโกลด์ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มาพร้อมกลไกดาราศาสตร์อันซับซ้อนที่สุดของโรงงานผลิตนาฬิกาแห่งนี้

ข้อมูลทางดาราศาสตร์ 5 รายการ
ถ่ายทอดผ่านการแสดงผลเดียวที่อ่านค่าได้อย่างเข้าใจง่าย
Blast Moonstruck ถ่ายทอดหนึ่งในปรัชญาสำคัญของ Ludwig Dr. Oechslin นั่นคือ ความซับซ้อนควรอยู่ภายในกลไก ไม่ใช่อยู่ในการอ่านเวลา ตลอดเส้นทางการทำงานของเขา Dr. Oechslin มุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลทางดาราศาสตร์อันซับซ้อนในรูปแบบที่เรียบง่ายและเข้าใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนการคำนวณการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุอันสลับซับซ้อนให้กลายเป็นการแสดงผลที่สามารถตีความได้เพียงแค่ชายตามอง
Moonstruck ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดดังกล่าว มาพร้อมการขับเคลื่อนของกลไกอัตโนมัติเครื่องอินเฮาส์ คาลิเบอร์ UN-106 โดย Blast Moonstruck ถ่ายทอดข้อมูลทางดาราศาสตร์ 5 รายการผ่านการแสดงผลเดียวที่เป็นหนึ่งเดียวและสอดประสานกันอย่างลงตัว
แทนที่จะนำเสนอฟังก์ชันแต่ละอย่างแยกออกจากกัน Blast Moonstruck ถ่ายทอดระบบดาราศาสตร์ที่เชื่อมโยงเป็นองค์รวม ซึ่งทุกฟังก์ชันสัมพันธ์กันโดยตรงผ่านตำแหน่งของโลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ โดยการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ วงโคจรของดวงจันทร์แบบเรียลไทม์ การแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม เดือนจันทรคติ และค่าสัมประสิทธิ์น้ำขึ้น-น้ำลง ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะกลไกซับซ้อนที่แยกจากกัน แต่เป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันภายในแบบจำลองทางดาราศาสตร์เดียวกัน ผลลัพธ์คือ นาฬิกาที่สามารถถ่ายทอดการคำนวณทางดาราศาสตร์อันซับซ้อนอย่างยิ่ง ให้กลายเป็นการแสดงผลที่เข้าใจได้ในพริบตา
แม้เบื้องหลังการแสดงผลจะอาศัยการคำนวณทางดาราศาสตร์ที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่ข้อมูลทั้งหมดกลับถูกนำเสนออย่างเป็นธรรมชาติและอ่านค่าได้อย่างง่ายดาย ผู้สวมใส่สามารถสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ พร้อมอ่านเวลาท้องถิ่นและเวลาทั่วโลกได้ในเวลาเดียวกัน
1. การแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมความเที่ยงตรงสูง (ปรับตั้งเพียงทุก 40.3 ปี)
2. การแสดงวันของเดือนจันทรคติ
3. การแสดงค่าสัมประสิทธิ์น้ำขึ้น-น้ำลง
4. ฟังก์ชัน Worldtimer
5. การแสดงตำแหน่งปรากฏของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในรูปแบบระบบโลกเป็นศูนย์กลาง
การทำงานของกลไก
การนำเสนอโลกในรูปแบบ Geocentric
