ROLEX Goodwood Revival 2026

Last updated: 16 ก.ย. 2569  |  29 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ROLEX Goodwood Revival 2026

รถยนต์คลาสสิกระดับตำนานจำนวนมากมารวมตัวกันที่เวสต์ซัสเซกซ์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ เพื่อร่วมงาน Goodwood Revival ประจำปีนี้ ระหว่างวันศุกร์ที่ 18 ถึงวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน เมื่อเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงทศวรรษ 1940, 1950 และ 1960 เพื่อจำลองบรรยากาศแห่งแฟชั่น วัฒนธรรม และมอเตอร์สปอร์ตจากยุคสมัยที่สร้างความทรงจำให้ผู้คนหลายรุ่น


Rolex ให้การสนับสนุนงาน Goodwood Revival มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสองทศวรรษ โดยนับตั้งแต่ปี 2004 ในฐานะผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของงาน และเป็นผู้สนับสนุนหลักของ Rolex Drivers’ Club โดยผู้ผลิตนาฬิกาสัญชาติสวิสนี้ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ Goodwood Motor Circuit ถ่ายทอดความทรงจำอันโดดเด่น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการมอเตอร์สปอร์ต


Sir Jackie Stewart (เซอร์ แจ็กกี สจ๊วร์ต) Rolex Testimonee ซึ่งเคยสั่งสมประสบการณ์ในสนามแห่งนี้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นอาชีพ และสนาม Goodwood ก็มีบทบาทสำคัญบนเส้นทางมอเตอร์สปอร์ตอันโด่งดังของเขา มีกำหนดเข้าร่วมงาน Goodwood Revival ในปีนี้ หนึ่งในเกียรติประวัติมากมายของนักแข่งชาวสกอตแลนด์คือการครองสถิติรอบสนามอย่างเป็นทางการที่เวลา 1 นาที 20.4 วินาที ร่วมกับ Jim Clark (จิม คลาร์ก) เพื่อนรักผู้ล่วงลับ ซึ่ง Stewart ชื่นชมอย่างสุดซึ้ง โดยเขาย้อนรำลึกถึงความผูกพันกับสนามแห่งนี้ว่า

“ผมขับรถที่ Goodwood มาตั้งแต่ปี 1964 จุดเริ่มต้นมาจากพี่ชายของผม ซึ่งเป็นนักแข่งรถและมักพาผมมาที่สนาม Goodwood Revival เป็นงานที่ยอดเยี่ยมมาก เป็นหนึ่งในงานที่ดีที่สุดในปฏิทินมอเตอร์สปอร์ต และเป็นงานที่ Rolex มีบทบาทสำคัญ คุณภาพ รายละเอียดอันไร้ที่ติ ความน่าเชื่อถือ และเกียรติภูมิของงานล้วนสอดคล้องกับแบรนด์อย่างลงตัว ที่นี่ได้กลายเป็นสถานที่พิเศษมากสำหรับผม”

ผู้ชมและนักแข่งกว่า 150,000 คน กำลังเตรียมตัวเดินทางย้อนกลับสู่อดีตในสุดสัปดาห์นี้ โดยต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าและชุดแข่งที่สะท้อนยุคสมัยอย่างสมจริง ด้วยวิสัยทัศน์อันเต็มเปี่ยมของ Duke of Richmond (ดยุกแห่งริชมอนด์) งาน Revival ในปีนี้จะพาผู้ร่วมงานสัมผัสเสน่ห์ของสไตล์ วัฒนธรรม และมรดกยานยนต์จากอิตาลี ภายใต้ธีม “La Dolce Vita”

ผู้ผลิตรถยนต์ Maserati จะนำรถลงสนามตลอดทั้งสามวัน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี นับตั้งแต่ชัยชนะครั้งแรกของแบรนด์ในการแข่งขัน Targa Florio การแข่งขันความทรหดอันโด่งดังแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งจัดขึ้นบนเส้นทางท่ามกลางเทือกเขาของซิซิลี


การเฉลิมฉลองงานฝีมือและวัฒนธรรมอิตาลียังครอบคลุมถึงวาระครบรอบ 80 ปีของ Vespa โดยในช่วงเช้าของแต่ละวัน รถสกู๊ตเตอร์มากกว่า 300 คัน จะร่วมขบวนพาเหรด เพื่อเป็นสัญญาณเริ่มต้นกิจกรรมบนสนาม

