Last updated: 5 ก.ย. 2569 | 32 จำนวนผู้เข้าชม |
TRIPLE SPLIT ยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับการสร้างสรรค์โครโนกราฟยุคใหม่ ด้วยแนวคิดในการวัดเวลาช่วงกลางและเวลาเปรียบเทียบ โดยรองรับการจับเวลารวมสูงสุดถึง 12 ชั่วโมง โครโนกราฟแบบแยกเข็มวินาที (split-seconds) หรือ rattrapante (แรตตาปองท์) สำหรับการจับเวลาสองรายการพร้อมกัน ที่มาพร้อมฟังก์ชันฟลายแบ็กนี้จึงโดดเด่นเหนือระดับมาตั้งแต่เปิดตัวในปี 2018
ล่าสุด A. Lange & Söhne นำเสนอรุ่นพิเศษผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนในตัวเรือนแพลทินัม 950 พร้อมหน้าปัดสีโรเดียม และหน้าปัดย่อยสีเทาเข้มที่สร้างความแตกต่างอย่างมีมิติ
นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2018 TRIPLE SPLIT ยังคงรักษาตำแหน่งอันโดดเด่นในโลกของโครโนกราฟจักรกล ด้วยความสามารถที่ไม่มีใครเหมือนในการวัดเวลาช่วงกลาง เวลาเปรียบเทียบ และเวลารวมได้นานสูงสุดถึง 12 ชั่วโมง รุ่นแรกมาในตัวเรือนไวท์โกลด์ 750 คู่กับหน้าปัดสีเทา ตามด้วยรุ่นพิงก์โกลด์ 750 พร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินในปี 2021 และล่าสุดคือรุ่นที่สาม ซึ่งผลิตเพียง 100 เรือนเช่นกัน โดดเด่นด้วยตัวเรือนแพลทินัมและหน้าปัดสีโรเดียม ตัดกับหน้าปัดย่อยสีเทาเข้ม

เพิ่มมิติใหม่ให้การจับเวลา
ด้วยการขยายฟังก์ชันการจับเวลาสองรายการแบบ rattrapante ให้ครอบคลุมตัวนับนาทีและชั่วโมง TRIPLE SPLIT จึงสามารถจับเวลาได้ตั้งแต่ 1 นาทีไปจนถึง 12 ชั่วโมง ขยายขอบเขตการใช้งานได้อย่างมาก ตัวอย่างเช่น ในการแข่งขันมาราธอน TRIPLE SPLIT สามารถบันทึกเวลาช่วงกลางของนักวิ่งจำนวนเท่าใดก็ได้ เช่น ที่ระยะ 10, 20 หรือ 30 กิโลเมตร พร้อมวัดเวลารวมของผู้ชนะและเวลารวมของนักวิ่งอีกหนึ่งคนเพื่อเปรียบเทียบกัน
สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์คลาสสิกก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน สามารถจับเวลาช่วงกลางหลายครั้ง ณ จุดสำคัญต่าง ๆ เช่น บริเวณยอดเขาหรือแต่ละช่วงของเส้นทาง และด้วยฟังก์ชันจับเวลาแบบสะสม ยังสามารถคำนวณเวลาที่ใช้ในการขับรถทั้งหมด โดยไม่นับรวมช่วงพักหรือเวลาที่รถหยุดนิ่งได้อีกด้วย
TRIPLE SPLIT ยังมาพร้อมฟังก์ชันฟลายแบ็ก ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้หยุดการจับเวลาที่กำลังดำเนินอยู่ กดปุ่มที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกาเพียงครั้งเดียวเพื่อหยุดและรีเซ็ตเข็มโครโนกราฟและเข็ม rattrapante ที่กำลังทำงานอยู่ทั้งหมดกลับสู่ศูนย์ จากนั้นเมื่อปล่อยปุ่ม การจับเวลาใหม่จะเริ่มต้นขึ้นทันที
หลักการทำงานของ TRIPLE SPLIT
