CARTIER Into the Wild

Last updated: 1 ก.ย. 2569  |  26 จำนวนผู้เข้าชม  | 

CARTIER Into the Wild

ธรรมชาติอันเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ
จักรวาลแห่งสรรพสัตว์บนเครื่องประดับของคาร์เทียร์ขับเคลื่อนด้วยจินตนาการจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมซง

นับตั้งแต่รุ่งอรุณแห่งศตวรรษที่ 20 สัตว์นานาชนิดได้มีบทบาทสำคัญในโลกแห่งการสร้างสรรค์ของคาร์เทียร์ เริ่มต้นจากเหล่าปักษา สู่อาณาจักรของแมลง สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ตระกูลแมว (felines) และสัตว์ในจินตนาการ (chimeras) ก่อนที่ม้าลายและช้างจะเข้ามาร่วม หล่อหลอมให้เกิดเป็นคลังสรรพสัตว์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง โลกแห่งนี้อุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตอันเปี่ยมเสน่ห์และแรงดึงดูดใจ โดยมีเสือแพนเตอร์ ที่สุดแห่งสัญลักษณ์ของคาร์เทียร์เป็นผู้ครองบัลลังก์เหนือสรรพสัตว์ทั้งปวงนับตั้งแต่ปรากฏโฉมในรูปแบบประติมากรรมสามมิติครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1948

เสือแพนเตอร์ถ่ายทอดจิตวิญญาณอันงามสง่ากล้าแกร่งให้แก่เหล่าสรรพสัตว์อันมีชีวิตชีวาเหล่านี้จนกลายเป็นคอลเลคชั่นผลงานที่ผ่านการตีความอย่างประณีตของเมซง อีกทั้งยังมิได้เป็นเพียงการสืบทอดมรดกแห่งการรังสรรค์ของคาร์เทียร์ หากยังเป็นบทสดุดีต่อความหลากหลายของสรรพสัตว์นานาชนิดที่ร่วมกันประกอบสร้างคลังสัตว์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง ราวกับก้าวเข้าสู่แกลเลอรีแห่งประติมากรรมรูปสัตว์อันวิจิตร เมซงเผยโฉมเครื่องประดับซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากทั้งเสือ นกแก้ว ปลาคาร์ป จระเข้ และแรด จักรวาลแสนพิเศษนี้ได้รวบรวมผลงานอันน่าทึ่งที่ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับสัญชาตญาณแห่งสัตว์ป่าและความหรูหราล้ำค่าได้อย่างลงตัว

จากผืนน้ำแข็งแห่งอาร์กติกสู่ป่าฝนเขตร้อน จากโลกใต้มหาสมุทรสู่ดินแดนทะเลทราย คาร์เทียร์เฝ้าสังเกตธรรมชาติอย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยเฉพาะกายวิภาคของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด และนี่เองคือจุดที่เหล่าช่างฝีมือของเมซงได้ร่วมกันถ่ายทอดความเชี่ยวชาญ ตั้งแต่ช่างอัญมณี ช่างเจียระไน ช่างฝังอัญมณี ไปจนถึงช่างนาฬิกาทุกศาสตร์แห่งงานฝีมือล้วนเชื่อมโยงกันอย่างลงตัว ร่วมกันขึ้นรูป แกะสลัก และขัดเกลาผลงานให้มีชีวิต ผลงานแต่ละชิ้นจึงเปล่งประกายด้วยชีวิตและมอบสัมผัสอันแนบสนิทไปกับผิวกาย เฉกเช่นเสือแพนเตอร์ที่นอนขดกายอย่างสง่างาม โดยศีรษะและลำตัวถูกโอบคลุมด้วยอาภรณ์แห่งเพชรอันเจิดจรัส หรือแม้กระทั้งท้าทายทั้งมิติและกาลเวลาด้วยการปรากฏกายในรูปแบบประติมากรรมสามมิติบนหน้าปัดเรือนเวลา

สัตว์ทุกชนิดต่างมีเอกลักษณ์และบุคลิกอันแข็งแกร่งของตนเอง ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพ และพร้อมส่งมอบพลังนั้นสู่ผู้ที่สวมใส่ชิ้นงานเหล่านี้