Blast Moonstruck ถ่ายทอดข้อมูลทางดาราศาสตร์ผ่านการแสดงผลในรูปแบบระบบโลกเป็นศูนย์กลาง หรือ Geocentric โดยวางโลกไว้ ณ จุดศูนย์กลางของหน้าปัด และจำลองการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุหรือวัตถุที่อยู่บนท้องฟ้าหรือในอวกาศ ตามมุมมองที่ผู้สังเกตเห็นจากโลก หัวใจของการแสดงผลคือโลกสามมิติของซีกโลกเหนือ ซึ่งมองจากขั้วโลกเหนือ และสลักไว้บนด้านล่างของโครงสร้างกระจกแซฟไฟร์ทรงโดม โดยมีฟังก์ชันแสดงผลที่จัดวางอยู่โดยรอบ คอยติดตามตำแหน่งปรากฏของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์รอบโลกอย่างต่อเนื่อง ส่วนการแสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ติดตั้งอยู่บนแผ่นจาน Worldtimer แบบหมุนครบหนึ่งรอบทุก 24 ชั่วโมง ซึ่งแสดงเขตเวลาหลักทั้ง 24 เขตทั่วโลก ดวงอาทิตย์ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงตามธรรมชาติ ช่วยให้สามารถอ่านเวลาในทั้ง 24 เขตเวลาได้อย่างง่ายดาย พร้อมการแสดงผลกลางวันและกลางคืนแบบสองสีที่ช่วยแยกช่วงเวลากลางวันและกลางคืนทั่วโลกได้อย่างชัดเจน เมื่อทำงานร่วมกับวงแหวนชื่อเมืองแบบคงที่ ระบบนี้จึงสามารถแสดงเวลาทั่วโลกและการเคลื่อนที่ปรากฏของดวงอาทิตย์รอบโลกตลอดระยะเวลา 1 วันได้พร้อมกัน
การแสดงตำแหน่งของดวงจันทร์เคลื่อนที่ไปตามวงโคจรของตัวเองรอบโลก พร้อมแสดงทั้งข้างขึ้น-ข้างแรมและความคืบหน้าของเดือนจันทรคติ กลไกได้รับการออกแบบให้จำลองวัฏจักรของดวงจันทร์ด้วยความเที่ยงตรงสูง โดยการแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมจะคลาดเคลื่อนเพียง 1 วันในระยะเวลา 40.3 ปี
เพื่อสะท้อนแนวคิดของ Dr. Ludwig Oechslin ที่มุ่งแสวงหาความแม่นยำทางดาราศาสตร์อย่างไม่หยุดยั้ง Blast Moonstruck ยังถ่ายทอดหนึ่งในนวัตกรรมอันโดดเด่นที่สุดของเขา นั่นคือ ด้านสว่างของดวงจันทร์จะหันเข้าหาดวงอาทิตย์ตลอดเวลา เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ แทนที่จะใช้การแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมแบบดั้งเดิม นาฬิการุ่นนี้จำลองเรขาคณิตที่แท้จริงของระบบโลก–ดวงจันทร์–ดวงอาทิตย์ ทำให้การแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมมีทิศทางที่ถูกต้องอยู่เสมอ
ความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ยังเป็นพื้นฐานของการแสดง ค่าสัมประสิทธิ์น้ำขึ้น-น้ำลง (Tidal Coefficients) ซึ่งแสดงให้เห็นผลกระทบของกลไกการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุต่อมหาสมุทรของโลก ผ่านตำแหน่งสัมพัทธ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ผู้สวมใส่สามารถทราบช่วงเวลาที่เกิด น้ำเกิด (Spring Tide) และ น้ำตาย (Neap Tide) รวมถึงคาดการณ์ความรุนแรงของปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลงทั่วโลกได้ ฟังก์ชันนี้ยังสะท้อนถึงความผูกพันอันยาวนานของโรงงานผลิตนาฬิกาแห่งนี้กับโลกแห่งการเดินเรืออีกด้วย
ชุดกลไก: วิศวกรรมที่ออกแบบเพื่อความเที่ยงตรงเป็นเลิศ
Blast Moonstruck ขับเคลื่อนด้วย อินเฮาส์คาลิเบอร์ UN-106 กลไกจักรกลอัตโนมัติที่พัฒนาและผลิตโดย Ulysse Nardin ประกอบด้วยชิ้นส่วน 338 ชิ้น และทับทิม 42 เม็ด โดยผสานฟังก์ชัน Worldtimer และการแสดงข้อมูลทางดาราศาสตร์ไว้ภายในสถาปัตยกรรมกลไกเดียว