โครโนกราฟแบบแยกเข็มวินาทีมีกลไกสำหรับเก็บและหยุดการแสดงเวลา ทำให้สามารถอ่านเวลาช่วงกลางได้โดยไม่ต้องหยุดการจับเวลาหลัก ขณะที่โครโนกราฟแบบแยกเข็มวินาทีทั่วไปสามารถวัดเวลาเปรียบเทียบและเวลาช่วงกลางได้สูงสุด 60 วินาที TRIPLE SPLIT เพิ่มชุดเข็ม rattrapante อีกสองคู่สำหรับการวัดนาทีและชั่วโมง
ในโหมดปกติ เข็ม rattrapante สีน้ำเงินทั้งสามจะซ้อนทับอยู่กับเข็มโครโนกราฟสีโรเดียม เมื่อเริ่มจับเวลาด้วยการกดปุ่มที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา เข็มทั้งหกจะเริ่มเดินพร้อมกันและประสานจังหวะกัน
เมื่อกดปุ่ม rattrapante ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา เข็ม rattrapante ทั้งสามจะหยุดเพื่อแสดงเวลาช่วงกลาง ขณะที่เข็มโครโนกราฟยังคงเดินต่อไปเพื่อวัดเวลาหลัก เมื่อกดปุ่ม rattrapante อีกครั้ง เข็มทั้งสามจะเคลื่อนกลับไปหาเข็มโครโนกราฟและเดินประสานกันต่อไป

หน้าปัดที่จัดวางอย่างชัดเจน
การจัดวางหน้าปัดได้รับการออกแบบให้มีลำดับความสำคัญของข้อมูลอย่างสมดุล สะท้อนความซับซ้อนทางเทคนิคของ TRIPLE SPLIT ได้อย่างแม่นยำ พื้นที่หลักของหน้าปัดถูกจัดสรรให้กับเข็มวินาทีของโครโนกราฟและ rattrapante ขณะที่หน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกาใช้แสดงตัวนับนาที ซึ่งเปลี่ยนค่าแบบกระโดดทีละหนึ่งนาทีอย่างแม่นยำทันทีที่ครบหนึ่งนาที
ตัวจับเวลาชั่วโมงที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกามีขนาดเล็กลงเล็กน้อย ส่วนมาตรแสดงพลังงานสำรอง UP/DOWN ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Lange อยู่ตรงข้ามกันที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา โดยมีพื้นที่แสดงผลเล็กที่สุดและบอกพลังงานสำรองที่เหลือจากทั้งหมด 55 ชั่วโมง
หน้าปัดย่อยวินาทีอยู่ที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกา ขณะที่สเกลทาคีมิเตอร์บริเวณขอบหน้าปัดช่วยให้สามารถคำนวณความเร็วเฉลี่ยในระยะทาง 1,000 เมตรระหว่างการจับเวลาได้
การจับคู่สีที่ละเอียดและมีมิติ
รุ่นแพลทินัม 950 จำนวนจำกัดเปิดตัวพร้อมหน้าปัดสีโรเดียม ซึ่งสร้างบุคลิกใหม่ให้กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ TRIPLE SPLIT หน้าปัดย่อยสีเทา เข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบสารเรืองแสง เข็ม rattrapante สีน้ำเงิน ตลอดจนรายละเอียดสีแดงบริเวณตัวนับชั่วโมงและนาที รวมถึงตัวแสดง UP/DOWN ล้วนสร้างความสมดุลระหว่างความแตกต่าง ฟังก์ชันการใช้งาน และสุนทรียะแบบกลไกได้อย่างลงตัว
ตัวเรือนมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 43.2 มิลลิเมตร หนา 15.6 มิลลิเมตร จับคู่โทนสีเย็นของตัวเรือนแพลทินัม หน้าปัดสีโรเดียม และหน้าปัดย่อยสีเทาเข้ม เข้ากับสายหนังจระเข้สีน้ำตาลเข้ม พร้อมบานพับตัวล็อกแบบพับได้จากแพลทินัม
กลไกผลิตขึ้นภายใน กับโครงสร้างที่ก้าวล้ำ