หอศิลป์แห่งสรรพสัตว์
ทิลดา สวินตัน (Tilda Swinton) นักแสดงชาวสกอตแลนด์ แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของเมซง ร่วมถ่ายทอดมุมมองแปลกใหม่ผ่านโปรเจกต์สร้างสรรค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจักรวาลแห่งสรรพสัตว์และเครื่องประดับของคาร์เทียร์ คอลเลคชั่นนี้ประกอบด้วยสัตว์ทั้งห้าอันทรงเสน่ห์และน่าดึงดูดใจ ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์อันโดดเด่นเหนือกาลเวลาผ่านการตีความของศิลปินนักแสดงผู้ได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากมาย เสือ นกแก้ว ปลาคาร์ป จระเข้ และแรด ต่างเผยโฉมบนแหวนรูปทรงศีรษะของสัตว์แต่ละชนิดอย่างสง่างาม เปล่งประกายพลังอันโดดเด่นผ่านรายละเอียดของขากรรไกร จะงอยปาก และปลายจมูกอันเป็นเอกลักษณ์ แนวทางการสร้างสรรค์นี้ได้รับการสานต่อจากแหวนทรงหัวแพนเตอร์ (Panther Head Ring) ซึ่งรังสรรค์ขึ้นในช่วงทศวรรษ 2000


ดีไซน์ศีรษะสัตว์เหล่านี้สะท้อนทักษะความชำนาญชั้นสูงของเหล่าช่างฝีมือคาร์เทียร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในทุก ๆ ขั้นตอน นักออกแบบ ช่างอัญมณี ช่างเจียระไนอัญมณี ไปจนถึงช่างฝังอัญมณีต่างร่วมกันรังสรรค์ ให้ทุกชิ้นงานเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาพร้อมเผยความโดดเด่นบนเรียวนิ้ว ผ่านรูปทรงอันทรงพลังและมิติที่สะกดทุกสายตา

จากศีรษะของสัตว์แต่ละชนิด
สู่ศิลปะแห่งการรังสรรค์คู่สี
ในแบบฉบับของคาร์เทียร์
คาร์เทียร์ยังคงสืบสานศิลปะแห่งการจับคู่สีอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมรดกแห่งการสร้างสรรค์ที่เมซงยึดถือมา อย่างยาวนาน นกแก้วเผยความงดงามผ่านการจับคู่สีแดงและสีเขียวจากปะการังและซาโวไรต์ แรดโดดเด่นด้วย เฉดสีส้มและสีขาวน้ำนมจากสเปสซาร์ไทต์ และสโมคกี้ควอตซ์ ขณะที่จระเข้ได้รับการถ่ายทอดผ่านการผสานสีขาว สีดำ และสีเขียวของเพชร โอนิกซ์ และมรกต สำหรับเสือและปลาคาร์ป คาร์เทียร์เลือกเติมแต่งด้วยโทนสีน้ำเงินจากแซฟไฟร์ อะความารีน และดูมอร์เทอไรท์ควอตซ์

รังสรรค์ขึ้นภายในเวิร์กช็อป
เครื่องประดับของคาร์เทียร์
ผลงานแต่ละชิ้นล้วนถือกำเนิดจากศาสตร์แห่งงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดต่อกันมาจากมรดกการสร้างสรรค์ เครื่องประดับอันยาวนานของคาร์เทียร์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความงดงามของสรรพสัตว์มาโดยตลอด

ช่างอัญมณีรังสรรค์ศีรษะของสัตว์แต่ละชิ้นด้วยความประณีต ทั้งการสลักรายละเอียด การหลอมรวมโลหะล้ำค่าอย่าง แพลทินัมและเยลโลว์โกลด์สำหรับนกแก้ว ตลอดจนการสลับพื้นผิวของไวท์โกลด์ ทั้งแบบขัดเงาและขัดด้านด้วยมือสำหรับแรด เพื่อถ่ายทอดเฉดสีและพื้นผิวให้ใกล้เคียงธรรมชาติกับสัตว์ต้นแบบมากที่สุด

เทคนิคการฝังอัญมณีอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง ไม่ว่าจะเป็นการฝังอัญมณีแบบเฟอร์เซตติ้ง (Fur Setting) หรือการฝังแซฟไฟร์ เจียระไนทรงคาลิเบรทด้วยราง (Calibrated Sapphires Set with Rails) ซึ่งช่วยขับเน้นพื้นผิวของขนเสือ เกล็ดจระเข้และ ขอบริมฝีปากของปลาคาร์ป เทคนิคเครื่องประดับอันหลากหลายเหล่านี้ร่วมกันปลุกชีวิตให้กับธรรมชาติของสัตว์ป่า ดังเช่นการฝังเพชรสีขาวสลับแซฟไฟร์บนแหวนรูปเสือในลวดลายแบบกาลูชาต์ (Galuchat Effect) ที่เปรียบดั่งการตีความผืนน้ำแข็งและผลึกน้ำแข็งผ่านศิลปะแห่งเครื่องประดับ

ศาสตร์แห่งการเจียระไนอัญมณี
ช่างเจียระไนอัญมณีคือเสกสรรรายละเอียดอันประณีตของสัตว์แต่ละชนิดไม่ว่าจะเป็นเขาของแรดจากการเจียระไนสโมคกี้ควอตซ์ประกายโอปอล พร้อมขับเน้นเส้นสายด้วยแลคเกอร์สีดำ การแกะสลักเหงือกของปลาคาร์ปจากดูมอร์เทอไรท์ควอตซ์ การปรับแต่งพู่ขนของนกแก้วซึ่งรังสรรค์จากปะการังและโอนิกซ์ด้วยมือทีละชิ้น ตลอดจนการ สร้างลวดลายริ้วขนของเสือด้วยดูมอร์เทอไรท์ควอตซ์

นอกเหนือจากรูปลักษณ์อันงดงาม รายละเอียดการตกแต่งทุกองค์ประกอบยังช่วยเติมเต็มบุคลิกของสัตว์แต่ละชนิด พร้อมมอบสัมผัสดุจมีชีวิตให้กับเครื่องประดับไม่ว่าจะเป็นขากรรไกรของจระเข้ที่ออกแบบให้ขยับเปิดปากได้อย่างเป็น ธรรมชาติ การสลับใช้ไวท์โกลด์และโรสโกลด์เป็นลวดลายภายในปากของปลาคาร์ป หรือการเจาะตกแต่งภายใน ช่องปากของแรดเพื่อให้เกิดพื้นผิวตามธรรมชาติของผิวหนังแรดได้อย่างสมจริง

สร้อยข้อมือและสร้อยคอ
ที่ปลุกทุกประสาทสัมผัส
ผลงานชุดจระเข้และเสือสะท้อนความเชี่ยวชาญอันเป็นเลิศของเวิร์กช็อปเครื่องประดับคาร์เทียร์ด้วยการ ผสานความสมจริงเข้ากับการตีความเชิงนามธรรมอย่างงดงาม ศีรษะของสัตว์ได้รับการรังสรรค์ให้มีลักษณะ ทางกายวิภาคสมจริงที่สุด ขณะที่ลำตัวซึ่งมีความอ่อนตัวและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ โดดเด่นด้วยลวดลายเชิงกราฟิก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดเดียวกัน คือเพื่อมอบชีวิตและปลุกจิตวิญญาณของสัตว์ให้โลดแล่นผ่านผลงานเครื่องประดับอันล้ำค่า

สร้อยข้อมือและสร้อยคอจระเข้
ตัวล็อกศีรษะจระเข้นำเสนอในเฉดสีเอกลักษณ์ ได้แก่ สีขาว สีเขียว และสีดำ ซึ่งล้วนเป็นหนึ่ง คู่สีในตำนานของเมซง ที่ช่วยขับเน้นมิติและความโดดเด่นของผลงานได้อย่างงดงาม กลไกตัวล็อกซึ่งซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนภายในปากของจระเข้กัดโอบรับด้านหลังของสร้อยข้อมือ โดยได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้ผสานเข้ากับชิ้นงานได้อย่างไร้รอยต่อ