คาลิเบอร์ชุดนี้ติดตั้งทั้งระบบเอสเคปเมนต์ซิลิคอนและสปริงสายใยซิลิคอน เทคโนโลยีที่ Ulysse Nardin เป็นผู้บุกเบิกและนำมาใช้กับนาฬิกาสมัยใหม่เป็นครั้งแรกผ่าน Freak ในปี 2001 ด้วยคุณสมบัติน้ำหนักเบา ไม่ได้รับผลกระทบจากสนามแม่เหล็ก และทนทานต่อการสึกหรอ ซิลิคอนจึงช่วยลดความจำเป็นในการหล่อลื่นชิ้นส่วนสำคัญของกลไก พร้อมยกระดับทั้งความเที่ยงตรง ความทนทาน และความน่าเชื่อถือในการใช้งานระยะยาว ชิ้นส่วนซิลิคอนทั้งหมดผลิตขึ้นภายใน SIGATEC โรงงานผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตชิ้นส่วนซิลิคอนของ Ulysse Nardin โดยเฉพาะ แม้เวลาจะผ่านมากว่าสองทศวรรษนับตั้งแต่เปิดตัว ซิลิคอนก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของแนวทางการพัฒนานาฬิกาเชิงนวัตกรรมของแบรนด์
คาลิเบอร์ UN-106 ยังติดตั้งกลไกการตั้งเวลาที่ได้รับการจดสิทธิบัตรของ Ulysse Nardin ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเวลาท้องถิ่นเดินหน้าหรือถอยหลังครั้งละ 1 ชั่วโมง ผ่านปุ่มกดเฉพาะที่ติดตั้งอยู่ด้านข้างตัวเรือน การปรับตั้งดังกล่าวสามารถทำได้โดยอิสระ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการแสดงข้อมูลทางดาราศาสตร์ การคำนวณทางดาราศาสตร์ภายในกลไกหรือตำแหน่งของเข็มนาที
การตั้งค่าฟังก์ชันทางดาราศาสตร์สามารถทำได้โดยตรงผ่านเม็ดมะยม ช่วยให้ผู้สวมใส่ซิงโครไนซ์นาฬิกาได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ Ulysse Nardin ยังจัดเตรียมคู่มือการตั้งค่าในรูปแบบดิจิทัล เพื่อแนะนำผู้สวมใส่ทีละขั้นตอน ทำให้การตั้งค่ากลไกอันซับซ้อนเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น
คาลิเบอร์ UN-106 ทำงานด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) พร้อมพลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง ผสานฟังก์ชันดาราศาสตร์อันซับซ้อนเข้ากับความสะดวกในการใช้งานในชีวิตประจำวัน
สถาปัตยกรรมแห่งอนาคต
ในฐานะคอลเลกชันที่สะท้อนวิสัยทัศน์ด้านการสร้างสรรค์นาฬิกาอันล้ำสมัยที่สุดของ Ulysse Nardin Blast จึงเป็นเวทีร่วมสมัยที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการนำเสนอความซับซ้อนของระบบแสดงข้อมูลทางดาราศาสตร์ใน Moonstruck ด้วยงานออกแบบที่โดดเด่น โครงสร้างตัวเรือนแบบหลายมิติ และเส้นสายเรขาคณิตอันเฉียบคม ซึ่งช่วยขับเน้นทั้งบุคลิกเชิงเทคนิคของนาฬิกาและมิติอันโดดเด่นของการแสดงผลบนหน้าปัด
ตัวเรือนขนาด 45 มิลลิเมตร ของรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันนี้ ผสาน เรดโกลด์ สำหรับตัวเรือนส่วนบนเข้ากับตัวเรือนชั้นกลางและขอบตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบดำด้วยเทคนิค DLC พื้นผิวของตัวเรือนส่วนบนตกแต่งด้วยการขัดซาตินสลับขัดเงา พร้อมเน้นรายละเอียดด้วยเหลี่ยมมุมที่ผ่านการตกแต่งด้วยเลเซอร์ ซึ่งช่วยสะท้อนแสงได้อย่างงดงามจากทุกมุมมอง การผสมผสานเทคนิคการตกแต่งพื้นผิวที่แตกต่างกันนี้ไม่เพียงช่วยเสริมเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมของนาฬิกา แต่ยังตอกย้ำความแตกต่างอันโดดเด่นระหว่างวัสดุล้ำค่าและวัสดุไฮเทคได้อย่างลงตัว
เฉลิมฉลอง 180 ปีแห่งการท้าทายธรรมเนียมเดิมและ 25 ปีของนาฬิกาที่พิสูจน์ทุกสิ่ง