กลไก L132.1 สะท้อนความมุ่งมั่นของ A. Lange & Söhne ในการก้าวข้ามขีดจำกัดของศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกา พร้อมแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านการสร้างโครโนกราฟของแบรนด์
หัวใจสำคัญคือกลไก triple rattrapante อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมระดับสูงของการผลิตนาฬิกาเที่ยงตรง โดยทำหน้าที่ควบคุมเข็มโครโนกราฟสามเข็มและเข็ม rattrapante สามเข็มให้สามารถเริ่ม หยุด ไล่กลับมาซ้อน และรีเซ็ตกลับสู่ศูนย์ได้อย่างแม่นยำ
สำหรับช่างนาฬิกา การประสานการทำงานของเฟือง คันโยก สปริง คลัตช์ และชิ้นส่วนควบคุมจำนวนมากถือเป็นบททดสอบขั้นสูงสุด ทุกส่วนของชุดกลไกควบคุมที่มีความยาวและบางส่วนแตกแขนงออกเป็นหลายสาย ต้องทำงานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์ เปรียบได้กับ “มาราธอนแห่งศาสตร์การผลิตนาฬิกา” ที่ต้องอาศัยทั้งความอดทน ความละเอียด และความแม่นยำ
การหยุดเข็มจับเวลา rattrapante รวมถึงการจับเวลาระดับนาที ย่อมก่อให้เกิดการสูญเสียพลังงานจากแรงเสียดทานภายในกลไก A. Lange & Söhne จึงพัฒนากลไกปลดการทำงานเพื่อลดแรงเสียดทานโดยเฉพาะ ช่วยให้ระบบจักรกลอกยังได้รับพลังงานอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ระบบดังกล่าวได้รับสิทธิบัตรในปี 2005 โดยสามารถตัดการเชื่อมต่อกระบวนการที่ก่อให้เกิดแรงเสียดทานสูงบริเวณแกนเข็มวินาทีและแกนตัวนับนาที จึงช่วยรักษาความเสถียรของความเที่ยงตรงในการเดิน ขณะที่แกนตัวนับชั่วโมงหมุนช้ากว่ามากและสร้างแรงเสียดทานน้อยกว่า จึงไม่จำเป็นต้องใช้กลไกดังกล่าว

ความซับซ้อนระดับสูง กับความงามของกลไกจักรกล
ฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัลเปิดมุมมองสู่โครงสร้างอันซับซ้อนและสถาปัตยกรรมเชิงลึกของกลไกโครโนกราฟ ซึ่งผ่านการตกแต่งอย่างประณีตตามแบบฉบับ Lange ชิ้นส่วนกลไกทั้งหมด 567 ชิ้นได้รับการประกอบขึ้นเป็นกลไกที่ทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์ ด้านบนของคันโยก สปริง และชิ้นส่วนโยกตกแต่งด้วยลายเส้นตรง ขณะที่ขอบโดยรอบได้รับการลบมุมอย่างประณีต โดยเฉพาะการขัดเงามุมด้านในที่แหลมคม ซึ่งเป็นหนึ่งในงานที่ท้าทายที่สุด สะพานจักรผลิตจากเงินเยอรมันที่ยังไม่ผ่านการเคลือบผิว ตกแต่งด้วยลายริบแบบ Glashütte พร้อมหลุมทับทิมแบบโกลด์แชตอนยึดด้วยสกรูจำนวน 5 จุด และสะพานจักรอกที่แกะสลักด้วยมือ ทั้งหมดช่วยเติมเต็มผลงานทางกลไกที่สะท้อนความเที่ยงตรงในระดับสูง และยืนยันว่าการตกแต่งของนาฬิกานั้นประณีตสมกับความซับซ้อนทางเทคนิคอย่างแท้จริง
Anthony de Haas ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า “จนถึงทุกวันนี้ TRIPLE SPLIT ยังคงอยู่ในระดับที่ไม่มีใครเทียบได้” พร้อมอธิบายว่าเบื้องหลังกลไก triple rattrapante สำหรับวินาที นาที และชั่วโมง คือคาลิเบอร์ L132.1 ที่พัฒนาขึ้นทั้งหมดภายในโรงงานของแบรนด์ และเป็นหนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนและงดงามที่สุดของ Lange