ศีรษะจระเข้ประดับด้วยเกล็ดที่รังสรรค์จากการจัดวางเพชรหลากหลายรูปทรงเรขาคณิต ถ่ายทอดจังหวะที่สอดรับกับหนามโอนิกซ์ หนึ่งในองค์ประกอบของดีไซน์ไอคอนิคของเมซง จนเกิดเป็นรูปทรงสันหลังของจระเข้ได้อย่างสมจริง

ตัวเรือนของสร้อยข้อมือโดดเด่นด้วยจังหวะของเส้นสายและความอ่อนตัวเป็นพิเศษผ่านโครงสร้างที่เชื่อมต่อกัน อย่างสมบูรณ์แบบในทุกข้อ ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ มอบสัมผัส ที่แนบสนิท และเป็นธรรมชาติบนผิวดุจระลอกคลื่นของเพชรที่ฝังแบบกลับด้าน (Inverted Setting) สลับด้วยออนิกซ์อย่างมีจังหวะ ความมีชีวิตชีวานี้ยิ่งยกระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยขอบกำไลที่ประดับด้วยคริสโซเพรสและรูเบลไลท์

กำไลข้อมือและสร้อยคอเสือ
ตัวล็อกรูปทรงศีรษะเสือโดดเด่นด้วยเฉดสีน้ำเงิน ตกแต่งลวดลายริ้วขนด้วยดูมอร์เทอไรท์ควอตซ์ พร้อมประดับศีรษะและลำตัวด้วยเพชรและแซฟไฟร์ ขณะที่ดวงตาเปล่งประกายด้วยอะความารีน คาร์เทียร์ยังขับเน้นมิติของศีรษะเสืออันประณีตผ่านเทคนิคการฝังเพชรลวดลายกาลูชาต์ (Galuchat Effect) เทคนิคการเปิด-ปิดชิ้นงานซึ่งซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนภายในปากของเสือได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อผสานกลไกเข้ากับตัวเรือน ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่รบกวนความต่อเนื่องของเส้นสายบนกำไลข้อมือ

กำไลข้อมือเสือนี้โดดเด่นด้วยลวดลายเชิงนามธรรมถ่ายทอดผ่านการเรียงร้อยของดูมอร์เทอไรท์ควอตซ์และแซฟไฟร์บน โครงสร้างทองคำที่ประกอบด้วยข้อเชื่อมซึ่งเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ความพลิ้วไหวของชิ้นงานยิ่งทวีความน่าสนใจผ่านการผสานวัสดุหลากหลายชนิด พร้อมประดับด้วยลูกปัดคาลซีโดนีและแซฟไฟร์ที่ฝังด้วยเทคนิคแบบกลับด้าน เติมจังหวะอันงดงามให้แก่ผลงาน

ชุดเครื่องประดับ ปองแตร์ เดอ คาร์เทียร์
สร้อยข้อมือปองแตร์แบบ Tête-à-Tête ถือเป็นหนึ่งในผลงานไอคอนิคของเมซง ความงดงามของเสือแพนเตอร์ได้รับการถ่ายทอดผ่านขนสีขาวบริสุทธิ์ ประดับด้วยเพชรเต็มพื้นผิวพร้อมลวดลายจุดอันเป็นเอกลักษณ์ที่รังสรรค์จากการจัดวางเพชรในรูปทรงเรขาคณิต การตีความใหม่ในครั้งนี้โดดเด่นด้วยการสลับใช้เทคนิคการฝังเพชรลวดลายกาลูชาต์ (Galuchat Effect) ที่ผสานเพชรหลากหลายขนาด เข้ากับเทคนิคการฝังแบบคาเวียร์ (Caviar Paving) ขับเน้นการเล่นของแสงระหว่างพื้นผิวประดับเพชรและโครงสร้างตัวเรือนไวท์โกลด์

รังสรรค์ขึ้นจากศาสตร์แห่งการถ่ายทอดความงามของสรรพสัตว์ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกอันทรงคุณค่าของเมซง เสือแพนเตอร์หิมะตัวนี้เผยเสน่ห์ผ่านดวงตามรกตคู่คมที่โอบล้อมด้วยเทคนิคการฝังอัญมณีแบบเฟอร์เซตติ้ง เผยให้เห็นพื้นผิวของขนเสือแพนเตอร์อันประณีตและมีชีวิตชีวา