Ulysse Nardin คือแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างอิสระ เชี่ยวชาญในการออกแบบและผลิตนาฬิกาจักรกลที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับงานหัตถศิลป์อันประณีตในระดับสูงสุด
แบรนด์ก่อตั้งขึ้นในปี 1846 ณ เมือง Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และสร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วจากการผลิตเครื่องบอกเวลาที่มีความเที่ยงตรงสูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเดินเรือและการสำรวจมหาสมุทร ตลอดระยะเวลาการบริหารงานของตระกูล Nardin ต่อเนื่องถึง 5 รุ่น แบรนด์ได้ผลิตมารีนโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความแม่นยำและเชื่อถือได้ที่สุดในยุคนั้น จนได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือชั้นนำทั่วโลก รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ในสาขาภูมิศาสตร์รังวัด (Geodesy) ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์โลก
ตลอดประวัติศาสตร์กว่า 180 ปี Ulysse Nardin เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกนวัตกรรมด้านความเที่ยงตรงของการบอกเวลา การพัฒนาคาลิเบอร์อินเฮาส์ และการวิจัยวัสดุศาสตร์ พร้อมคว้ารางวัลด้านเทคนิคและการออกแบบมากกว่า 4,300 รางวัล ผลงานสำคัญของแบรนด์ประกอบด้วยนาฬิกาบอกเวลาด้วยเสียงเรือนแรกที่ติดตั้งหุ่นกล Jacquemarts ระบบอัตโนมัติ, Astrolabium Galileo Galilei ซึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนาฬิกาจักรกลที่ซับซ้อนที่สุดของโลก และนาฬิกาปฏิทินร้อยปีเรือนแรกที่สามารถปรับตั้งเวลาเดินหน้าหรือถอยหลังผ่านเม็ดมะยมได้ นอกจากนี้ Ulysse Nardin ยังเป็นผู้บุกเบิกการนำซิลิคอนมาใช้ในอุตสาหกรรมนาฬิกา พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี DiamonSil® ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความทนทานของชิ้นส่วนภายในกลไก
การเปิดตัว Freak ในปี 2001 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สะท้อนปรัชญาของ Ulysse Nardin ในการหลอมรวมเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงได้อย่างไร้ขีดจำกัด และกว่าสองทศวรรษต่อมา Freak ONE ยังได้รับรางวัล "Most Iconic Watch" จากเวที Grand Prix d'Horlogerie de Genève (GPHG) ตอกย้ำสถานะของนาฬิการุ่นนี้ในฐานะหนึ่งในผลงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการนาฬิกาสมัยใหม่
ปัจจุบัน Ulysse Nardin เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้ผลิตนาฬิกาอิสระร่วมกับแบรนด์ในเครือ Girard-Perregaux และยังคงเดินหน้าผลักดันขอบเขตใหม่ของศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาอย่างต่อเนื่อง พร้อมถ่ายทอดมรดกทางประวัติศาสตร์ผ่านนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยมีบูติกตั้งอยู่ในเมืองสำคัญทั่วโลก รวมถึงแฟลกชิปบูติกใน Geneva, Silicon Valley, Dubai และ Shanghai
21 ก.ค. 2569
21 ก.ค. 2569
23 ก.ค. 2569
23 ก.ค. 2569