สถาปัตยกรรมเชิงลึกของกลไกต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ความอดทน และความชำนาญในระดับสูง ก่อให้เกิดความผูกพันอันพิเศษระหว่างช่างนาฬิกากับกลไก ขณะเดียวกัน การผสานกลไกดังกล่าวให้อยู่ภายในความหนาที่ไม่กระทบต่อความสบายในการสวมใส่ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ ด้วยเหตุนี้ กลไก L132.1 จึงสะท้อนความมุ่งมั่นของ A. Lange & Söhne ที่จะเดินตามแนวทางของตนเองอย่างต่อเนื่องในโลกแห่งโครโนกราฟ
TRIPLE SPLIT รุ่นใหม่จะเปิดตัวภายในงาน Concours of Elegance ณ Hampton Court Palace ในช่วงสุดสัปดาห์แรกของเดือนกันยายนปีนี้
เกี่ยวกับ A. Lange & Söhne
Ferdinand Adolph Lange ช่างทำนาฬิกาจากเดรสเดิน ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาของตนเองขึ้นในปี 1845 และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมนาฬิกาความเที่ยงตรงของแซกโซนี นาฬิกาพกอันล้ำค่าที่เขาสร้างขึ้นยังคงเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่นักสะสมทั่วโลก
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัทถูกยึดเป็นของรัฐ และชื่อ A. Lange & Söhne เกือบเลือนหายไปจากวงการ จนกระทั่งปี 1990 Walter Lange เหลนของ Ferdinand Adolph Lange ตัดสินใจนำแบรนด์กลับคืนสู่โลกนาฬิกาอีกครั้งด้วยความกล้าหาญ
ปัจจุบัน Lange ผลิตนาฬิกาข้อมือเพียงไม่กี่พันเรือนต่อปี โดยส่วนใหญ่ผลิตจากโกลด์หรือแพลทินัม นาฬิกาทุกรุ่นติดตั้งกลไกที่พัฒนาขึ้นและผลิตขึ้นภายในแบรนด์เท่านั้น พร้อมผ่านการตกแต่งอย่างประณีตและประกอบด้วยมือ
นับตั้งแต่ปี 1990 A. Lange & Söhne ได้พัฒนากลไกผลิตขึ้นภายในแบรนด์แล้ว 77 คาลิเบอร์ ตอกย้ำตำแหน่งระดับแนวหน้าของโลกแห่งการผลิตนาฬิกา ผลงานสำคัญ ได้แก่ LANGE 1 นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกที่ผลิตเป็นประจำและมาพร้อมหน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่ และ ZEITWERK ซึ่งโดดเด่นด้วยการแสดงตัวเลขที่เปลี่ยนอย่างแม่นยำแบบกระโดด
ขณะเดียวกัน กลไกซับซ้อนระดับสูงอย่าง MINUTE REPEATER PERPETUAL, LANGE 1 TOURBILLON PERPETUAL CALENDAR “Lumen” และ TRIPLE SPLIT ล้วนสะท้อนเป้าหมายสำคัญของแบรนด์ นั่นคือการผลักดันศิลปะการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิมไปสู่ขีดความสามารถใหม่อย่างต่อเนื่อง
ในปี 2019 A. Lange & Söhne เปิดบทใหม่ด้วยการเปิดตัว ODYSSEUS นาฬิกาสไตล์สปอร์ต-หรูหราที่ผลิตจากสเตนเลสสตีล ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ในการขยายขอบเขตแห่งการผลิตนาฬิกา
5 ก.ย. 2569
5 ก.ย. 2569
5 ก.ย. 2569
5 ก.ย. 2569