เรือนเวลาเครื่องประดับปองแตร์
รังสรรค์ขึ้น ณ เมซง เดส์ เมติเยร์ ดาร์ท (Maison des Métiers d'Art) ของคาร์เทียร์ ในเมืองลา โชซ์-เดอ-ฟงด์ (La Chaux-de-Fonds) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ซึ่งอุทิศให้กับงานหัตถศิลป์อันหายาก ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการลงยา (Enamelling) หรือศิลปะการประดับลายไม้ (Marquetry) เรือนเวลาจิวเวลรีทรงเมดัลเลียนเรือนนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เทคนิคการแกะสลักเครื่องประดับภาพนูนคามีโอ (Cameo) อันเป็นมรดกทางศิลปะที่สืบทอดมาแต่โบราณ

ความงดงามที่เกิดจากการหลอมรวมของสามศาสตร์แห่งงานฝีมือ
ความงดงามของนาฬิกาเรือนนี้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืนของช่างฝีมือสามแขนง โดยนักออกแบบได้รังสรรค์ ประติมากรรมอันเปี่ยมด้วยเส้นสายกราฟิกอันคมชัดและพลังแห่งการแสดงออก จนกลายเป็นเสือแพนเตอร์อันน่าหลงใหลที่ทำหน้าที่เสมือนผู้พิทักษ์แห่งกาลเวลา

ส่วนช่างฝังอัญมณีก็มีบทบาทในการขับเน้นประกายอันเจิดจรัสของเรือนเวลาชิ้นเอกนี้ในทุกขั้นตอน ด้วยการลดทอนพื้นที่ของโลหะเพื่อเปิดให้อัญมณีเปล่งประกายได้อย่างเต็มที่ และนำเอาออนิกซ์มาประดับเป็นจมูก ซาโวไรต์มาประดับดวงตา และเลือกใช้เพชรมาประดับบนขาทั้งสี่ของตัวเรือนและขอบหน้าปัด

นอกเหนือจากรูปลักษณ์อันงดงาม รายละเอียดการตกแต่งทุกองค์ประกอบยังช่วยเติมเต็มบุคลิกของสัตว์แต่ละชนิด พร้อมมอบสัมผัสดุจมีชีวิตให้กับเครื่องประดับไม่ว่าจะเป็นขากรรไกรของจระเข้ที่ออกแบบให้ขยับเปิดปากได้อย่างเป็น ธรรมชาติ การสลับใช้ไวท์โกลด์และโรสโกลด์เป็นลวดลายภายในปากของปลาคาร์ป หรือการเจาะตกแต่งภายใน ช่องปากของแรดเพื่อให้เกิดพื้นผิวตามธรรมชาติของผิวหนังแรดได้อย่างสมจริง

“จักรวาลแห่งสรรพสัตว์ของคาร์เทียร์โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งแต่ความพิถีพิถันในการคัดเลือกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตระกูลแมวขนาดใหญ่ สัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์แห่งทุ่งสะวันนาไปจนถึงการตีความเชิงสร้างสรรค์ ที่ผสานความสมจริงเข้ากับการลดทอนรูปทรงอย่างมีศิลปะ จากการหลอมรวมการออกแบบ วัสดุ และศาสตร์แห่งงานฝีมือเข้าด้วยกัน คาร์เทียร์ชวนให้เรามองสัตว์ในมุมที่แตกต่าง พร้อมก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของการขึ้นรูปทรง สัตว์ทุกตัวและผลงานทุกชิ้นต่างเผยให้เห็นพลังเชิงสัญลักษณ์ในแบบของตนเอง สะท้อนทัศนคติ บุคลิก และภาวะทางอารมณ์ที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่ได้ถ่ายทอดตัวตนผ่านชิ้นงานของเมซง” ปิแอร์ เรเนโร (Pierre Rainero) ผู้อำนวยฝ่ายภาพลักษณ์ สไตล์ และเฮอริเทจ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้