นอกจาก Sir Jackie แล้ว งานยังต้อนรับเหล่าแชมป์มอเตอร์สปอร์ตจากหลากหลายยุคสมัย รวมถึง Tom Kristensen (ทอม คริสเตนเซน) Rolex Testimonee และเจ้าของสถิติผู้คว้าชัยชนะในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans มากถึง 9 ครั้ง เขาจะลงขับรถตลอดสุดสัปดาห์ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในวาระครบรอบ 60 ปี ของชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์แบบ 1-2-3 ของ Ford ในการแข่งขัน Le Mans โดยรถทั้งสามคันจะกลับมาลงสนามอีกครั้งในโอกาสพิเศษนี้

นักแข่งชาวเดนมาร์กเคยคว้าชัยชนะในงาน Revival มาแล้วหลายคลาส โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการคว้าชัยในการแข่งขัน Kinrara Trophy ครั้งปฐมฤกษ์ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Stirling Moss Memorial Trophy เมื่อ 10 ปีก่อน หลังพา Ferrari 250 SWB คลาสสิกเข้าเส้นชัยเป็นคันแรก

ก่อนกลับมาสู่สนามอีกครั้ง Kristensen กล่าวว่า “การได้มาที่ Goodwood Revival คือการเดินทางย้อนกลับไปสู่อดีตอย่างแท้จริง รถแข่งที่ดีที่สุดจากช่วงทศวรรษ 1940 ถึง 1960 จะมารวมตัวกันที่ Goodwood Motor Circuit รถเหล่านี้หายากและได้รับการดูแลรักษาอย่างยอดเยี่ยม ผมรู้สึกผ่อนคลายเสมอและไม่ได้กดดันตัวเองกับการขับมากนัก แต่ความรู้สึกเมื่อได้อยู่หลังพวงมาลัยนั้นพิเศษมาก Stirling Moss Memorial Trophy เป็นการแข่งขันที่น่าทึ่ง และเมื่อทุกอย่างลงตัวและโชคเข้าข้าง คุณก็สามารถทำผลงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ การคว้าชัยในรายการระดับตำนานเช่นนี้เมื่อปี 2016 ถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งอย่างแท้จริง”


Goodwood Revival เปรียบเสมือน แคปซูลเวลาที่มีชีวิต ถ่ายทอดเรื่องราวของนักแข่ง เครื่องจักร และผู้ชมที่ยังคงร่วมกันสืบสานประวัติศาสตร์ของกีฬามอเตอร์สปอร์ต เมื่อเสียงเครื่องยนต์และเสียงคำรามของรถยนต์คลาสสิกค่อย ๆ เงียบลงในค่ำคืนวันอาทิตย์ ก่อนที่จะมีการประกาศชื่อ Driver of the Meeting Rolex จะมอบ Perpetual 1908 ที่สลักข้อความพิเศษให้แก่ผู้ที่สมควรได้รับ เพื่อยกย่องทักษะในการควบคุมเครื่องจักรกลอันน่าทึ่งเหล่านี้ ตลอดจนมิตรภาพและน้ำใจนักกีฬาที่เกิดขึ้นในสนามแข่ง

พิธีมอบรางวัลจะเกิดขึ้นใต้หอนาฬิกา Rolex และทุกช่วงเวลาแห่งการหยุดมองย้อนกลับตลอดสามวันของงาน ล้วนย้ำเตือนถึงความหมายสำคัญของ Goodwood Revival ว่า ในสนามแห่งนี้ ทุกเสี้ยววินาทีล้วนมีความหมาย

ROLEX และมอเตอร์สปอร์ต
Rolex ให้คุณค่ากับความสำเร็จของมนุษย์ โดยมองเห็นความหมายของการเดินทางที่เต็มไปด้วยหมุดหมายสำคัญและอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่ช่วงเวลาที่กำหนดความสำเร็จอย่างแท้จริง เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่ถ้วยรางวัล หากแต่อยู่ที่เส้นทางทั้งหมดที่แต่ละคนเลือกเดิน

ความสัมพันธ์ระหว่าง Rolex และมอเตอร์สปอร์ตเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เมื่อ Sir Malcolm Campbell (เซอร์ มัลคอล์ม แคมป์เบลล์) สร้างสถิติความเร็วภาคพื้นดินของโลกบนชายหาด Daytona Beach โดยสวม Rolex Oyster ไว้บนข้อมือ นับจากนั้น การสนับสนุนของ Rolex ในวงการมอเตอร์สปอร์ตก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งบุคคลระดับตำนาน การแข่งขันความทรหดอันทรงเกียรติ และรายการแข่งขันชั้นนำของโลก ปัจจุบันความสัมพันธ์ดังกล่าวครอบคลุมการแข่งขัน FIA World Endurance Championship (WEC), IMSA WeatherTech Sportscar Championship รวมถึงรายการสำคัญที่รวมกันเป็น Triple Crown of Endurance Racing ได้แก่ Rolex 24 At DAYTONA, Twelve Hours of Sebring และ 24 Hours of Le Mans


ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา Rolex ยังให้การสนับสนุนงานยานยนต์คลาสสิกที่สะท้อนความสง่างาม ความงดงาม และขนบธรรมเนียมอันยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น Pebble Beach Concours d’Elegance® และ Goodwood Revival

Rolex เปิดรับไอคอนแห่งวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่าง Sir Jackie Stewart (เซอร์ แจ็กกี สจ๊วร์ต) เข้าสู่ครอบครัว Rolex Testimonees ตั้งแต่ปี 1968 ก่อนที่เขาจะมีตำนานนักแข่งร่วมวงการตามมา ได้แก่ Tom Kristensen (ทอม คริสเตนเซน) เจ้าของสถิติชนะการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ถึง 9 ครั้ง และ Mark Webber (มาร์ก เว็บเบอร์) แชมป์ FIA World Endurance ปี 2015 และผู้คว้าชัยชนะในรายการ Grand Prix™ มาแล้วหลายครั้ง

ขณะเดียวกัน Rolex ยังให้การสนับสนุนนักแข่งรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมาสร้างชื่อในวงการ เช่น Jamie Chadwick (เจมี แชดวิก) ผู้เดินหน้าทลายข้อจำกัดและสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างต่อเนื่อง รวมถึง Nyck de Vries (นิก เดอ ฟรีส์) หนึ่งในนักแข่งคนสำคัญของ WEC ซึ่งคว้าชัยชนะในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ในปี 2026

ABOUT ROLEX
ชื่อเสียงด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่ไม่มีใครเทียบ
Rolex คือโรงงานนาฬิกาสัญชาติสวิสที่ดำเนินงานแบบครบวงจรและเป็นอิสระ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา แบรนด์เป็นที่ยอมรับทั่วโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเลิศ ความสง่างาม และเกียรติภูมิ

กลไกของนาฬิกาในตระกูล Oyster Perpetual และ Perpetual ได้รับการรับรองและทดสอบภายในโรงงานของ Rolex เพื่อยืนยันถึงความเที่ยงตรง ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือ ขณะที่การรับรอง Superlative Chronometer ซึ่งแสดงด้วยตราประทับสีเขียว ยืนยันว่าแต่ละเรือนได้ผ่านการทดสอบโดย Rolex ในห้องปฏิบัติการของบริษัทเอง ตามเกณฑ์ที่ Rolex กำหนด โดยเกณฑ์ดังกล่าวจะได้รับการตรวจสอบความถูกต้องเป็นระยะโดยองค์กรอิสระภายนอก

คำว่า “SUPERLATIVE” ซึ่งปรากฏอยู่บน Oyster ทุกเรือน สะท้อนถึงปรัชญาและคุณค่าของ Rolex โดยเป็นตัวแทนของแนวคิดเรื่องความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Hans Wilsdorf (ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้ปลูกฝังไว้ และยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน

แนวคิดดังกล่าวนำ Rolex ไปสู่การบุกเบิกพัฒนานาฬิกาข้อมือและนวัตกรรมสำคัญมากมายในประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็น Oyster นาฬิกาข้อมือกันน้ำรุ่นแรกของแบรนด์ที่เปิดตัวในปี 1926 หรือกลไกขึ้นลานอัตโนมัติด้วยโรเตอร์ Perpetual ซึ่งคิดค้นขึ้นในปี 1931

ตลอดประวัติศาสตร์ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมากกว่า 700 รายการ ปัจจุบันแบรนด์ออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนส่วนใหญ่ของนาฬิกาที่โรงงานทั้ง 4 แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่โรงงานแห่งที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะเปิดดำเนินงานในปี 2029

Rolex ดำเนินกระบวนการผลิตด้วยตนเอง ตั้งแต่การหล่อโลหะผสมทองคำ การขึ้นรูปและกลึงชิ้นส่วน การสร้างสรรค์ การประกอบ และการตกแต่ง ไปจนถึงการผลิตและประกอบ กลไก ตัวเรือน หน้าปัด และสาย ด้วยมาตรฐานการผลิตของแบรนด์เอง

นอกเหนือจากโลกแห่งนาฬิกา Rolex ยังมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุน ศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา และการสำรวจ รวมถึงบุคคลและองค์กรที่กำลังคิดค้นแนวทางเพื่อร่วมกันรักษาและปกป้องโลกใบนี้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้